ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 182 แข่งตกปลา เดิมพันกับภรรยา
บทที่ 182 แข่งตกปลา เดิมพันกับภรรยา
“เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือ? เหอะ ยุ่งไม่เข้าเรื่อง”
แม้หลี่เฟิงจะพูดเช่นนี้ แต่หลังจากนั้น เขาก็ไม่ได้เอ่ยคำอะไรอีก
แค่เพียงมองแผ่นหลังของสวี่หยางกับหลินไห่ถัง เขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
เพราะทั้งสองให้ความรู้สึกที่คุ้นเคย โดยเฉพาะเค้าโครงแผ่นหลังช่างละม้ายคล้ายกับร่างของผู้ที่หลอกหลอนเขาเมื่อหลายปีก่อน…
“เทพธิดาเซียวเหยา…”
ทว่าเขาก็สลัดความคิดนั้นทิ้งอย่างรวดเร็ว
แม้เค้าโครงของทั้งสองจะมีความคล้าย แต่ใบหน้าของสตรีบนเรือกลับเป็นหญิงสาวชาวบ้านธรรมดา รูปร่างก็เพียงพอถูไถเท่านั้น
คนแบบนี้จะเป็นเทพธิดาเซียวเหยาได้อย่างไร?
…
หลังจากเดินทางอยู่สองวัน ในที่สุดเรือก็แล่นออกจากพื้นที่พายุทมิฬ
ทุกคนมองเห็นแสงอาทิตย์อบอุ่น
หัวหน้าเรือคลายค่ายกลป้องกันบนเรือเช่นกัน
ทุกคนออกมาชั้นดาดฟ้าเรือเพื่ออาบแดด ผู้บำเพ็ญมนุษย์บางคนก็เริ่มจับกลุ่มฝึกฝน
สวี่หยางพาภรรยาออกมาเดินเล่นเช่นกัน
พวกเขานำปลาย่างออกมาจากถุงเก็บของแล้วเริ่มกิน
“เร็วเข้า ๆ…”
ในตอนนี้ สมาชิกลูกเรือก็หยิบคันเบ็ดขึ้นมาที่กราบเรือแล้วเริ่มตกปลา
ดูจากความตื่นเต้นแล้ว พวกเขาน่าจะเตรียมตกปลาตัวใหญ่
ในขณะที่ผู้โดยสารบางคนได้นำคันเบ็ดของตนเองออกมาตกปลาเช่นกัน
กริ๊ง กริ๊ง…
หนูสุ่ยหลิงที่ซ่อนอยู่ในอกเสื้อของสวี่หยางกระแทกหน้าอกของเขาด้วยความตื่นเต้น
หัวใจของสวี่หยางเต้นรัว หนูสุ่ยหลิงมีบางอย่างจะบอกกับเขา
หลังจากหยิบป้ายควบคุมสัตว์อสูรออกมา สวี่หยางก็เข้าใจว่ามันกำลังจะพูดอะไร
บริเวณนี้มีฉลามกระบี่
มันคือปลาชนิดหนึ่งที่มีรูปร่างเหมือนกับโลมา เนื้อของมันอร่อยและมีฤทธิ์เป็นยากระตุ้นกำหนัดกับบำรุงหยิน
สิ่งนี้เทียบได้กับยาชูกำลัง ทำให้ผู้ชายบรรเลงเพลงรักสิบครั้งติดต่อกันโดยไม่รู้สึกเหนื่อยล้า
ส่วนเกล็ดและกระดูกนำไปบดเป็นผงแล้วทาบนผิวหนัง จะช่วยในการฝึกฝนด้วย
เพราะเหตุนี้ แม้ฉลามกระบี่จะเป็นวัตถุดิบขั้นสูงระดับหนึ่ง แต่ก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ราคาจึงสูงตามไปด้วย
ทำให้สัตว์อสูรประเภทหนูชอบกินปลาชนิดนี้เป็นพิเศษ
สวี่หยางเคยซื้อปลาชนิดนี้มาครั้งหนึ่ง หลังจากได้ลองกินเข้าไป หนูสุ่ยหลิงจึงจดจำรสชาติได้
“ไม่แปลกใจเลยที่ผู้คนจำนวนมากจะมาตกปลา ทุกวันนี้ฉลามกระบี่ราคาปาไปเจ็ดแปดร้อยหินวิญญาณแล้วใช่หรือไม่?”
ยิ่งสามารถทำเป็นยากระตุ้นกำหนัดได้ หากอะไรก็ตามที่ข้องเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ มนุษย์สามารถกินล้างผลาญจนถึงขั้นสูญพันธุ์ได้เลยทีเดียว
สวี่หยางก็สนใจเช่นกัน
เขาจำได้ว่าหลังจากกินปลาชนิดนี้เข้าไป ตนเองก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นไม่น้อย
ทว่าพออยากกินเนื้อฉลามกระบี่อีก ก็พบว่ามันถูกขายจนหมดแล้ว
…
“ฮ่า ๆ ๆ… ข้าโชคดีเหลือเกิน ปลาติดเบ็ดแล้ว”
ลูกเรือคนหนึ่งตะโกนด้วยความตื่นเต้น ดึงคันเบ็ดสุดแรง ฉลามกระบี่ตัวหนึ่งยาวมากกว่าหนึ่งหมี่ก็ถูกดึงขึ้นจากน้ำ
มันขัดขืนอย่างรุนแรง โจมตีด้วยศรวารี แต่ทุกคนเตรียมพร้อมอยู่ก่อนแล้วจึงเปิดใช้งานยันต์พิทักษ์ได้ทัน
“ปลาชนิดนี้มีความแข็งแกร่งเทียบเท่าขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้า การจะจับมันไม่ใช่เรื่องง่ายนัก”
สวี่หยางมอบรอบข้างก่อนจะพบว่าน้อยคนนักที่จะสามารถตกฉลามกระบี่ได้ แม้ผ่านไปครึ่งชั่วยาม แต่มีเพียงสามคนที่ตกมันได้สำเร็จ
บางคนพลักตกลงไปในน้ำ และถูกโจมตีโดยฝูงฉลามกระบี่ทันที จนต้องกระเสือกกระสนขึ้นเรือ
ตามคำบอกเล่าของเหล่าลูกเรือ น้ำทะเลเย็นยะเยือกและมีพิษรุนแรง หากยังไม่ทำการสร้างรากฐานย่อมไม่สามารถอยู่ได้นาน
ต่อให้อยู่ขอบเขตสร้างรากฐาน แต่เมื่อเผชิญกับการโจมตีของฉลามกระบี่ฝูงใหญ่ ก็ยากจะต้านเช่นกัน
เว้นเสียแต่จะเป็นผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตานจึงจะสามารถยืนหยัดได้พักหนึ่ง
แน่นอนว่ามีบางคนควบคุมศัสตราศักดิ์สิทธิ์หมายจับปลา
ทว่าทันทีที่ศัสตราศักดิ์สิทธิ์สัมผัสกับน้ำทะเล พลังของมันก็ถูกสูบจนลดต่ำกว่าสามในสิบส่วน
บางคนไม่เพียงล้มเหลวเท่านั้น แต่ยังสูญเสียศัสตราศักดิ์สิทธิ์ กลายเป็นได้ไม่คุ้มเสีย
ด้วยเหตุนี้ การตกปลาจึงกลายเป็นทางเลือกเดียวที่ทำได้
เนื่องจากไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว สวี่หยางจึงขอเช่าคันเบ็ดจากลูกเรือคนหนึ่ง
เขาพยายามใช้ตรวจจับกลิ่นอายเพื่อสังเกตการเคลื่อนไหวภายในน้ำ
ดังคาด น้ำทะเลปิดกั้นพลังวิญญาณเอาไว้ ทำให้ไม่อาจมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นใต้น้ำได้เลย
เขาจึงเริ่มใช้จิตเทวะ
จิตเทวะอันทรงพลังเทียบเท่ากับผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตาน ทุกสิ่งในทะเลก็ปรากฏเด่นชัด
“ฉลามกระบี่มากกว่าหนึ่งพันตัว!!”
มุมปากของสวี่หยางยกยิ้มขณะหัวเราะอย่างมีความสุข
“สหายเต๋าสวี่ยิ้มมีความสุขเช่นนี้ ดูท่าว่าจะมีวิธีจับปลาตัวใหญ่ได้สินะ”
เสิ่นม่านอวิ๋นถือคันเบ็ดไว้ในมือขณะเดินเข้ามา ใบหน้าแต่งแต้มรอยยิ้ม
หลินไห่ถังกับหลินหวั่นชิงก็ถือคันเบ็ดใหม่เอี่ยมเช่นกัน ส่วนหลินอวี้ นางถือถุงขนมกับกาน้ำชา ภายในนั้นเป็นชารักขามรกต
พละกำลังของหลินอวี้ไม่สูงส่ง ดังนั้นจึงไม่สามารถตกปลาได้เหมือนคนอื่น นางอาสาชงชาให้แทน
สวี่หยางประหลาดใจ “พวกเจ้าทุกคนอยากตกปลาหรือ??”
เสิ่นม่านอวิ๋นเงยหน้าอย่างภาคภูมิ “อย่างไรก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว ดูนั่นสิ ผู้บำเพ็ญหญิงจำนวนมากกำลังตกปลาอยู่”
เมื่อมองตามสายตาของเสิ่นม่านอวิ๋น มันคือกลุ่มผู้บำเพ็ญหญิงที่กำลังหยอกเย้ากันอยู่
หลินหวั่นชิงขมวดคิ้ว จากนั้นเผยรอยยิ้มบาง “สหายเต๋าสวี่ เจ้าคงไม่คิดว่าพวกข้าไม่สามารถจับปลาได้เพียงเพราะเป็นผู้หญิงหรอกใช่หรือไม่?”
หลินไห่ถังป้องปากหัวเราะคิกคัก “นั่นสิ การตกปลาไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพวกเรา”
“โห!! เห็นพวกเจ้าทุกคนขึงขังเช่นนี้ ดูเหมือนจะมั่นใจไม่น้อย”
“อะไร ไม่เชื่อหรือ?”
เสิ่นม่านอวิ๋นกอดอก
สวี่หยางหัวเราะ “ไม่ ๆ ๆ ไม่ใช่ว่าข้าไม่เชื่อ แต่มันเป็นไปไม่ได้ต่างหาก!! ไม่มีทางที่พวกเจ้าจะจับปลาได้อย่างแน่นอน”
ทันใดนั้น สตรีทั้งสามก็ขมวดคิ้วฉับ
ยอดเยี่ยมมาก เจ้าดูถูกผู้อื่นงั้นหรือ
เสิ่นม่านอวิ๋นเอ่ยแผ่วเบา “วันนี้ข้าจะแสดงความแข็งแกร่งให้เจ้าได้เห็นเป็นบุญตาเอง”
หลินไห่ถังพยักหน้าอย่างหนักเช่นกัน “สหายเต๋าสวี่ ในเมื่อเจ้ามั่นใจนัก มาลองแข่งกันดีหรือไม่?”
ดวงตาของสวี่หยางทอประกาย “ได้สิ เอาเช่นนี้แล้วกัน หากพวกเจ้าสามคนจับได้มากกว่าข้า เช่นนั้นข้าจะให้สิทธิ์พวกเจ้าขออะไรก็ได้คนละหนึ่งอย่าง!!”
“ฮ่า ๆ ๆ…”
หลินหวั่นชิงเอ่ยอย่างมีความสุขทันที “ลาภลอยแล้ว ข้าคิดได้แล้วว่าจะขออะไร ข้าจะขอให้สหายเต๋าสวี่ทำอาหารให้กินเป็นเวลาสิบวัน”
“ข้าอยากให้สหายเต๋าสวี่นวดไหล่และทุบขาให้” เสิ่นม่านอวิ๋นยิ้มกว้าง
ปกตินางจะรับใช้สวี่หยาง แต่ครั้งนี้อีกฝ่ายจะต้องเป็นคนรับใช้แทน
หลินไห่ถังเอ่ยแผ่วเบา “ส่วนของข้า… อยากให้…”
นางเดินเข้าไปกระซิบข้างหูสวี่หยาง
“ว่าอะไรนะ ให้ดูดตรงนั้นหรือ”
สวี่หยางเผยสีหน้าแปลกประหลาด เขาไม่คาดคิดว่าหลินไห่ถังจะมีรสนิยมเช่นนี้
หลินไห่ถังเอ่ยอย่างเขินอาย “เบาเสียงหน่อย”
สวี่หยางหัวเราะคิกพลางหันไปหาหลินอวี้ “อวี้เอ๋อร์ แล้วเจ้าเล่า?”
“ข้าตกปลาไม่เป็น ดังนั้นจะไม่ขออะไรทั้งนั้น” หลินอวี้เดาะลิ้นก่อนจะเริ่มจดจ่อกับขนมและชา
สวี่หยางเอ่ยยิ้ม ๆ “ก็ได้ ไว้ข้าชนะก่อนแล้วจะบอกว่าต้องการอะไรจากพวกเจ้า”
“เจ้าอยากให้พวกข้าทำอะไร?” ดวงตาของหลินหวั่นชิงเบิกกว้าง “เจ้าอย่าทำให้พวกข้าอับอายเป็นอันขาด”
“ไม่ต้องห่วงหรอกนะหวั่นชิง ข้าไม่เชื่อว่าเขาจะเอาชนะพวกเราได้”
เสิ่นม่านอวิ๋นเอ่ยคำอย่างมั่นใจ
หลินไห่ถังพยักหน้าด้วยความมั่นใจเช่นกัน “สหายเต๋าสวี่ บอกมาเถอะว่าเจ้าต้องการอะไร”
“ทำ… ให้ข้า…” สวี่หยางยิ้มอย่างมีเลศนัยขณะส่งกระแสจิตหาทุกคน
“ว่าอย่างไรนะ?”
ใบหน้างดงามของเสิ่นม่านอวิ๋นแดงก่ำ “น่าเกลียด”
หลินไห่ถังกัดฟัน “เจ้า… !”
“ก็ได้” หลินหวั่นชิงเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “อย่างไรพวกเราก็ต้องชนะอยู่แล้ว”
สิ้นคำ เสิ่นม่านอวิ๋นกับหลินไห่ถังก็รู้สึกแบบเดียวกัน ดังนั้นพวกนางจึงไม่ขัด
“อย่างไรพวกเราก็ต้องชนะอยู่แล้ว”
“เอาละ มาเริ่มตกปลากันดีกว่า” สวี่หยางตั้งตารอว่าเหล่าภรรยาจะมีสีหน้าอย่างไรหลังจากแพ้เดิมพัน
เหยื่อที่ใช้ในการจับฉลามกระบี่คือเนื้อสัตว์ สวี่หยางหยิบเนื้อย่างออกมาจากถุงเก็บของก่อนจะเริ่มทำการตกปลา
เร็วเท่าความคิด จิตเทวะก็ดำดิ่งลงไปใต้ผืนน้ำ
“อืม ที่นั่นมีปลาเยอะมาก”
จิตเทวะควบคุมเหยื่อตรงสู่บริเวณที่มีปลาเป็นจำนวนมาก
“สหายหนุ่ม การตกปลาแบบนี้มันใช้ไม่ได้!!”
ในตอนนี้ ผู้บำเพ็ญเฒ่าลูบเครา และเอ่ยเตือนอยู่ไม่ไกล
ผู้บำเพ็ญเฒ่าผู้นี้อยู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้นเหมือนกัน เขาสวมเสื้อคลุมสีฟ้าขาว เมื่อเห็นสีหน้าของสวี่หยางก็เอ่ยต่อ “ข้าตกปลามาห้าสิบเก้าปี เคยเห็นคนตกปลามาก็มาก ดูจากท่วงท่าของเจ้าแล้ว พนันเลยว่าไม่เคยตกปลามาก่อนใช่หรือไม่?”
เหลือเชื่อ ผู้บำเพ็ญเฒ่าผู้นี้ช่างมีสายตาเฉียบแหลมนัก
“ถึงจะตกปลาไม่บ่อย แต่ก็ได้รับการชี้แนะจากผู้เชี่ยวชาญมาแล้ว ดังนั้นข้าจึงพอรู้วิธีตกปลาอยู่บ้าง”
“นึกแล้วเชียว” ผู้บำเพ็ญเฒ่าคลี่ยิ้ม “สหายหนุ่ม การตกฉลามกระบี่ต่างจากการตกปลาชนิดอื่น ไม่ว่าเจ้าจะมีฝีมือแค่ไหน เกรงว่าก็ไม่มากพอที่จะจับปลาที่นี่! การจะจับฉลามกระบี่ อย่างแรกเลยคือต้องเหวี่ยงเบ็ดไปใต้เรือ! เพราะปลาชนิดนี้ชอบร่มเงา หากเหวี่ยงเบ็ดออกไปไกลแบบเมื่อครู่ย่อมไม่ใช่วิธีการที่ฉลาดนัก”
“โอ้ จริงหรือ!” สวี่หยางตอบรับอย่างไม่ใส่ใจ เขาไม่อยากเสวนากับผู้บำเพ็ญเฒ่ามากจนเกินไป
แต่ผู้บำเพ็ญเฒ่าอาจจะเห็นว่ามีสตรีอยู่รอบข้างสวี่หยางมากเกินไปก็เลยอยากโอ้อวด ดังนั้นเขาจึงเอ่ยต่อ “อีกอย่าง อย่ายื่นคันเบ็ดออกจากตัวเรือจะดีกว่า ฉลามกระบี่พวกนี้ฉลาดมาก เดี๋ยวเดียวพวกมันก็เห็นหรอก!”
“ใช่แล้ว ยังมี…”
ผู้บำเพ็ญเฒ่ายังคงพูดน้ำไหลไฟดับราวกับน้ำลายไม่มีวันแห้ง
สวี่หยางมองภรรยาอย่างอับจนหนทางเพื่อพยายามขอความช่วยเหลือ
น่าเสียดายที่ภรรยาทั้งสี่ต่างมองกลับมาพร้อมกับหัวเราะคิกคัก
โดยเฉพาะเสิ่นม่านอวิ๋น “สหายเต๋าสวี่ ดูท่าเจ้าจะต้องมีชะตาพ่ายแพ้เป็นแน่”
เหอะ หลังจากนี้ข้าจะต้องสั่งสอนเสิ่นม่านอวิ๋นเสียแล้ว!!