ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 190 การต่อสู้อันดุเดือดบนเรือ
บทที่ 190 การต่อสู้อันดุเดือดบนเรือ
“อะไรกัน?!”
สีหน้าหยวนต้าหวาเปลี่ยนไปอย่างมาก ดวงตาแดงก่ำ พวกเขายังไม่ได้เริ่มลงมือเลย แต่สวี่หยางกลับลงมือก่อนแล้ว
สีหน้าของสวี่หยางเย็นชา ภรรยาที่อยู่ข้างหลังก็เตรียมพร้อมลงมือเช่นกัน
“สวี่หยาง เจ้าช่างเจ้าเล่ห์นัก กล้าดีอย่างไรถึงได้ลอบโจมตีพวกข้า ไร้ซึ่งคุณธรรม ข้า ข้า…”
หลี่ซินเย่าก่นด่าออกมาเสียงดัง
แขนขวาขาดกระเด็นเปื้อนเลือดไปครึ่งหนึ่ง เขามองสวี่หยางด้วยความเคียดแค้นและเจ็บปวด คิดไม่ถึงว่าสวี่หยางจะใจกล้าขนาดนี้ถึงกับลอบโจมตีพวกเขา
หรือเขาไม่รู้ว่าตระกูลหลี่มีขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายอยู่
สวี่หยางก้าวไปข้างหน้า ไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไรทั้งสิ้น เขาเข้าโจมตีอย่างหนักหน่วง
เพราะมีความตั้งใจที่จะกำจัดหลี่ซินเย่าและหลี่เฟิงตั้งแต่ก่อนที่จะขึ้นเรือแล้ว เมื่อหลี่ซินเย่าซักถาม เขาจึงสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ทันระวังตัว เลยตัดสินใจในตอนนั้นทันที ลงมือโดยไม่ทันให้ตั้งตัว แล้วฆ่าให้ตาย!!
การตัดสินใจของเขาดีมาก หลี่ซินเย่าได้รับบาดเจ็บสาหัส พลังการต่อสู้ลดลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง
“ฆ่ามันซะ!” หลี่ซินเย่าสั่งการ แล้วหันไปพูดกับหยวนต้าหวา “พี่หยวน มันเป็นคนฆ่าน้องชายของท่าน พวกเราช่วยกันลงมือ ล้างแค้นให้กับน้องชายท่าน”
หยวนต้าหวาพยักหน้า หยิบขวานยาวกว่าสามเมตรขึ้นมา
“สวี่หยาง วันนี้คือวันตายของเจ้า”
หลินหวั่นชิงตะโกนลั่น จากนั้นผ้าหลากสีหลงเฟิ่งก็ถูกเหวี่ยงใส่หยวนต้าหวา แถบสายรุ้งหลากสีส่องประกายแวววาวระยิบระยับจากแสงแดด เปี่ยมด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์อย่างมาก จนสามารถกดข่มขวานขนาดยักษ์ในมือของหยวนต้าหวาได้อย่างชัดเจน
หยวนต้าหวาสีหน้าเปลี่ยนไป “ศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลางระดับสอง”
เขาจ้องมองมายังศัสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนี้ด้วยความโลภ แล้วเปล่งเสียงเย็นชา “ไม่คิดว่าตระกูลหลินจะมีศัสตราวุธศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ ทั้งที่บรรพบุรุษของตระกูลหยวนเองก็ได้ดูแลพวกเจ้าเป็นอย่างดี แต่ตอนนี้เจ้ากลับนำศัสตราวุธศักดิ์สิทธิ์มาต่อสู้กับตระกูลหยวน”
“ข้าพูดแล้วว่า ข้าเคารพท่านหยวนเฉียว แต่สำหรับเจ้า…”
หลินหวั่นชิงตะคอกเสียงเย็น “ผู้ที่ฆ่าคนเช่นเจ้า หากข้าไปบอกผู้อาวุโสหยวนเฉียว เจ้าคิดว่าจะเป็นอย่างไร”
หลินไห่ถังก็พยักหน้าเห็นด้วย “ท่านหยวนเฉียวเป็นคนที่มีคุณธรรมและน้ำใจ เป็นคนดีที่มีชื่อเสียงในยุทธภพ หากความชั่วร้ายของพวกเจ้าทั้งสองพี่น้องถูกเปิดเผย แม้พวกเราไม่ต้องลงมือ ท่านผู้เฒ่าก็คงจะลงมือฆ่าพวกเจ้าด้วยมือของท่านเอง”
หยวนต้าหวาสีหน้าเคร่งขรึม เรื่องเช่นนี้บรรพชนจะต้องไม่รู้เด็ดขาด มิเช่นนั้นพวกเขาจะจบเห่
“เจ้าพวกปากดี เจ้าคิดหรือว่าจะหวังพึ่งพาอานุภาพศัสตราศักดิ์สิทธิ์มาจัดการข้า ความแตกต่างระหว่างขั้นพลังเป็นสิ่งที่เจ้าไม่อาจลบล้างได้”
หยวนต้าหวาผู้มีขอบเขตการสร้างฐานระดับสี่ เมื่อเทียบกับหลินไห่ถังผู้มีขอบเขตการสร้างฐานระดับสามแล้ว แน่นอนว่ามีความได้เปรียบอยู่ในระดับหนึ่ง
ทว่าเขาประเมินสถานการณ์การต่อสู้ของสวี่หยางต่ำเกินไป
สวี่หยางควบคุมกระบี่คู่ยวนยาง บดขยี้จนหลี่ซินเย่าต้องถอยร่นไม่เป็นท่า
ดีที่ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตการสร้างฐานตอนปลายแห่งตระกูลหลี่เข้าช่วยไว้ได้ทัน แล้วเขาก็ตะโกนเสียงดัง “เจ้าหนูสวี่หยาง อย่าได้อวดดีนัก!!!”
“ไอ้แก่กล้าด่าสามีข้า”
หลินไห่ถังแผดเสียงแล้วควักกระบี่ยวนหยางคู่ออกมาเช่นกัน
กระบี่สองเล่มหลอมรวมกัน บนท้องฟ้าเหนือเรือปรากฏเงากระบี่สีเขียวมรกตขนาดยักษ์ พลังที่แผ่ออกมานั้นมหาศาล
เทียบเท่ากับขอบเขตจินตาน!!
เมื่อใช้ไม้ตายออกไปแล้ว ก็ต้องแลกด้วยเลือด!!
สวี่หยางจะไม่ปล่อยโอกาสดี ๆ ครั้งนี้ไป
“ไห่ถัง ลงมือพร้อมกันเลย”
สวี่หยางกล่าว
“ได้”
ทั้งสองยืนประจันหน้ากัน
ตูม!
ดาบยักษ์ฟันออกไป
ตระกูลหลี่ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายร้องครวญครางอย่างโหยหวนออกมาด้วยความเจ็บปวด “ไม่…”
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ผู้นี้ใช้พลังของร่างกายในการป้องกันอย่างสุดความสามารถ และใช้เครื่องรางระดับสูงสามอันติดต่อกันเพื่อป้องกัน
แม้แต่ร่างกายก็ยังถอยหลังอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อหลบหลีก
แต่เขาถูกพลังอันมหาศาลนี้หยุดไว้ จะถอยก็มิอาจถอยได้ แม้แต่ปลายเท้าก็ยังยากที่จะขยับยิ่งนัก
นี่คือความต่างของพลัง พลังอันมหาศาลนั้นมิได้เพียงแค่ทำลายล้างเท่านั้น แต่ยังทำให้เขาสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหว สุดท้ายเขาต้องเผชิญหน้ากับพลังอันมหาศาลอย่างสิ้นหวัง พร้อมที่จะกลายเป็นปลาบนเขียง
ปัง!
ร่างกายของเขาถูกทำลายในทันที
ถูกฆ่าในพริบตา!!
เหตุการณ์ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ทำลายความคิดของผู้คนทั้งหมด ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานแต่ละคนกลับไม่ทันได้ใช้สมบัติศักดิ์สิทธิ์ ก็ตายอย่างอนาถในมือของพวกสวี่หยางแล้ว
นี่มันเป็นการกระทำที่ท้าทายสวรรค์อย่างนั้นหรือ
หลังจากที่หลินไห่ถังลงมือ เขาได้ลอยละล่องมาหาสวี่หยาง
เสิ่นม่านอวิ๋นและหลินอวี้มิได้เคลื่อนไหว พวกนางทำหน้าที่หนุนหลัง
ซึ่งในตอนนั้น หลินอวี้ได้นำหุ่นเชิดเสี่ยวจินออกมา และยืนอยู่ข้างหลังพวกเขา เพื่อป้องกันไม่ให้ใครลอบโจมตี
การตายของผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลาย เปรียบเสมือนโดมิโน่ที่ล้มทับกัน ทำให้ผู้บำเพ็ญมนุษย์ในตระกูลหลี่เกิดความหวาดกลัว ไม่กล้าโจมตีอีกต่อไป
บางคนถึงกับแอบส่งเสียงเตือน บอกให้หนีออกจากที่นี่
ส่วนหลี่ซินเย่าผู้เป็นศูนย์กลางของพายุ กลับตกตะลึงจนแทบสิ้นสติ เขาฝืนใช้พลังทั้งหมดที่มีออกมาพร้อมกับโยนยันต์ระเบิดระดับสองโจมตีใส่สวี่หยาง
ตูม!
สวี่หยางไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ทั้งแหวนคู่โล่จื่อจินของหลินไห่ถังต่างก็ปลดปล่อยพลังป้องกันอันทรงพลังมาต้านทานการโจมตีได้อย่างอยู่หมัด
สีหน้าของหลี่ซินเย่าเปลี่ยนเป็นสีซีดเผือด เขารีบหันหลังกลับและวิ่งหนีไปทันที
“พี่ใหญ่ ทำไมถึงวิ่งหนีไปล่ะ?” หลี่เฟิงงุนงงจนตั้งตัวไม่ติด
หลี่ซินเย่าหนีแทบไม่ทัน จะมีเวลาไหนมาตอบ
เขาระเบิดพลังยุทธ์ออกมาและเร่งความเร็วในการวิ่งหนี
หลี่เฟิงถูกแรงกระแทกจนตัวปลิวออกไปถึงพื้นของดาดฟ้าเรือ พร้อมกับอาเจียนเป็นเลือดออกมาอย่างหนักหน่วง เขาตกใจสุดขีด
พริบตาเดียวเขารีบลุกขึ้นและวิ่งหนีไป
“โครม!”
แต่ในขณะเดียวกัน เบื้องหน้าเขาก็ปรากฏร่างหุ่นเชิดตนหนึ่ง
หุ่นเชิดไม่มีการเคลื่อนไหวอื่น ๆ เพียงแค่โบกมือฟาดเบา ๆ หลี่เฟิงก็ถูกฟาดจนคุกเข่าลงไปครึ่งหนึ่ง ขาผิดรูป กระดูกแหลมทะลุออกมา เจ็บปวดจนใบหน้ากระตุก จะพูดก็พูดไม่ออก
ความเจ็บปวดที่รุนแรงที่สุดก็คือการพูดไม่ออก
สวี่หยางมองไปยังทิศทางที่หลี่ซินเย่าหนีไปอย่างใจเย็น เขาใช้เคล็ดมารทมิฬอเวจี พลังยุทธอสูรร้ายปราณสีดำภายในร่างกายของเขาไหลบ่าดุจคลื่นมหาสมุทรซัดสาดเข้าใส่หลี่ซินเย่า
หลี่ซินเย่ารู้สึกถึงพลังอันทรงพลังที่ไล่ตามเขามาอย่างติดหนึบ เปรียบเสมือนเงาที่ติดตามตัวเขาไปทุกที่
แต่เขาไม่สามารถตอบโต้ได้เลย
เขาทำได้เพียงระเบิดพลังออกมาอีกครั้ง หวังว่าจะวิ่งไปในหมู่ผู้คน แล้วใช้ร่างกายของผู้อื่นเพื่อเพิ่มโอกาสในการหลบหนีของตนเอง
ตูม!
พลังอันมหาศาลกระแทกที่หลังหลี่ซินเย่า หลี่ซินเย่าร้องอย่างเจ็บปวด รู้สึกราวกับว่ากระดูกต้นคอของตัวเองถูกกระแทกจนหัก แล้วล้มลงไปที่พื้น ร่างกระตุกอยู่สักพักก็สิ้นลม
“รีบถอย!!”
เหล่าผู้อาวุโสที่เหลืออยู่ของตระกูลหลี่มีสีหน้าตกใจ ก่อนจะหันหลังวิ่งหนี
หยวนต้าหวาตกใจราวกับเห็นผี สีหน้าหวาดกลัวยิ่ง
เพราะเขารู้ว่าหลี่ซินเย่าไม่ด้อยกว่าเขาแม้แต่น้อย อาจจะเหนือกว่าเขาเล็กน้อยด้วยซ้ำ
นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าการจับมือเป็นพันธมิตรกับหลี่ซินเย่าแล้วคงจะไม่มีปัญหาใด ๆ
แต่กลับไม่คาดคิดว่าหลี่ซินเย่าจะพ่ายแพ้ได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ แล้วอย่างนี้จะให้เขาทำเช่นไรได้เล่า
ในใจของเขามีความคิดที่จะหนีให้เร็วที่สุด แต่การโจมตีของหลินหวั่นชิงนั้นยากจะคาดเดา ช่วยรั้งตัวเขาไว้ได้อยู่เสมอ
ทุกครั้งที่เขาคิดจะหนี หลินหวั่นชิงก็จะเพิ่มความรุนแรงในการโจมตี ทำให้เขาลำบากใจอย่างมาก
“หลินหวั่นชิง เรื่องก่อนหน้านี้เป็นความผิดของข้า ผู้ใหญ่ไม่คิดเล็กคิดน้อยกับผู้เยาว์ ปล่อยข้าไปเถอะ…”
“ปล่อยเจ้าไป? เจ้าล้อข้าเล่นหรือ คนชั่วช้าอย่างเจ้า ฆ่าทิ้งเสียยังเป็นการกำจัดคนชั่วให้บรรพชนของเจ้า!”
หลินหวั่นชิงหัวเราะเยาะ
ยามนี้ หลินอวี้สั่งการหุ่นเชิดเสี่ยวจินให้ปิดล้อมหยวนต้าหวา หุ่นเชิดถือกระบองเหล็กขนาดใหญ่ ฟาดลงมาทีเดียว
“ตูม!”
ขาขวาของหยวนต้าหวาหักลงทันที
สวี่หยางลอบเข้ามาเงียบ ๆ ปราณมารทมิฬอเวจีกลายเป็นพายุหมุนวนพุ่งเข้าห่อหุ้มหยวนต้าหวาทันที
เมื่อปราณมารสีดำสลายไป จึงเหลือเพียงร่างไร้วิญญาณของหยวนต้าหวา
ตายแล้ว!!
เหล่าศิษย์ตระกูลหยวนที่เหลือถูกหุ่นเชิดของหลินอวี้ฆ่าตายเกือบหมดในระหว่างการต่อสู้เมื่อครู่ โดยแทบจะถูกทุบตายทั้งเป็น
ส่วนผู้คนตระกูลหลี่ที่เหลือสังหารเพียงสิบกว่าคน ส่วนที่เหลือต่างก็หลบหนีไปทางเรือ
สวี่หยางสังเกตเห็น หลี่เฟิงกลับยังมีชีวิตอยู่ เขาลากขาที่หักของเขา คลานไปยังมุมห้องอย่างเงียบ ๆ
“เจ้าหนูสุ่ยหลิง จัดการมันซะ” สวี่หยางสั่ง
“จี๊ด จี๊ด”
เจ้าหนูสุ่ยหลิงตาเปล่งประกายด้วยความดุร้าย มันกระโดดออกมา พุ่งไปยังที่ที่หลี่เฟิงอยู่
“อ๊าก”
หลี่เฟิงใช้มือทั้งสองป้องกัน แต่พลังปราณของเขาก็ลดลงอยู่แล้ว จากอาการบาดเจ็บ พลังปราณของเขาลดลงเหลือไม่ถึงครึ่งหากเทียบกับยามปกติ เมื่อเผชิญกับการโจมตีของเจ้าหนูสุ่ยหลิง เขาก็ไม่มีโอกาสที่จะต่อสู้เลย และในไม่ช้าเขาก็ถูกกัดตาย
หลังจากนั้นไม่นาน การต่อสู้ก็ได้สิ้นสุดลง
ผู้คนบนเรือบางส่วนได้ทิ้งเรือแล้วหนีไปตั้งแต่เนิ่น ๆ
พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นเลย สวี่หยางดูเหมือนจะโหดเหี้ยมเกินไป ถ้าพวกเขาไม่หนี พวกเขากลัวว่าสวี่หยางจะจัดการพวกเขาต่อ
ระหว่างนั้น ลู่หยวนฮว่าก็พาพวกพ้องไล่ล่าพวกตระกูลหลี่ ตัดหัวพวกนั้นไปได้ส่วนหนึ่งแล้วก็กลับมา
“สหายเต๋าสวี่…” ลู่หยวนฮว่ามองดูศพผู้บำเพ็ญมุนษย์ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายที่พื้นข้างเท้าสวี่หยาง เขากลืนน้ำลายลงคออย่างลำบาก แล้วยกมือคำนับกล่าวว่า “เรื่องที่นี่จบแล้ว พวกเราขอลา”
“เช่นนั้นพบกันใหม่”
“พบกันใหม่”
พวกตระกูลลู่จากไปแล้ว
“พวกเราก็ควรไปได้แล้วเช่นกัน”
สวี่หยางเรียกเรือเหาะวิญญาณออกมา เหล่าภรรยาก็พากันขึ้นไปนั่ง
“ซู่วววว!!”
เรือเหาะกลายเป็นรัศมีสีเขียวพุ่งออกไป
บนเรือยังเหลือคนอีกส่วนหนึ่งที่ยังต่อสู้กันอย่างดุเดือด แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับสวี่หยางแล้ว
……
ครึ่งวันผ่านไป
“ครืน…”
ลมทะเลพัดแรงขึ้น เรือเหาะก็สั่นไหว
พวกสวี่หยางที่อยู่ในเกราะป้องกันไม่รับรู้ถึงแรงสั่นไหวที่เกิดขึ้น
“เห็นแล้ว ภาพเงาแผ่นดิน!! คงจะเป็นสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลี”
หลินอวี้พูดด้วยความประหลาดใจ นางชี้ไปที่ภาพเงาแผ่นดินซึ่งคล้ายกับภาพลวงตา
“มาถึงสักที”
สวี่หยางถอนหายใจอย่างโล่งอก
การเดินทางไปยังปลายทางถัดไปคือเกาะเซียนลำดับที่สามของสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลี
ดูจากตำแหน่งบนแผนที่ดาว เกาะที่อยู่ตรงหน้าคือเกาะเซียนลำดับที่สาม
สำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีมีเกาะมากมาย ทว่าเกาะหลักมีเพียงเจ็ดเกาะ
โดยมีชื่อเรียกตามลำดับว่า เกาะเซียนลำดับที่หนึ่ง เกาะเซียนลำดับที่สองเรียงตามลำดับ…
เกาะเซียนแต่ละแห่งนั้นแตกต่างกันทั้งในด้านลักษณะและหน้าที่
ยกตัวอย่างเช่น เกาะเซียนลำดับที่สาม มีชื่อเสียงด้านวัสดุสำหรับการวาดยันต์
ที่นี่มีวัสดุในการวาดยันต์หลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นเครื่องรางแปลก ๆ ที่หาที่ไหนไม่ได้
เจ้าของเกาะคือเซียนลำดับที่สามแห่งสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลี ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดผู้บำเพ็ญเหนือมนุษย์ มีฉายาว่า เทพธิดาจื่อหลาน
นางเลี้ยงดอกกล้วยไม้สีม่วงที่มีจิตวิญญาณอยู่ ดอกกล้วยไม้สีม่วงนี้มีคุณภาพระดับสี่ ไม่เพียงมีสรรพคุณทางยาที่ทรงพลังเท่านั้น แต่ยังมีความสามารถในการต่อสู้ในระดับขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดอีกด้วย ถือเป็นพืชวิญญาณประจำเกาะที่มีความแข็งแกร่งอย่างหาใดเปรียบ
“ช่างงดงามเหลือเกิน นี่คือเกาะเซียนในตำนานมิใช่หรือ”
หลินอวี้เปล่งเสียงออกมาอย่างไม่อยากเชื่อ
“ทุกคนสังเกตเห็นหรือไม่ว่าเมื่อเข้าใกล้เกาะแห่งนี้แล้ว ปราณโดยรอบกลับมีกลิ่นหอมของดอกกล้วยไม้สีม่วง”
หลินไห่ถังสูดกลิ่นอากาศแล้วกล่าว “ถูกต้องแล้ว ที่แห่งนี้มีดอกกล้วยไม้สีม่วงระดับสี่ และได้ยินมาว่าบนเกาะมีดอกกล้วยไม้สีม่วงขึ้นอยู่เต็มเกาะ”
สวี่หยางกล่าวว่า เขารู้เรื่องทั้งหมดนี้มาจากลู่หยวนฮว่า
ทันใดนั้น เขาหยุดนิ่งและหันไปมองทางที่มีความเคลื่อนไหว
“มีคนเข้ามาใกล้…” สวี่หยางยิ้มแสยะ “เจ้านั่นยังกล้ามาอีก”
“สหายเต๋าสวี่ ช่างบังเอิญเหลือเกิน”
เมื่อเสียงพูดจบลง เหล่าภรรยาก็เห็นเช่นกันว่า คนผู้นั้นเป็นถึงจอมโจรผู้ฝึกตน นามว่า ลี่เจี้ยนเจิ้น!!
ก่อนหน้านี้บนเรือ เมื่อพวกเขากำลังปะทะกับตระกูลหลี่ ลี่เจี้ยนเจิ้นดูเหมือนจะไปก่อกวนผู้อื่น เมื่อพวกเขาจากมา ก็ไม่เคยเห็นคนผู้นี้อีกเลย
มิคาดคิดว่าจะได้พบกันอีกหนในที่นี้
ลี่เจี้ยนเจิ้นโยนของสิ่งหนึ่งออกมาอย่าไม่ใส่ใจ ปรากฏว่าเป็นถุงเก็บของเสียอย่างนั้น
สวี่หยางหัวเราะ “ความหมายคือสิ่งใด?”
ถุงเก็บของตกลงบนผิวน้ำ สวี่หยางมิได้คิดจะรับ
ลี่เจี้ยนเจิ้นก็ไม่ว่าอะไร กล่าวเสียงเรียบ “เพื่อแลกกับเนื้อปลาของสหายเต๋าสวี่ เนื้อปลาชิ้นใหญ่หนึ่งชิ้น ถุงเก็บของนี้ข้าขอมอบให้เจ้า”