ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 191 ผู้บำเพ็ญมารอาวุโส เซียนแห่งแดนยมโลก
บทที่ 191 ผู้บำเพ็ญมารอาวุโส เซียนแห่งแดนยมโลก
สวี่หยางก้มหน้ามองถุงเก็บของที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ
ถุงเก็บของใบนี้สีซีดจางลงไปบ้าง คุณภาพธรรมดา เป็นเพียงระดับหนึ่งขั้นต่ำที่เก่าแก่ที่สุด
เมื่อแรกเห็นก็รู้ว่าไม่ใช่ของวิเศษอันใด
‘เจ้าคิดว่าจะข่มเหงข้าได้เช่นนั้นหรือ?’
ก่อนหน้านี้บนเรือ สวี่หยางไม่ต้องการมีเรื่อง อีกทั้งสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการก็ไม่ได้มีค่ามากนัก จึงแบ่งปลาให้เขาไป
แต่เวลานี้ คนคนนี้ยังคิดกล้าเอาเปรียบเขาอีก
ในใจสวี่หยางโกรธจนแทบระเบิดออกมา
นี่คิดจะขอสิ่งใดก็ได้จนติดเป็นนิสัยสินะ
“ลี่เจี้ยนเจิ้น ในวัยเยาว์อาจารย์เคยสอนข้าไว้ประโยคหนึ่ง” สวี่หยางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “อาจารย์กล่าวว่า อย่าให้สิ่งของแก่ผู้อื่นบ่อยนัก มิฉะนั้นจะกลายเป็นการทำร้ายผู้อื่น ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการทำร้ายเจ้า เชิญเจ้ากลับไปเถิด”
ในที่สุดใบหน้าขาวซีดของลี่เจี้ยนเจิ้นก็แสดงอารมณ์ออกมา “เจ้าปฏิเสธข้า”
“ถูกต้อง” สวี่หยางพูดอย่างเด็ดขาด
เบื้องหลังของสวี่หยาง หลินอวี้ได้ปล่อยหุ่นเชิดเสี่ยวจินออกมา ทันใดนั้นพวกเขาก็มาปรากฏตัวอยู่ด้านนอกเรือเหาะ เตรียมพร้อมรับมือ
เสิ่นม่านอวิ๋นหยิบกระบี่ออกมา
หลินไห่ถังและหลินหวั่นชิงต่างก็ชักอาวุธของตนเองออกมาเช่นกัน
“ข้าก็อยากแลกหุ่นเชิดนี้เช่นกัน เจ้าให้ข้าเถอะ!” เขาหยิบขวดยาอมฤตขึ้นมาอีกขวดแล้วโยนข้ามมา
บนขวดมีอักษรสามตัวเขียนว่า ยากระตุ้นปราณ
แค่นี้หรือ?
พวกหลินอวี้มองหน้ากันราวกับมองคนโง่
เพียงยากระตุ้นปราณหนึ่งขวดก็อยากจะแลกหุ่นเชิดเสี่ยวจินงั้นหรือ
“ไปตายซะเถอะ เอาของแค่นี้มาแลกหุ่นเชิดของข้า เจ้าฝันไปกระมัง” แม้แต่หลินอวี้ที่เป็นคนใจเย็น ก็อดไม่ได้ที่จะด่าคำหยาบคายออกไป
“เมื่อเป็นเช่นนี้ก็โทษข้าไม่ได้” ขณะพูด ลี่เจี้ยนเจิ้นก็ยิ้มมุมปากอย่างโหดเหี้ยม
เมื่อเขามีท่าทีจะลงมือ สวี่หยางจึงหยิบยันต์ศักดิ์สิทธิ์ออกมา
ใช่แล้ว สวี่หยางไม่อยากให้ชายคนนี้มีโอกาสพลิกกลับมาได้ ดังนั้นเขาจึงหยิบยันต์ศักดิ์สิทธิ์ที่แกร่งที่สุดออกมาสู้
ทันทีที่ยันต์ศักดิ์สิทธิ์ปรากฏขึ้น ปราณโดยรอบก็ดูเหมือนจะบิดเบี้ยวไปด้วยเช่นกัน
“ลี่เจี้ยนเจิ้น เจ้าจะใช้สิ่งใดมาเล่นกับข้า”
เดิมทีลี่เจี้ยนเจิ้นยังสงบนิ่งอยู่ แต่เมื่อเห็นยันต์ศักดิ์ศิทธิ์ จิตใจของเขาพลันสั่นไหวและรู้สึกถึงอันตรายอย่างยิ่ง
“ยันต์ศักดิ์สิทธิ์!!”
ในคัมภีร์โบราณเคยพบเห็นสมบัติที่สามารถสังหารผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตาน
สีหน้าของลี่เจี้ยนเจิ้นขาวซีด เขาเผลอบีบยันต์ในมือจนแหลกละเอียด!
สวี่หยางกำลังจะลงมือ แต่กลับพบว่าเจ้าหมอนั่นว่องไวราวกับปลาไหล ไม่ทันไรก็วิ่งหนีไปไกลนับพันลี้แล้ว
“สามี เขาใช้ยันต์หลบหนี!!” เสิ่นม่านอวิ๋นกล่าวอย่างเร่งรีบ
ระยะทางที่ไกลเช่นนี้ หากใช้ยันต์ศักดิ์สิทธิ์โจมตี เจ้านั่นคงจะหลบหนีได้อีกครั้งแน่
“โฮก!!”
สวี่หยางตัดสินใจใช้เคล็ดวิชามังกรขับขาน
คลื่นเสียงอันทรงพลังแผ่ขยายออกไปโดยรอบ นอกจากบนเรือเหาะที่พวกหลินอวี้อยู่จะไม่ถูกผลกระทบใดแล้ว สถานที่อื่น ๆ ล้วนสั่นสะเทือนไปด้วย
แม้กระทั่งฝูงปลาในน้ำก็ยังถูกคลื่นเสียงกระแทกให้โผล่ขึ้นมา
สีหน้าของลี่เจี้ยนเจิ้นยิ่งซีดขาวมากขึ้นไปอีก บัดนั้นเขาเห็นร่างของสวี่หยางได้กลายเป็นหมอกดำมุ่งตรงเข้ามาหาเขา
“นี่มัน…!”
ลี่เจี้ยนเจิ้นเบิกตาโพลงอย่างไม่อยากเชื่อ
เพราะร่างของสวี่หยางในตอนนี้ เขาเคยเห็นมาแล้วในคัมภีร์โบราณ!
ร่างมาร!!
เป็นร่างมารที่เกิดจากปราณชั่วร้าย!
‘ในชาติก่อนสวี่หยางคือบรรพบุรุษในเผ่ามารของตระกูลข้างั้นหรือ หรือเพราะเขายึดครองร่างที่มีปราณชั่วร้ายมาได้?’
จะไม่ให้ลี่เจี้ยนเจิ้นคิดอย่างนั้นได้อย่างไร
ที่เขาสามารถข้ามมาจากรากฐานวิญญาณธรรมดา ๆ และก้าวขึ้นเป็นผู้แข็งแกร่งได้ในปัจจุบัน ก็เพราะบังเอิญได้ตำราวิถีมารมาเล่มหนึ่ง
หลังจากที่ฝึกวิถีมารแล้ว เขาก็มีความรู้เกี่ยวกับวิชายุทธ์ต่าง ๆ ของผู้บำเพ็ญมารเป็นอย่างดี ปราณมารสีดำตรงหน้าก็เป็นร่างมารชั้นสูงในหมู่ผู้บำเพ็ญมาร
ปกติแล้ว หากไม่ถึงขอบเขตจินตาน เป็นไปไม่ได้ที่จะฝึกพลังปราณสังหารเช่นนี้
แต่สวี่หยางสามารถทำได้
ดังนั้นเขาจึงคิดว่าสวี่หยางอาจเป็นผู้บำเพ็ญมารอาวุโสก็ได้
แต่ที่เห็นว่าเขายังคงเยาว์วัยนัก อาจจะเป็นเพราะเขาได้เกิดใหม่หรือได้ยึดครองร่างผู้อื่น
‘ถูกต้อง แน่นอนว่าเป็นเช่นนั้น!! ไม่เช่นนั้น เขาจะได้มาซึ่งสมบัติเหนือธรรมชาติอย่างยันต์ศักดิ์สิทธิ์นี้ได้อย่างไร?’
‘ไม่เช่นนั้น เขาจะฝึกพลังจากปราณมารด้วยขอบเขตสร้างรากฐานได้อย่างไร? แน่นอนว่าเขาคือผู้บำเพ็ญมารอาวุโส’
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ลี่เจี้ยนเจิ้นก็ตื่นเต้นสุดขีด
ในที่สุดก็ได้พบพวกเดียวกันแล้ว
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาไม่กล้าเปิดเผยตัวว่าเป็นผู้บำเพ็ญมาร เดินทางเพียงลำพัง เพราะกลัวว่าจะถูกจำได้ บังเอิญที่ได้พบร่องรอยผู้บำเพ็ญมาร แต่ก็พบว่าฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่ผู้บำเพ็ญมารโดยแท้จริง แต่เป็นนักบวชลัทธิมารที่เดินบนเส้นทางนอกรีต
ในโลกเซียน หลายคนมักจะเหมารวมผู้บำเพ็ญมารกับนักบวชลัทธิปีศาจ
ในทางปฏิบัติแล้วทั้งสองก็ยังมีความแตกต่างกัน
ผู้บำเพ็ญวิชายุทธ์มาร เป็นผู้ที่ใช้พลังอำนาจที่รุนแรงยิ่งกว่า
และกลุ่มคนนอกรีตก็คือพวกทำเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและคนอื่น และเป็นพวกจิตมีปัญหา
ครั้งหนึ่งเขาเคยมีเรื่องกับพวกคนนอกรีต รู้สึกว่าไม่สามารถสื่อสารกับพวกมันได้เลย
เวลานี้ ลี่เจี้ยนเจิ้นรู้สึกตื่นเต้นมาก
ผ่านมานานเท่าใดแล้ว ในที่สุดก็ได้พบกับผู้บำเพ็ญมารที่แข็งแกร่งเสียที
“ท่านผู้อาวุโสใจเย็น ๆ ก่อน พวกเราทุกคนล้วนเป็นผู้บำเพ็ญมารทั้งสิ้น เป็นความเข้าใจผิด”
ลี่เจี้ยนเจิ้นถอยหนีไป ขณะเดียวกันก็ตะโกนบอก
“ท่านผู้อาวุโส?” สวี่หยางพึมพำ คนผู้นี้หมายความว่าอย่างไร คิดว่าเขาเป็นผู้บำเพ็ญมารเหมือนกันอย่างนั้นหรือ
สวี่หยางมองไปที่กระแสปราณมารสีดำบนร่างกายของตนเอง แล้วก็เข้าใจ
แท้จริงแล้ว ปราณมารสีดำนั้นเป็นของผู้บำเพ็ญมาร แต่นั่นก็เป็นเหตุผลที่เขาไม่ค่อยใช้ เพราะคนอื่นอาจเข้าใจผิดได้ง่าย
“เข้าใจผิดหรือไม่ก็ช่าง เจ้าหมาน้อย กล้ามาแย่งของของข้าเลยรึ” ปราณของสวี่หยางขยายไปทั่วราวกับว่าเขาครองชีพอยู่มานานนับพันปี
“ท่านผู้อาวุโส นี่เป็นการเข้าใจผิดจริง ๆ ข้าไม่รู้ว่าท่านเป็นสหายร่วมสำนัก ด้วยความล่วงเกินของข้า ขอให้ท่านเมตตาด้วย เมตตาด้วย!!”
กล่าวจบ ลี่เจี้ยนเจิ้นก็กัดฟันหยิบถุงเก็บของขึ้นมา “ข้าเต็มใจชดเชยด้วยสิ่งของ”
“ฆ่าเจ้าแล้ว ของพวกนี้ก็จะเป็นของข้า” สวี่หยางเย้ยหยัน
“ท่านผู้อาวุโส ข้ายังมียันต์หลบหนีอีกมากมาย ด้วยพลังปราณอันแข็งแกร่งของท่าน ถึงฆ่าข้าไปก็เหมือนกับฆ่าสุนัข แต่หากข้าหนีเอาตัวรอด ท่านก็คงยากที่จะฆ่าข้า”
สวี่หยางได้ยินดังนั้นก็เห็นด้วย
ยันต์หลบหนีเป็นยันต์ระดับสอง
แต่ของเช่นนี้หายากยิ่งกว่ายันต์แสงทองเสียอีก
เหตุผลก็คือยันต์หลบหนีเป็นเครื่องรางประเภทวิถีอวกาศ เว้นแต่ว่าผู้เขียนเครื่องรางจะเข้าใจพลังแห่งอวกาศ จึงจะสามารถหลอมได้
เมื่อคิดได้เช่นนั้น สวี่หยางจึงตัดสินใจจะทดลองหลอกล่อลี่เจี้ยนเจิ้น
หากคนผู้นี้คิดจะหลบหนีจริง เขาก็คงตามไม่ทัน แม้จะมียันต์อยู่ก็ตาม!!
แต่ด้วยท่าทีของลี่เจี้ยนเจิ้นขณะนี้ กลับดูให้ความเคารพเขายิ่งนัก ยิ่งเมื่อนึกถึงตอนที่เรียกเขาว่า ผู้อาวุโส…
สวี่หยางจึงเดาว่าลี่เจี้ยนเจิ้นดูเหมือนจะเข้าใจผิดว่าเขาคือ ‘มารอาวุโส’
‘อืม ลองเล่นตามน้ำดูสักหน่อย’
“เจ้าหนุ่มไร้ค่าแห่งขอบเขตสร้างรากฐาน เจ้าคิดว่าเพียงเพราะเจ้ามียันต์อยู่ในมือ ข้าจะทำอันใดเจ้ามิได้กระนั้นรึ?? หากข้าอยู่ในยุคเฟื่องฟู การฆ่าเจ้าคงง่ายดั่งฆ่ามดสักตัว!”
สวี่หยางยืนกอดอกแล้วถอยหายลับไปกับปราณสีดำที่โอบล้อมเขาเอาไว้
หากผู้ใดที่ไม่รู้เรื่องราวแล้วเดินผ่านมาพบเห็นภาพตรงหน้า พวกเขาตระหนกจนร้องขึ้นว่า “ผู้บำเพ็ญมารอันเกรียงไกร!!”
ท่าทางคุกคามของสวี่หยางยิ่งทำให้ลี่เจี้ยนเจิ้นเชื่อมากขึ้นว่า สวี่หยางต้องเป็นผู้บำเพ็ญมารอาวุโสแน่
“ผู้อาวุโส ขอท่านโปรดเมตตาด้วย” ลี่เจี้ยนเจิ้นเอ่ยถามอย่างอยากรู้ “ผู้อาวุโสฟื้นคืนชีพมาใหม่เช่นนั้นรึ?”
“เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้” สวี่หยางกล่าวออกมา แต่ละคำล้วนแฝงกลิ่นอายของกาลเวลาอันยาวนาน เขาทำท่ายืดอกหายใจเข้าเฮือกใหญ่ “กาลเวลาผ่านไปเนิ่นนานนัก มิอาจคิดว่าเจ้าจะจดจำข้าได้ เจ้านี่เยี่ยมยอดนัก มีแววถึงสามส่วนของข้าเมื่อคราหนุ่ม”
“เพียงสามส่วนเช่นนั้นหรือ…” มุมปากของลี่เจี้ยนเจิ้นกระตุก
“ฮึม!!” สวี่หยางเปล่งเสียงต่ำ “เจ้าว่าเพียงสามส่วนไม่พอรึ! เมื่อก่อนข้าอายุสิบปีก็สังหารผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานได้แล้ว สิบห้าปีก็แลกด้วยชีวิตกับผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตาน เจ้ามีฝีมือเช่นนี้หรือไม่?”
ร่างของลี่เจี้ยนเจิ้นสั่นเทิ้มอย่างรุนแรง ช่างเป็นสุดยอดบุคคล
“เมื่อก่อนข้ามีฉายาว่า เซียนแห่งแดนยมโลก!! บอกความจริงแก่เจ้าเลยแล้วกัน ข้ามิใช่คนในยุคนี้ แต่มาจากยุคของขอบเขตมหายาน…”
สวี่หยางเอ่ยอย่างเรียบเฉย มองออกไปไกล ๆ แววตาที่เต็มไปด้วยกาลเวลาดูเหมือนจะระลึกถึงช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์ในอดีต
“เซียนไร้ขอบเขตหรือ?”
จิตใจของลี่เจี้ยนเจิ้นสั่นไหว แววตาแฝงไปด้วยความสับสน เพราะเขาไม่รู้เลยว่าเซียนไร้ขอบเขตคือขั้นใด
“ท่านอาวุโส ข้ามิอาจรู้ได้ว่าเซียนไร้ขอบเขตคือขั้นใด”
สวี่หยางหัวเราะ “เจ้าหนุ่ม เจ้าช่างน่าสนใจจริง ๆ ไม่รู้จักแม้กระทั่งเซียนไร้ขอบเขต”
ลี่เจี้ยนเจิ้นรู้ตัวได้ว่าตนเองนั้นโง่เขลา จึงก้มลงคำนับ “ข้านั้นบังเกิดขึ้นในโลกมนุษย์ และด้วยความบังเอิญก็ได้ก้าวเข้าสู่วิถีเซียน จึงมิได้รู้สิ่งใดกระจ่างชัดนัก”
“เพราะเจ้าเป็นมนุษย์ผู้บำเพ็ญมารเช่นข้า ข้าจะบอกเจ้าไว้แล้วกัน หลังจากขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดก็คือขอบเขตแปรเทวา จากนั้นจึงเป็นขอบเขตหลอมสุญตา ขอบเขตบูรณาการ และขอบเขตสุดท้ายคือขอบเขตมหายาน!!”
“เป็นเช่นนี้เอง ข้าได้รับการสั่งสอนแล้ว”
ลี่เจี้ยนเจิ้นตื่นเต้นแทบสิ้นสติ เขานึกว่าขอบเขตหลอมสุญตาคือที่สุดของวิถีเซียนแล้ว ใครจะคิดเล่าว่ายังมีขอบเขตบูรณาการ ขอบเขตมหายานอีก
บัดนี้ลี่เจี้ยนเจิ้นยิ่งมั่นใจมากขึ้นว่าสวี่หยางนั้นจะต้องเกิดใหม่หรือได้ครองร่างผู้อื่นมาแน่แท้
“เจ้ายังหนุ่มนัก ยังต้องเรียนรู้อีกมาก อย่าคิดว่าได้เรียนรู้เคล็ดวิชาไม่กี่อย่างแล้วจะเก่งกาจ กล้ามาแย่งของ ๆ ข้า!” สวี่หยางเอ่ยเสียงเย็น “ตบปากมัน!”
“เช่นนั้นก็…ได้!”
ลี่เจี้ยนเจิ้นรู้สึกอับอายเป็นอย่างมาก แต่ไม่กล้าขัดขืน เขาคิดว่าหากสามารถเอาชีวิตรอดได้ ก็จะได้เรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้
หากภายภาคหน้าข้าได้เป็นเซียน ข้าจะตอบแทนเขาเป็นเท่าทวีคูณ
“เพียะ เพียะ…”
พวกเขายังคงตีกันจริง ๆ
สวี่หยางนั้นมีความสุขมาก จริง ๆ แล้วเขารู้จักขอบเขตพลังมากมายของโลกเซียนจากการอ่านนวนิยายเมื่อชาติก่อนเท่านั้น
หลังจากลี่เจี้ยนเจิ้นถูกตบไปสองที เขาก็ถามอย่างระมัดระวังว่า “ท่านผู้อาวุโส ไม่ทราบว่าเหตุใดท่านจึงหลงทางในแดนเซียนตอนเหนือและยังเข้าสู่ตระกูลผู้บำเพ็ญเซียนหลิน ได้แต่งงานกับภรรยามากเช่นนี้”
ลี่เจี้ยนเจิ้นคิดเสมอว่า ผู้บำเพ็ญมารอย่างพวกเขานั้น ควรอยู่ลำพังหรือรับลูกศิษย์สองสามคนเท่านั้น
เพราะว่าเมื่อมีภรรยาแล้ว ก็เท่ากับมีภาระทั้งยังรบกวนการฝึกตน
ถ้าอดใจไว้ไม่อยู่ก็แค่ฉุดผู้หญิงมาสักคน หรือให้ลูกศิษย์มานอนด้วยไม่ได้หรือ
สวี่หยางเอามือไพล่หลัง แววตาเยือกเย็นกล่าวว่า “ข้าฝึกฝนวิชาลับ จึงได้หลงทางมาแดนเซียนตอนเหนือ ส่วนเรื่องที่เข้าตระกูลหลิน เจ้าไม่ต้องถามมาก ข้าไม่ชอบตอบคำถามผู้อื่น เจ้าเพียงรู้ไว้ว่าภรรยาของข้านั้น มีประโยชน์อย่างมากต่อข้า”
สวี่หยางตอบกลับเพียงเท่านั้น ทำให้ลี่เจี้ยนเจิ้นคาดเดาว่า สวี่หยางอาจจะฝึกวิชาลับคู่บำเพ็ญ
“ท่านคงจะฝึกวิชายุทธ์ลับคู่บำเพ็ญ…”
ไอ้เจ้านี้ …จินตนาการของเจ้าช่างล้ำเลิศนัก
สวี่หยางแอบอมยิ้มในใจ ทว่าสีหน้ายังคงเยือกเย็น พลางกล่าวว่า “เจ้ารู้ก็ดีแล้ว รีบนำสิ่งของที่เจ้าจะมอบให้ข้ามาเดี๋ยวนี้ ข้ายังมิได้ฟื้นพลัง เมื่อใดที่ข้าฟื้นพลังแล้ว ข้าจะให้รางวัลแก่เจ้า”
นั่นสิ สนทนากันมาถึงเพียงนี้แล้ว สิ่งที่สวี่หยางปรารถนาก็คือการได้ผลประโยชน์ต่าง ๆ โดยไม่ต้องเสียอะไรนั่นเอง
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงยังมิอาจสังหารอีกฝ่ายลงได้
อย่าได้มองเพียงแค่ตอนนี้ที่ลี่เจี้ยนเจิ้นแกล้งทำเป็นคนสุภาพอ่อนโยน ขณะเดียวกันที่สวี่หยางก็เข้าใจดีว่าอีกฝ่ายนั้นมีความระมัดระวังตัวเป็นอย่างมาก หากว่าตนได้ใช้ของวิเศษในการต่อสู้ อีกฝ่ายก็จะใช้ยันต์หลบหนีไปในทันที
แทนที่จะเป็นเช่นนั้น การรับของมาเปล่า ๆ ก็ดูจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า