ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 184 เชิญคนโง่
บทที่ 184 เชิญคนโง่
สวี่หยางไม่ได้ตื่นตากับสิ่งที่เรียกว่าสมบัติ
เพราะเขาคิดว่ามันคือหายนะ!
“พี่หลี่ ซากเรืออับปางมีมากขนาดนี้ เกรงว่าสมบัติคงจะหาได้ไม่ง่าย” สวี่หยางถาม
หลี่ซินเย่าก้มศีรษะพลางหลุบตา จากนั้นจึงอธิบาย “พูดตามตรง ที่นั่นกระแสน้ำเชี่ยวนัก รวมถึงมีกลุ่มสัตว์อสูรระดับสามจำนวนมากอาศัยอยู่ จึงเป็นการยากที่จะจัดการได้ ดังนั้นคำแนะนำของข้าก็คือแบ่งออกเป็นหลายกลุ่มแล้วลอบเข้าไป ขอเพียงขึ้นเกาะได้ก็เป็นอันปลอดภัยแล้ว”
“สัตว์อสูรแบบไหนหรือ?”
“ฉลามหน้าดำ มันคือฉลามที่มีเค้าโครงเป็นใบหน้ามนุษย์สีดำ แม้จะตัวไม่ใหญ่ แต่มีครีบยาว สามารถบินขึ้นจากน้ำได้”
สวี่หยางไม่เคยได้ยินชื่อสัตว์อสูรชนิดนี้มาก่อน
แต่ตามหลักการแล้ว ไม่มีผลประโยชน์ใดได้มาง่าย ๆ หรอก ต้องระวังให้มาก
“ต้องขอโทษพี่หลี่ด้วย ข้าเป็นคนขายปลาที่ไม่ได้มีความแข็งแกร่งมากมายอะไร ข้าจึงไม่สนใจในการล่าสมบัติ”
สวี่หยางปฏิเสธ
หลี่ซินเย่ายังอยากโน้มน้าวต่อ แต่สวี่หยางยังคงปฏิเสธ สุดท้ายเขาจึงเดินจากไป
…
“พี่ชาย เขาก็แค่คนขายปลาตัวเหม็น มันมีอะไรดี เหตุใดถึงต้องเชิญเขาด้วย?”
ทันทีที่หลี่ซินเย่ากลับมา หลี่เฟิงก็พูดจาเยาะเย้ยอีกฝ่ายทันที
“เจ้ารู้อะไรหรือไม่ การบำเพ็ญของคนผู้นี้อยู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้น แต่เขากลับจับฉลามกระบี่ได้สามตัวได้ เห็นได้ชัดว่าการรับรู้ของเขาไม่ธรรมดา!”
“การรับรู้หรือ??” หลี่เฟิงเอียงศีรษะด้วยความไม่เชื่อเล็กน้อย
ก็แค่การจับปลา แล้วจะไปเกี่ยวกับการรับรู้ได้อย่างไร?
เมื่อเห็นท่าทางโง่เขลาของน้องชาย หลี่ซินเย่าก็หงุดหงิดขึ้นมา “ทำไมเจ้าถึงไม่เข้าใจ? พวกเรากำลังจะไปเกาะร้าง พวกฉลามหน้าดำจะต้องโจมตีเราแน่ ดังนั้นพวกเราจึงต้องตื่นตัวเข้าไว้ ข้าคิดว่าคนจับปลามีวิธีรับรู้ใต้น้ำ การเชิญเขามาจะช่วยพวกเราได้มากทีเดียว”
หลี่เฟิงเข้าใจเฉียบพลัน “อย่างนี้นี่เอง แต่เด็กคนนี้กลับยืนกรานปฏิเสธ ท่านพี่ ในเมื่อไม้อ่อนใช้ไม่ได้ผล ข้าจะใช้ไม้แข็งให้เอง”
“เจ้าโง่ เจ้าไม่เข้าใจกฎบนเรือลำนี้เลยหรือ? อย่าสร้างปัญหา ปล่อยมันไว้อย่างนั้นเถอะ ข้าจะไปเชิญคนโง่คนอื่นมาเพิ่มเอง…”
ในตอนเช้า สวี่หยางตกฉลามกระบี่ได้ห้าตัว
ในช่วงบ่าย เขาสังเกตเห็นว่าสองพี่น้องหลี่ซินเย่ากับหลี่เฟิงเริ่มติดต่อกับผู้บำเพ็ญคนอื่น ๆ ชักชวนไปเกาะไร้นาม
เขาลอบถามลูกเรือเกี่ยวกับสถานการณ์บนเกาะไร้นามแลกกับปลาหนึ่งชิ้น
หลี่ซินเย่าไม่ได้โกหกเขา
เกาะนั้นมีอยู่จริง ผู้บำเพ็ญมนุษย์เคยพยายามเข้าไปใช้เป็นลานฝึกตน
แม้จะมีเส้นชีพจรปฐพีระดับสามอยู่ที่นั่น แต่สภาพแวดล้อมกลับโหดร้าย อีกทั้งรอบเกาะยังเต็มไปด้วยฝูงฉลามหน้าดำ
ฉลามชนิดนี้มีสายเลือดระดับสาม ตัวที่เป็นผู้นำทรงพลังเทียบเท่าผู้บำเพ็ญขอบเขตจินตาน พวกมันอยู่กันเป็นฝูง และบินได้ เป็นการยากที่ผู้บำเพ็ญมนุษย์ธรรมดาจะจัดการได้
หลายปีก่อน ด้วยเหตุผลหลายประการ ทำให้เรือหลายลำอับปางที่นั่นจนกลายเป็นซากปรักหักพังขนาดใหญ่ นับคร่าว ๆ ได้มากกว่าห้าสิบลำ
มีข่าวลือว่ามีคนเคยได้ถุงเก็บของกับวาสนาจำนวนมากภายในเรืออับปางเหล่านั้น
บางคนได้ยาสร้างรากฐานหรือแม้กระทั่งยาสร้างเจี่ยตาน
หลายคนได้ศัสตราศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงระดับสองถึงสาม
แน่นอนว่ามีผู้เสียชีวิตจำนวนไม่น้อยเช่นกัน
โครมมม…
ฉลามกระบี่อีกตัวกินเหยื่อ
“อื้ม หลังจากนับดูแล้ว น่าจะได้ฉลามกระบี่สิบตัว”
เรื่องนี้ทำให้คนอื่น ๆ ดวงตาแดงก่ำ
จนกระทั่งช่วงเย็น สวี่หยางก็หยุดตกปลาเนื่องจากเลยอาณาเขตของฉลามกระบี่แล้ว
เมื่อนับรวมกัน วันนี้เขาตกฉลามกระบี่ได้ทั้งสิ้นสิบแปดตัว
ส่วนภรรยาทั้งสาม พวกนางได้แค่ห้าตัวเท่านั้น
ซึ่งพวกมันล้วนเป็นปลาตัวเล็ก
“ดูท่าข้าจะชนะสินะ”
สวี่หยางยิ้ม “กินข้าวกันก่อนเถอะ คืนนี้เราจะกินปลากัน ข้าได้ยินมาว่ามันมีผลเหมือนยากระตุ้นกำหนัดเสียด้วย หึ ๆ ๆ…”
เสิ่นม่านอวิ๋นตัวสั่นระริก
ทางหลินไห่ถังกับหลินหวั่นชิงเดาะลิ้นด้วยความรู้สึกทั้งกังวลและคาดหวังเล็กน้อย
ส่วนหลินอวี้รีบเอ่ย “ข้าเป็นเพียงผู้ชม ไม่ได้เดิมพันเสียหน่อย”
“ไม่เอาน่า เจ้าจะดูเฉย ๆ หรือ แบบนั้นไม่เบื่อแย่หรือ” สวี่หยางสะบัดมือขณะปฏิเสธหลินอวี้
หลินอวี้จนคำพูดจึงเอ่ยอย่างรวดเร็ว “ข้าไม่เบื่อ ข้าไม่เบื่ออย่างแน่นอน…”
กองไฟลุกโชนบนดาดฟ้าเรือ
แม้วัสดุบนเรือจะดูเหมือนไม้ แต่ความจริงแล้ว พลังป้องกันของมันแข็งแกร่งมาก ดังนั้นต่อให้มีก่อไฟบนนี้มันก็ไม่เกิดไฟไหม้แน่นอน
ต่อให้มีการระเบิดรุนแรงเกิดขึ้น แต่เรือลำนี้ก็ยังรับไหว
“จี๊ด ๆ ๆ…”
แค่มองปลาที่มีน้ำมันเยิ้ม ๆ ทุกคนก็พากันน้ำลายสอ
“กินให้มากหน่อย ไม่เพียงมีผลเป็นยากระตุ้นกำหนัดเท่านั้น แต่ยังบำรุงหยินได้อีกด้วย”
สวี่หยางหัวเราะ
หลังจากทราบว่าสามารถบำรุงหยินได้ ทุกคนก็รีบกินเข้าไปทันที
“พี่ชาย ข้ามีสุราชั้นดีอยู่เหยือกหนึ่ง ขอแลกกับปลาสักชิ้นได้หรือไม่”
ระหว่างนั้น มีใครบางคนเดินเข้ามา
เมื่อหันไปมองก็พบกับใบหน้าไม่คุ้นหน้า อีกฝ่ายคือบุรุษสวมเสื้อคลุมสีเขียว อายุประมาณสามสิบปี อยู่ในขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้า
สวี่หยางเหยียดมือออก แล้วปลาชิ้นหนึ่งก็ถูกโยนออกไปอย่างไม่ใส่ใจ แล้วอีกฝ่ายหยิบมีดแทงรับปลาชิ้นนั้นอย่างง่ายดาย
“สุราดีสำหรับเจ้า”
สวี่หยางรับมันมา แน่นอนว่าเขายังไม่ดื่ม
เขาไม่ชอบกินอาหารของผู้อื่นยามอยู่ข้างนอก
“อะไร เจ้ากลัวว่าสุราจะมีพิษงั้นหรือ?”
สวี่หยางส่ายหน้า “ข้าแค่ไม่ชอบดื่มน่ะ”
“แล้วแต่เจ้า แต่ก็ขอบคุณสำหรับปลา”
สิ้นคำ ชายคนนั้นก็เดินไปที่มุมหนึ่งของดาดฟ้าเรือก่อนจะเริ่มดื่มสุราและกินปลา
“ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้า หากลงมือเพียงลำพัง คนผู้นี้ก็ใช่ว่าจะรับมือได้ง่าย” สวี่หยางให้ข้อสรุปก่อนจะลอบเตือนภรรยาว่าอย่าเข้าใกล้คนผู้นี้เป็นอันขาด
โดยไม่คาดคิด หลี่เฟิงจะเดินออกมาจากห้องพักแล้วตรงไปหาชายคนนั้น
หลังจากสนทนาสักพัก หลี่เฟิงก็หัวเราะ “ดี พี่หลี่ ถ้างั้นก็เป็นอันตกลง พรุ่งนี้เราจะมุ่งเกาะไร้นามด้วยกัน”
“มีคนถูกหลี่เฟิงหลอกอีกแล้ว”
หลินไห่ถังพึมพำ
สวี่หยางพยักหน้ารับ “ไม่ต้องห่วงสถานการณ์ทางฝั่งนั้นหรอก…”
“สามี เจ้าบอกว่าหลี่เฟิงไม่ใช่คนธรรมดา หากเขาเชิญอีกฝ่ายขึ้นมา เจ้าคิดว่าพรุ่งนี้จะเกิดความขัดแย้งภายในหรือไม่?”
หลินอวี้เอ่ยถามอย่างแผ่วเบา
“มีความเป็นไปได้”
จากนั้นสวี่หยางก็ครุ่นคิดสักพักก่อนจะมองไปทางคนแปลกหน้าที่ยังดื่มกินอยู่ไกล ๆ
คนผู้นี้เผยปราณขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้า แต่กลิ่นอายกลับสงบนิ่งและรากฐานก็ลึกล้ำ ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำการฝึกฝนถึงแค่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้า
เป็นไปได้มากว่าเขากำลังปกปิดขอบเขตเอาไว้
ลองคิดดูสิ
จะมีคนธรรมดาที่ไหนกล้าเดินทางหลายพันลี้ไปแดนเซียนตงไห่เพื่อต่อสู้ได้อย่างไร?
…
ตกกลางคืน
คลื่นลมในวันนี้สงบเป็นพิเศษ
ในห้องพัก สวี่หยางกำลังจะสั่งสอนภรรยาว่าความหมายของการเชื่อฟังมันเป็นอย่างไร
พวกนางกล้ามาตั้งคำถามเขาได้อย่างไร! กล้ามาเดิมพันโดยไม่รู้ความเก่งกาจของตนได้อย่างไร
ไม่ช้า เสิ่นม่านอวิ๋น หลินไห่ถังและหลินหวั่นชิงก็เริ่มทำตามที่เดิมพันเอาไว้
หากจะจัดการหลินหวั่นชิงก็ต้องใช้อุปกรณ์เสริม
หากจะจัดการกับเสิ่นม่านอวิ๋นและหลินไห่ถังก็ต้องโรมรันแนบชิด เขาต้องให้พวกนางได้ลิ้มรสหยาดรักจนหยดสุดท้าย ไม่เพียงแต่มีคุณค่าทางโภชนาการเท่านั้น แต่ยังช่วยเรื่องความงามอีกด้วย
หลินอวี้ผู้อยู่ด้านข้างสั่นสะท้าน
เมื่อหลินอวี้คิดว่าตัวเองรอดพ้นแล้ว หลังจากภรรยาทั้งสามหมดแรง นางก็ถูกดึงเข้าสมรภูมิรักทันที
เดิมทีหลินอวี้เป็นเพียงผู้ชม แต่ตอนนี้ภรรยาทั้งสามกลับเป็นฝ่ายดูเสียเอง นางสั่นสะท้านอยู่หลายครั้ง แล้วท้ายที่สุดก็กลับสู่ความสงบ
…
เช้าตรู่ของวันที่สอง
เมื่อเขามาถึงชั้นดาดฟ้าของเรือ สวี่หยางก็เห็นหลี่ซินเย่ากำลังนำกลุ่มคนมากกว่าห้าสิบชีวิตเตรียมมุ่งหน้าสู่เกาะไร้นาม
“ไป!”
หลี่ซินเย่าเดินนำ
สำหรับสวี่หยาง เขายังคงตกปลาต่อไป
แม้จะไม่มีฉลามกระบี่ แต่ก็ยังมีปลาล้ำค่าชนิดอื่นที่สามารถขายได้ราคางามได้
คราวนี้ ภรรยาไม่กล้าเดิมพันกับสวี่หยางอีกแล้ว
เมื่อคืนนี้ทุกคนต้องรับศึกหนัก โดยเฉพาะเสิ่นม่านอวิ๋นที่ได้รับการใส่ใจเป็นพิเศษ วันนี้นางเดินกะโผลกกะเผลกจนทำให้ภรรยาคนอื่นรู้สึกทุกข์ใจยิ่ง
“สหายเต๋าสวี่ เจ้าช่างโหดร้ายนัก ไม่รู้จักคำว่าอ่อนโยนหรือไง ตอนนี้ข้าทั้งเจ็บทั้งบวมไปหมดแล้ว!”
ขณะเสิ่นม่านอวิ๋นกินปลาย่างรับลมทะเล ดวงตาของนางก็มองไปทางสวี่หยางด้วยความไม่พอใจ
สวี่หยางรู้สึกผิดเช่นกัน “ให้ข้าดูอาการเจ้าดีหรือไม่?”
เมื่อเสิ่นม่านอวิ๋นได้ยินเช่นนี้ ทั่วร่างของนางก็รู้สึกเหมือนจะระเบิด รู้สึกหวาดกลัวจนแทบกระโดดตัวลอย “ไม่ ไม่ ไม่ต้องเข้ามาใกล้เลย”
นางกังวลว่าหากอีกฝ่ายมาดูอาการก็ไม่ต่างจากถูกทรมานอีกหน
แบบนั้นคงไม่สามารถลุกจากเตียงได้เป็นแน่
ขณะตกปลา สวี่หยางก็หยิบแหวนโล่จื่อจินออกมาก่อนจะเริ่มทำการบำเพ็ญ
พวกภรรยาเริ่มฝึกฝนตามลำดับ
ในตอนเย็น เสียงระเบิดก็ดังสนั่นหวั่นไหวมาจากไกล ๆ
“รีบถอยเร็ว!”
“บ้าไปแล้วหรือ เจ้าไปยั่วโมโหสัตว์อสูรนั่น” ใครบางคนแผดเสียงคำราม
“รอข้าด้วย อ๊าก…”
เสียงนั้นดังมาจากเกาะไร้นามซึ่งอยู่ไกลออกไป
หัวใจของสวี่หยางเต้นรัว กลุ่มคนที่ออกไปตามหาสมบัติกลับมาแล้ว
แต่เมื่อดูจากสถานการณ์ ดูท่าว่าจะไม่ค่อยสู้ดีนัก
เดิมทีพวกเขามีมากกว่าห้าสิบคน ส่วนใหญ่เป็นผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐาน แต่ตอนนี้จำนวนกลับเหลือเพียงสิบกว่าคนเท่านั้น