ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 197 จิ้งจอกน้อย - บทที่ 198 จุดสูงสุดในชีวิตของหนู
บทที่ 197 จิ้งจอกน้อย
ป้ายควบคุมสัตว์อสูรมีข้อความส่งจากหนูสุ่ยหลิง
เจ้าหนูตัวเล็กนี้ วิ่งวนอยู่ที่เดิมแล้วก็หันไปกัดต้นไม้ข้าง ๆ
ไม่นาน ต้นไม้ขนาดเท่าปากชามก็ถูกกัดจนขาด กระทั่งต้นไม้ต้นนั้นถูกโค่นลงมาทั้งต้น
“มันบ้าไปแล้วรึ!!”
สวี่หยางขมวดคิ้ว
รีบสื่อสารผ่านป้ายควบคุมสัตว์อสูร ถามไถ่หนูสุ่ยหลิงว่าเกิดอะไรขึ้น
“จี๊ด จี๊ด…”
ในป้ายควบคุมสัตว์อสูร
มีเสียงหนูสุ่ยหลิงดังออกมาอย่างเร่งรีบ
หนูสุ่ยหลิงบอกว่า กำลังต่อสู้ สถานการณ์รุนแรง ขอให้สวี่หยางรีบไปช่วยเหลือ
คำพูดที่น่าขันเช่นนี้ ยากที่จะจินตนาการว่าเป็นคำพูดของหนูสุ่ยหลิง
สวี่หยางขมวดคิ้ว เขาเล่าเรื่องราวให้หวงเสี่ยวเหมยฟัง
“เรื่องนี้แปลกประหลาดมาก หนูสุ่ยหลิงของเจ้าฉลาดมาก มันไม่พูดจาไร้สาระเป็นแน่ มีเพียงความเป็นไปได้เดียวเท่านั้นก็คือ มันเกิดภาพหลอน!”
หวงเสี่ยวเหมยที่มีความรู้และประสบการณ์มากมายคาดเดาได้อย่างรวดเร็ว
สวี่หยางก็รู้สึกเช่นนั้นในตอนแรก
“ปิดจมูกและปากของเจ้าก่อน แล้วเราค่อยไป”
หวงเสี่ยวเหมยกล่าว พร้อมกับเรียกหุ่นเชิดมนุษย์ออกมา
“ข้าจะให้หุ่นเชิดของข้าไปสอดแนมเส้นทางเสียก่อน”
“ดี”
ส่วนสวี่หยางก็เรียกกระบี่หยวนชี่ออกมา กระบี่แปดเล่มลอยวนอยู่รอบตัวพวกเขา ส่วนกระบี่เล่มสุดท้ายก็พุ่งออกไป ลอยอยู่ข้าง ๆ หุ่นเชิดมนุษย์เพื่อสอดแนมเส้นทางไปด้วยกัน
หวงเสี่ยวเหมยสังเกตเห็นสถานการณ์ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว เบื้องหน้าหนูสุ่ยหลิงมีหมาป่าสีดำตัวหนึ่ง ทั้งตัวมีหนามแหลม มันส่งกลิ่นเหม็นเขียว ปากขนาดยักษ์ของมันอ้าออกเผยให้เห็นหนวดคล้ายกับหนวดปลาหมึกอยู่ด้านใน
“โฮกกก!!”
หมาป่าสีดำพุ่งใส่หุ่นเชิดของหวงเสี่ยวเหมย มันคำรามเสียงดังลั่นก่อนจะพุ่งเข้าชนหุ่นเชิด
“ปัง!!” หุ่นเชิดระเบิดพลังเต็มที่
หมาป่าสีดำเตรียมรับการโจมตีนี้โดยตรง
มันถูกกำปั้นเหล็กของหุ่นเชิดกระแทกเข้าเต็ม ๆ ปากแหลมของหมาป่าถูกทุบจนแบนและแตกกระจุย
“เอ๊ะ??” ใบหน้าของหวงเสี่ยวเหมยแสดงความไม่อยากเชื่อ เพราะนางไม่คาดคิดว่าการโจมตีครั้งนี้ของตนจะง่ายดายเช่นนี้
คิดว่าตั้งใจจะสู้แบบดุเดือดเสียหน่อย แต่ไม่คิดเลยว่า… “แค่นี้รึ?”
ทันใดนั้น
นางพลันมีสีหน้าเคร่งขรึม พบสิ่งที่ทำให้ประหลาดใจ ไม่รู้เมื่อใดที่ข้างกายของหวงเสี่ยวเหมยมีอสรพิษตัวยาวเลื้อยมาปรากฏ
“แย่แล้ว ถูกลอบโจมตีด้านหลัง!”
พลังปราณของอสรพิษตัวนี้แข็งแกร่งมาก ถึงขนาดมีสายเลือดระดับสาม ถ้ามันโจมตีขึ้นมา นางจะเอาชีวิตรอดได้อย่างไร?
“สวี่หยาง ระวังงู!”
หวงเสี่ยวเหมยถอยร่นไปทางด้านหลัง
สวบ!
กระบี่เล่มหนึ่งพุ่งออกไป
แต่ไม่คาดคิดว่า อสรพิษตัวนี้จะคล่องแคล่วอย่างมาก ถึงขนาดพุ่งออกไปอย่างทุลักทุเล
“สวี่หยาง สวี่หยาง…”
ตอนนี้ หวงเสี่ยวเหมยรู้สึกว่าผิดปกติแล้ว
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใด ที่ข้างกายนางถึงปรากฏสัตว์อสูรมากมายเช่นนี้
ส่วนสวี่หยางกลับหายไป
เมื่อมองไปยังจุดที่เพิ่งฆ่าหมาป่าเมื่อครู่ นางก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าหมาป่าตัวนั้นหายไปแล้ว
แม้แต่รอยเลือดบนพื้นก็ไม่มี
นางขยี้ตา
หวงเสี่ยวเหมยตระหนักได้ว่า สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าล้วนเป็นของปลอม
แม้แต่การได้ยินของนางก็ยังได้รับผลกระทบ รอบตัวมีเพียงเสียง ‘ซ่า ซ่า ซ่า’ และเสียงคำรามของสัตว์อสูร
ในใจนางเข้าใจดีว่าเสียงคำรามเหล่านี้เป็นของปลอม ไม่เช่นนั้นนางจะไม่มีทางไม่รู้ได้อย่างไรว่าสัตว์อสูรเข้ามาใกล้มากมายเช่นนี้
แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่นางจะปล่อยให้สัตว์อสูรเหล่านี้รอดไป
เผื่อว่าจะมีตัวจริงซ่อนอยู่ เผื่อว่าภาพลวงตาที่เห็นอยู่ตอนนี้มาจากสัตว์อสูรพวกนี้ อาจเป็นสัตว์อสูรตัวใดตัวหนึ่งใช้มัน
ชั่วครู่หนึ่ง เหงื่อเย็นเริ่มผุดพรายเต็มหน้าผากของหวงเสี่ยวเหมย นางรีบนำยันต์ป้องกันกายออกมาใช้
“สวี่หยาง สวี่หยาง ตอบข้าเถอะ”
หวงเสี่ยวเหมยร้องตะโกน แต่ก็ยังไร้เสียงตอบกลับ!
ตอนนี้ นางเหมือนกับเข้ามาอยู่ในมิติที่ถูกปิดกั้นโดยรอบ ทุกสิ่งรอบตัวไม่เกี่ยวข้องกับนางแล้ว!
นางไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ยังคงระแวดระวังรอบด้าน และค่อยถอยหนีไปด้วย
“ต้องรีบออกไปจากที่นี่ ข้าเพิ่งเข้ามาใกล้ที่นี่แล้ว จู่ ๆ สวี่หยางก็หายตัวไปทันที แสดงว่าที่นี่ต้องมีอะไรแปลก ๆ แน่…”
ขณะที่นางก้าวถอยหลัง และคอยควบคุมหุ่นเชิดโจมตีไปด้วย
ทันใดนั้น เบื้องหน้าพลันสั่นไหวแล้วบรรยากาศโดยรอบก็ค่อย ๆ ฟื้นคืนกลับมา
นางพบว่าฉากเบื้องหน้าเปลี่ยนไป หมาป่าสีดำตัวหนึ่งวิ่งตรงเข้ามาหา
ขณะนั้นกระบี่ของสวี่หยางก็พุ่งเข้ามาฟาดจนหมาป่ากระเด็นออกไป
เลือดหมาป่ากระเด็นโดนเกราะปราณคุ้มกายของนางจนเกิดเสียงแหลมดังแสบแก้วหู
“มิเป็นอันใดใช่หรือไม่ เมื่อครู่เจ้าโดนภาพลวงตาเข้าไป ข้าเรียกตั้งนานแล้ว เจ้าก็ไม่ตอบ”
เสียงของสวี่หยางดังขึ้น
ร่างกายของหวงเสี่ยวเหมยถอยหลังโดยสัญชาตญาณ ทันใดนั้นก็ชนเข้ากับอะไรบางอย่าง สวี่หยางจึงประคองนางไว้
“ปัง!!…”
นางรู้สึกว่าหุ่นเชิดของนางถูกบางสิ่งกระแทกจนปลิวออกไป ตอนนี้กลายเป็นเศษเหล็กและขาดการเชื่อมต่อไปแล้ว
“ระวังหน่อย” สวี่หยางปลอบ
หวงเสี่ยวเหมยหันกลับมา เลิกคิ้วถาม “เจ้าเป็นของจริงหรือของปลอม?”
“สมัยก่อนที่ถนนหยางหลิ่ว” สวี่หยางพูดอย่างใจเย็น “เหมยจื่อ”
เหมยจื่อ ชื่อเล่นของหวงเสี่ยวเหมย
ในโลกใบนี้ ตอนนี้มีเพียงน้องชายและสวี่หยางเท่านั้นที่รู้ชื่อเล่นของนาง
หากสวี่หยางตรงหน้าเป็นภาพลวงตา ย่อมไม่มีทางรู้ชื่อของนางแน่ ดังนั้นเขาย่อมเป็นสวี่หยางอย่างไม่ต้องสงสัย
“สวี่หยาง! เมื่อครู่เกิดสิ่งใดขึ้น?”
หวงเสี่ยวเหมยมองไปรอบ ๆ หุ่นเชิดของนางกลายเป็นเศษเหล็กไปแล้วจริง ๆ
มีกลิ่นเน่าเหม็นโชยมาจากรอบ ๆ ราวกับว่ามีสัตว์อสูรมากมายตายอยู่ที่นี่
“เป็นจิ้งจอกอสูร ดูท่าคงจะใช้พลังภาพลวงตาทำให้เจ้าหลงใหล หนำซ้ำภาพลวงตานี้ยังอันตรายมาก สัตว์อสูรที่เข้ามาในที่แห่งนี้ก็ล้วนโดนผลกระทบทั้งสิ้น พวกมันเลยโจมตีกันเอง”
“จี๊ด จี๊ด จี๊ด…”
หวงเสี่ยวเหมยแปลกใจเมื่อพบหนูสุ่ยหลิงที่ไม่รู้ว่ามาอยู่บนตัวสวี่หยางเมื่อไร
ดูจากท่าทางของมันคงจะตกใจกลัวมาก เพราะร่างกายเล็ก ๆ ของมันสั่นไปหมด ตอนนี้ก็เอาแต่ซ่อนตัวในอ้อมกอดของสวี่หยาง ไม่ยอมโผล่หน้าออกมา
“สวี่หยาง เจ้าช่วยหนูสุ่ยหลิงแล้ว เหตุใดเจ้าถึงไม่เป็นอันใดเลย”
“วิชายุทธ์ที่ข้าฝึกนั้นค่อนข้างพิเศษ ข้าเลยป้องกันตัวได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ”
แท้จริงแล้วจิตเทวะของสวี่หยางแข็งแกร่ง ส่วนภาพลวงตาของจิ้งจอกอสูรยังไม่แข็งแกร่งนัก และดูเหมือนจะยังเด็กอีกด้วย เขาจึงต้านทานภาพลวงตาของมันได้
ตอนที่เขาใช้จิตเทวะ เขาจึงพบว่าภายในถ้ำแห่งหนึ่งมีสุนัขจิ้งจอกตัวเล็กสีขาวตัวหนึ่งซ่อนตัวอยู่ในมุมมืด ตัวของมันสั่นเทา ตรงหน้าก็มีแต่ซากศพ
เจ้าจิ้งจอกขนฟูตัวนี้บาดเจ็บอย่างเห็นได้ชัด แม้เพิ่งจะใช้ภาพลวงตาไปเมื่อครู่ แต่จริง ๆ ก็ใช้พลังไปมากแล้วเช่นกัน ตอนนี้ไม่มีพลังปราณเหลือแล้ว
“ดอกโอสถหลานปิงจริง ๆ ด้วย”
“หวงเสี่ยวเหมย เจ้ารอข้าอยู่ที่นี่ก่อน ข้าจะเข้าไปคนเดียว”
“อย่าไปเลย มันอันตราย”
หวงเสี่ยวเหมยฉุดแขนเสื้อของสวี่หยาง ทันใดนั้นนางก็รู้สึกว่าท่าทางนี้ไม่ค่อยดีนัก จึงรีบปล่อยมือ
“วางใจเถิด เมื่อครู่พลังของมันไร้ผลต่อข้าทั้งสิ้น ยามนี้ยิ่งไร้ผลยิ่งกว่า”
สวี่หยางยิ้มพลางมอบสายตาอันมั่นคงให้แก่นาง
จากนั้นสวี่หยางก็ก้าวฉับ ๆ เข้าไป
แท้จริงแล้วที่เป็นเช่นนี้ เพราะเขาก็คิดคำถามอยู่คำถามหนึ่ง นั่นคือเขาไม่เคยได้ยินเรื่องจิ้งจอกอสูรที่สามารถใช้พลังของภาพลวงตาได้เลย
เมื่อครู่เขารู้สึกเพียงว่ามีพลังที่เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อนโอบล้อมอยู่รอบ ๆ แล้วหลังจากนั้น หวงเสี่ยวเหมยก็ล่องลอยเข้าสู่ภาพลวงตา
หากไม่ได้เขาช่วยเหลือ หวงเสี่ยวเหมยคงต้องเผชิญหน้ากับหมาป่าอสูรที่เป็นของจริง ซึ่งจะทำให้นางได้รับบาดเจ็บ
เพราะหมาป่าอสูรตนนั้นก็จมอยู่ในภาพลวงตาด้วยเช่นกัน
ดังนั้นจิ้งจอกอสูรที่แปลกประหลาดตนนี้ เขาจะใช้โอกาสที่มันกำลังบาดเจ็บจับมันไปให้ได้
แต่ว่าการเลี้ยงดูนั้นเป็นอย่างไร เขาก็มิอาจทราบได้ แม้เขาจะมีป้ายควบคุมสัตว์อสูรก็ตาม
ที่เขาได้หนูสุ่ยหลิงมานั้น เพราะว่าหนูสุ่ยหลิงถูกมนุษย์ผู้นั้นใช้ป้ายควบคุมสัตว์อสูรควบคุมไว้ เขาเพียงแค่หาป้ายควบคุมสัตว์อสูรนั้นมาและหลอมรวมมันเข้ากับตัวเองก็เป็นอันเสร็จ
แต่ว่าขั้นตอนการเชื่อมสัตว์อสูรและป้ายควบคุมสัตว์อสูรเข้าด้วยกันนั้นเกี่ยวข้องกันอย่างไร เขาก็มิอาจทราบได้ เพราะมิใช่ผู้ที่เชี่ยวชาญ
เมื่อเดินเข้าไปใกล้ เจ้าจิ้งจอกน้อยนั้นกลับหันหลังวิ่งหนี ทว่าสวี่หยางก็เตรียมรับมือไว้อยู่แล้ว
พลังของกระบี่หยวนชี่หมุนวน กระบี่ทั้งสี่เล่มพุ่งโจมตีไปที่พื้นดิน ปิดล้อมเจ้าจิ้งจอกน้อยไว้ กลายเป็นกรงขังเจ้าจิ้งจอกน้อย
“หงิง หงิง หงิง…”
เจ้าจิ้งจอกน้อยร้อนรน พุ่งชนไปมา แต่ก็ไร้ผล
สวี่หยางไม่ได้สนใจ เขาเดินดูไปรอบ ๆ
นอกจากศพของสัตว์อสูรแล้ว ที่นี่ยังมีศพของผู้บำเพ็ญมนุษย์อีกด้วย คาดว่าจะหลงเข้ามาเพราะภาพลวงตา
“ช้าก่อน…”
เขาสังเกตเห็นว่าที่จิ้งจอกน้อยยังคงอยู่ที่นี่ เพราะมันบาดเจ็บที่ขาทั้งสี่ ขนก็หายไปเป็นหย่อมใหญ่
ส่วนขาหน้าข้างหนึ่งก็โดนบางสิ่งฟันจนขาด หนังเนื้อเปิดออกจนเห็นกระดูกข้างในได้ชัดเจน
เรื่องราวเกี่ยวกับจิ้งจอกน้อยค่อย ๆ ปรากฏขึ้นมาในความคิดของสวี่หยางอย่างช้า ๆ
จิ้งจอกตัวเล็กน่าจะได้พบกับผู้บำเพ็ญมนุษย์ และมันถูกไล่ล่ามาจนถึงที่นี่ แต่ไม่คาดคิดว่าจิ้งจอกน้อยจะมีพลังภาพลวงตา มันใช้ภาพลวงตาหลอกให้เหล่าผู้บำเพ็ญมนุษย์ฆ่ากันเอง…
แม้ว่าเหล่าผู้บำเพ็ญมนุษย์จะตายไปแล้ว แต่จิ้งจอกน้อยก็ได้รับบาดเจ็บ จึงยังติดอยู่ที่นี่
กลิ่นคาวเลือดล่อสัตว์อสูรตัวอื่นให้มา มันไม่มีทางเลือกอื่นจึงใช้พลังภาพลวงตาที่ยังไม่ชำนาญนักหลอกให้พวกมันฆ่ากันเอง
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด
เขากับหวงเสี่ยวเหมยก็ผ่านเข้ามา
หนูสุ่ยหลิงก็เจอกับภาพลวงตาเช่นกัน…
เรื่องมันเป็นแบบนี้
“อืม นั่นสมเหตุสมผล”
สวี่หยางรู้สึกว่าการคาดเดาของตนเองไม่ผิด
ตอนนี้ สุนัขจิ้งจอกน้อยอยู่ใกล้แค่เอื้อม สวี่หยางแค่เพียงก้มลง ก็สามารถอุ้มสุนัขจิ้งจอกน้อยขึ้นมาได้
ยิ่งทำให้สุนัขจิ้งจอกน้อยร้อนใจยิ่งขึ้น
ดวงตาตั้งตรงดุจดวงดาว จ้องมองสวี่หยางตาไม่กะพริบ
ในตอนนี้ สวี่หยางก็พบว่าความรู้สึกแปลกประหลาดก่อนหน้านี้กลับมาอีกแล้ว
พลังบางอย่างที่เขาไม่เคยสัมผัสแผ่ขยายออกมา
และจุดกำเนิดก็มาจากดวงตาของจิ้งจอกน้อยนี่เอง
“แค่จ้องมองดวงตา ก็ทำให้เกิดภาพลวงตาได้แล้วหรือ ถ้าจิตเทวะของข้าไม่แข็งแกร่งพอ ข้าคงหลงอยู่ในภาพลวงตานั้นแล้ว”
สวี่หยางอุ้มจิ้งจอกน้อยขึ้นมา แล้วใช้พลังวิญญาณพันธนาการไว้
“อยู่นิ่ง ๆ นะ หากขยับอีกข้าจะไม่เมตตาเจ้าแล้ว”
หลังจากเขาพูดจบ หูจิ้งจอกสองข้างที่เรียวยาวก็ขยับดุกดิก ด้านบนปลายหูมีขนสีเหลืองสองกระจุก ตั้งตรงราวกับติดตั้งเสาอากาศไว้ที่นี่
ดวงตาเป็นสีเขียวมรกต รูม่านตาสีเหลืองโดดเด่น ยามนี้มันมองสวี่หยางด้วยความหวาดกลัว แต่ในดวงตาก็แฝงไปด้วยความสงสัย
เพราะมันไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดสวี่หยางถึงไม่ได้รับผลกระทบจากพลังภาพลวงตา
มนุษย์ผู้นี้เก่งกาจเกินไปแล้ว จับมันมาแล้วจะทำเช่นไร
ดังนั้นตอนนี้มันจึงไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย
“ถูกแล้ว เป็นแบบนี้แหละ ตราบใดที่เจ้าเชื่อฟัง ข้าจะไม่ทำร้ายเจ้า กลับกัน ข้าจะมีแต่สิ่งดี ๆ ให้เจ้า”
สวี่หยางมองจิ้งจอกน้อยที่ค่อนข้างน่ารัก น้ำเสียงของเขาจึงอ่อนลง
บัดนี้เขาตัดสินใจแล้วว่าจะเลี้ยงจิ้งจอกน้อยตัวนี้ไว้
สัตว์อสูรที่สามารถใช้พลังภาพลวงตาได้นั้นไม่ธรรมดาแน่
หากมันเติบโตขึ้นกว่านี้ บางทีมันอาจเหาะเหินเดินอากาศได้ก็เป็นได้ เช่นนั้นคงจะดีไม่น้อยหากจะให้มันเป็นพาหนะของเขา
ส่วนเจ้าหนูสุ่ยหลิงนั้น หน้าที่ของมันต่างออกไป ร่างกายของมันเล็กเกินกว่าจะให้เขาขี่ได้ ทว่าความสามารถในการเสาะหาของวิเศษนั้นโดดเด่นนัก
“จี๊ด จี๊ด…”
เมื่อเห็นว่าเจ้าของควบคุมจิ้งจอกได้แล้ว เจ้าหนูสุ่ยหลิงจึงค่อย ๆ โผล่ศีรษะออกมาแอบมองจิ้งจอกอย่างระมัดระวัง
จิ้งจอกน้อยมองเจ้าหนูสุ่ยหลิงอย่างแปลกใจ มันนึกไม่ออกว่าสัตว์อสูรจะสามารถอยู่ร่วมกับมนุษย์ได้อย่างไร
“จี๊ด จี๊ด…”
เจ้าหนูสุ่ยหลิงส่งเสียงเรียกให้จิ้งจอกน้อยอยู่นิ่ง ๆ หากเจ้าไปยั่วยุเจ้าของของมัน เจ้าอาจจะต้องพบจุดจบที่น่ากลัว
แต่ในทางกลับกัน หากเจ้าเชื่อฟัง นายข้าก็จะเลี้ยงดูเจ้าเป็นอย่างดี
‘กินของดี ๆ ดื่มของอร่อยคืออะไรเหรอ?’ จิ้งจอกน้อยทำหน้างุนงง แยกไม่ออก
แต่พอเข้าใจคร่าว ๆ ว่ามนุษย์ตรงหน้าไม่น่าจะทำร้ายมัน
บทที่ 198 จุดสูงสุดในชีวิตของหนู
บทที่ 198 จุดสูงสุดในชีวิตของหนู
ครู่ต่อมา
เป็นไปตามคาด เมื่อสวี่หยางปล่อยพลังวิญญาณพฤกษา บาดแผลที่ขาหน้าของเจ้าจิ้งจอกตัวน้อยก็ค่อย ๆ สมาน
ในใจจิ้งจอกน้อยรู้สึกตื่นเต้น และสบายใจมาก มนุษย์คนนี้กำลังรักษาให้มันอยู่
ความง่วงก็เข้ามา
มันเหนื่อยเกินไปแล้ว เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่ถูกทำร้าย มันไม่ได้นอนมาหลายวันแล้ว
ตอนนี้ความรู้สึกปลอดภัยเข้ามา จู่ ๆ มันก็หลับไป
“หลับไปแล้วหรือ??”
สวี่หยางพยักหน้า เอาถุงเก็บสัตว์วิญญาณออกมา
ถุงเก็บสัตว์วิญญาณนี้คล้ายกับถุงของจิงโจ้ มีความยืดหยุ่นดีมาก ทำให้สิ่งมีชีวิตได้รู้สึกเหมือนอยู่ในครรภ์มารดา
เดิมทีเอาไว้ให้หนูสุ่ยหลิงตอนพักผ่อน ตอนนี้ก็ได้ประโยชน์มาถึงเจ้าจิ้งจอกน้อยด้วย
“อืม…เอาละ เดี๋ยวลองมาฝึกสัตว์วิญญาณตัวนี้กัน”
สวี่หยางนึกในใจพลางใช้ป้ายควบคุมสัตว์อสูรสั่งการหนูสุ่ยหลิง
อย่าทำให้จิ้งจอกน้อยตกใจ ให้มันเชื่อฟังข้า…
หนูสุ่ยหลิงแสนฉลาด รู้ว่าเจ้านายต้องการเลี้ยงจิ้งจอกน้อย จึงพยักหน้ารัว ๆ
จากนั้นสวี่หยางจึงคว้าถุงเก็บของผู้บำเพ็ญมนุษย์ทั้งหลายแถวนี้มา
ใช้จิตเทวะตรวจสอบ
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่ตายอยู่ที่นี่มีทั้งหมดหกคน
มีเพียงสองคนเท่านั้นที่อยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้น ส่วนที่เหลือล้วนเป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์อยู่ในขอบเขตกลั่นลมปราณ ไม่มีของดีเท่าไหร่ แต่ก็ได้ศัสตราศักดิ์สิทธิ์มือสองมาเยอะ
สิ่งเดียวที่ทำให้สวี่หยางตื่นตาตื่นใจคือ ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานทั้งสองคน ต่างก็มีขวดยาชำละล้างจิตติดตัวคนละขวด
“ตอนนี้รวมแล้วข้ามีทั้งหมดหกขวด”
เมื่อเดินออกมา หวงเสี่ยวเหมยเห็นสวี่หยางไม่เป็นอะไรจึงโล่งใจ
“เป็นอย่างไรบ้าง?”
“ไม่เป็นไรแล้ว เป็นลูกจิ้งจอกในวัยเด็กทำพิษ ข้าเตรียมจะพากลับไป ลองดูว่าจะเลี้ยงได้หรือไม่!!”
สวี่หยางไม่ได้ปิดบัง ตบไปที่กระเป๋าเก็บของที่อยู่ที่เอว
หวงเสี่ยวเหมยแปลกใจ “ปีศาจจิ้งจอกที่ใช้เวทลวงตาได้ สายเลือดคงจะไม่ธรรมดา”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น” สวี่หยางยิ้มกว้าง
“ยินดีด้วย ๆ” หวงเสี่ยวเหมยค่อนข้างอิจฉาโชคชะตาของสวี่หยาง
“แล้วเจ้าเล่า หวงเสี่ยวเหมย เจ้ารู้หรือไม่ว่าที่ไหนมีหนังสือเกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์อสูรขายบ้าง ข้าอยากจะศึกษาเกี่ยวกับวิธีเพิ่มพูนความรู้สึกกับสัตว์อสูร”
หวงเสี่ยวเหมยกระตุกมุมปาก “เจ้าเลี้ยงหนูสุ่ยหลิงมานานขนาดนี้แล้ว ยังไม่รู้จักวิธีการเลี้ยงสัตว์อสูรอีกงั้นหรือ”
“เอ่อ…หนูสุ่ยหลิงมันเป็นเรื่องบังเอิญ” สวี่หยางอธิบาย
“ในเกาะเซียนสามแห่งนี้ มีตลาดดอกไม้และตลาดนก มีการซื้อขายพืชวิญญาณและสัตว์อสูรนานาชนิด เจ้าสามารถไปดูที่นั่นได้…”
หวงเสี่ยวเหมยบอกตำแหน่งที่แน่นอน จากนั้นก็มองไปรอบ ๆ พลางพยักหน้า “ที่นี่มีกลิ่นคาวเลือดรุนแรง กลัวว่าจะดึงดูดสัตว์อสูรตนอื่นเข้ามา เราไปกันเถอะ”
“ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน”
ทั้งสองเดินไปอีกครึ่งวัน แต่ก็ยังไม่พบอสรพิษนาวา
ยามดึกเงียบสงัด
คนทั้งสองก็หาหาดทรายริมทะเลเพื่อเตรียมตัวพักผ่อน
หวงเสี่ยวเหมยสร้างค่ายกลป้องกัน ส่วนสวี่หยางก็ใช้เคล็ดเพลิงวิภาส จุดกองไฟ แล้วเริ่มย่างฉลามกระบี่
ไม่นานกลิ่นหอมก็โชยมาจากบริเวณโดยรอบกองไฟ
กลิ่นหอมย่อมดึงดูดหนูสุ่ยหลิงให้วิ่งออกมาอยู่ข้าง ๆ กองไฟ มันไม่กลัวเปลวไฟที่ร้อนแรงเลย มันพยายามลากฟืนด้วยแรงทั้งหมดเพื่อให้ไฟลุกโชนยิ่งขึ้น และจะได้กินเนื้อย่างได้เร็ว ๆ
กลิ่นหอมดึงดูดจิ้งจอกน้อยเช่นกัน มันลืมตาขึ้น ตามสัญชาตญาณมันจะวิ่งหนี แต่กลับถูกสวี่หยางจับตัวได้อย่างง่ายดาย
“สวี่หยาง สิ่งนี้ให้เจ้า”
หวงเสี่ยวเหมยยื่นเชือกวิเศษมาหนึ่งเส้นกล่าวว่า “นี่คือเชือกวิเศษที่ใช้ล่ามม้าวิญญาณ ผูกคอไว้แล้วจะดูดกลืนวิญญาณสัตว์อสูรได้ กันไม่ให้สัตว์อสูรวิ่งหนีไป”
สวี่หยางคว้ามาถือไว้อย่างไม่เกรงใจ นำไปคล้องคอของจิ้งจอกน้อยแล้วผูกติดกับมือตน
คราวนี้จิ้งจอกน้อยวิ่งหนีไม่ได้แล้ว ตัวมันสั่นระริกและเอาแต่ขดอยู่ในมุมมืด
“กลัวอะไร ข้าไม่ได้จะกินเจ้า อย่างไรเสียก็ต้องติดตามข้าไป อย่าลืมว่าเจ้าต้องซื่อสัตย์ หรือเจ้ายังอยากจะกลับไปที่ถ้ำแห่งนั้นอีก แน่ใจหรือว่าจะไม่ถูกเหล่าสัตว์อสูรตัวอื่นกินเข้าไป”
สวี่หยางขู่จิ้งจอกน้อย จิ้งจอกน้อยมีสติปัญญาที่ฉลาดล้ำ ฟังคำขู่ของสวี่หยางออกอย่างชัดเจน ดวงตาสีเขียวกลมโตเบิกกว้าง
ทันใดนั้น จมูกของมันก็ขยับไปมา ดมกลิ่นหอมกรุ่นจากด้านหน้า กลืนน้ำลายไปหนึ่งอึกอย่างอดไม่ได้
ในสถานที่แห่งนั้น มันไม่ได้กินอะไรมาหลายวันแล้ว บัดนี้ได้กลิ่นเนื้อย่าง ความรู้สึกราวกับว่ากระเพาะกำลังร้องเรียกหาอาหารจนแทบทนไม่ได้ น้ำลายสอออกมามากมาย
“เอ๊ะ สวี่หยาง จิ้งจอกของเจ้าทำไมถึงน้ำลายไหลเล่า”
หวงเสี่ยวเหมยปกปิดการกระทำที่ตัวเองกำลังน้ำลายไหล ก่อนจะรู้สึกประหลาดใจเช่นกัน
“เจ้าหนูคงหิวแล้วกระมัง”
สวี่หยางอมยิ้มพลางหยิบเนื้อปลาขึ้นมา
เขาใช้พลังปราณหั่นแบ่งเนื้อปลาชิ้นกลางที่อวบอ้วนให้ลอยไปหาหวงเสี่ยวเหมย
“กินเถอะ ฉลามกระบี่นี่ของดีเลยนะ!” สวี่หยางกล่าว
“ของพวกนี้บำรุงทั้งหยินและหยาง”
หวงเสี่ยวเหมยเข้าใจดีว่าเนื้อปลาชนิดนี้มีสรรพคุณเช่นไร สีหน้าของนางจึงแปลกประหลาด
นางคิดในใจว่าสวี่หยางช่างใจร้อน เริ่มบำรุงหยางเสียแล้ว
ก็คิดดูเถอะว่า ที่ภรรยามีมากมายขนาดนี้ ถึงแม้จะเป็นกระทิงก็ยังเหนื่อยตายได้เลย
ต่อจากนั้น สวี่หยางก็ป้อนเนื้อปลาให้กับเจ้าจิ้งจอกน้อย
แม้เจ้าจิ้งจอกน้อยจะรู้สึกหวาดกลัวสวี่หยางอยู่บ้าง แต่ก็พอจะมองออกว่าสวี่หยางไม่มีเจตนาจะทำร้าย มันจึงคาบเนื้อปลามา แล้วก็ไปนอนเคี้ยวบนก้อนหิน
เจ้าหนูสุ่ยหลิงก็ได้ส่วนหนึ่งเช่นกัน จึงกระโดดไปหาจิ้งจอกน้อย แล้วก็กินข้าวด้วยกัน
นาน ๆ จะได้พบสัตว์อสูร เจ้าหนูสุ่ยหลิงก็เลยรักสหายคนนี้มาก
พอกินข้าวเสร็จ สวี่หยางก็ลูบท้องด้วยความสบายใจ
“อร่อยใช้ได้ มาเถิดจิ้งจอกน้อย ให้ข้าลูบหน่อย” สวี่หยางโบกมือเรียกจิ้งจอกน้อย
จิ้งจอกน้อยกินเนื้อปลาอิ่มจนท้องป่องแล้ว มันเลยไม่สนใจที่จะเดินไปหาสวี่หยาง แล้วหลับตาไม่สนใจ
สวี่หยาง “…”
เหอะ เพิ่งให้เจ้ากินอิ่มไป ตอนนี้กลับมาหยิ่งกับข้า
เจ้าหนูสุ่ยหลิงดูเหมือนจะหวง จึงกระโดดไปบนบ่าของสวี่หยางทันที แล้วก็คิดจะมุดเข้าไปในอ้อมกอดของสวี่หยาง
สวี่หยางสะบัดมือ เจ้าหนูสุ่ยหลิงเลยกระเด็นออกไป
หวงเสี่ยวเหมยขำกับท่าทางนั้น นางเลยจับหนูสุ่ยหลิงของสวี่หยางขึ้นมา แล้วจ้องสวี่หยางตาเขียวปัด “พวกผู้ชาย มักชอบของใหม่เกลียดของเก่า”
“จี๊ด จี๊ด จี๊ด”
หนูสุ่ยหลิง พยักหน้าอย่างแรง ‘ใช่ ๆ ๆ’
พลางกระโดดกลับเข้าไปซุกในอกของหวงเสี่ยวเหมย
หวงเสี่ยวเหมย ยังคงชอบสัตว์ตัวเล็กเหมือนเดิม เมื่อก่อนตอนสวี่หยางยังเด็กนางก็รู้สึกว่าเขาตัวเล็กน่ารัก และปล่อยให้สวี่หยางเข้ามาซุกอก ใบหน้าของหวงเสี่ยวเหมยพลันแดงขึ้นมา เจ้าหนูตัวนี้นิสัยเหมือนตัวเจ้าของเลย ชอบเข้าทางผู้หญิง
แต่เอาเถอะ ให้เจ้าตัวปุกปุยตัวนี้ซุกก็สบายใจดี
สวี่หยางมองอย่างงุนงง
ดันไปซุกที่อกของสาวงามอย่างหวงเสี่ยวเหมย
โอ้ ชีวิตเจ้าช่างแสนสุขสบายนัก
“เอ่อ หวงเสี่ยวเหมย เจ้าระวังด้วย อย่าปล่อยให้มันข่วนเจ้าตรงนั้น”
สวี่หยางเกาจมูกกล่าว
หวงเสี่ยวเหมยเอ่ยสวนขึ้นอย่างฉุนเฉียว “ไม่หรอก สัตว์อสูรชนิดนี้แสนน่ารักน่าชัง”
“จี๊ด จี๊ด จี๊ด…”
เจ้าหนูสุ่ยหลิงก็ร้องโต้เถียงพลางกล่าวโทษสวี่หยางที่พูดจาพล่อย ๆ ช่างหยาบคายเสียเหลือเกิน
สถานที่อันนุ่มนิ่มเยี่ยงนี้ มันยังนอนได้ไม่ทันไรเลย คิดหรือว่ามันจะไปข่วนเล่น
“เอาเถิด เช่นนั้นก็ดี เจ้าค่อยปล่อยมันหากรู้สึกว่าร่างกายเจ้าไม่ค่อยสบาย”
สวี่หยางส่ายหน้าอย่างสิ้นหวัง
เพราะเขาเห็นแล้วว่าเจ้าหนูสุ่ยหลิงมันคงจะนอนที่นั่นอีกนาน
โชคยังดีที่หวงเสี่ยวเหมยมีขนาดใหญ่พอ คูน้ำลึกไร้ก้นบึ้งนั่น เพียงพอให้เจ้าหนูสุ่ยหลิงตั้งรกรากอยู่ได้
เขาไม่สนใจอีกต่อไปแล้ว
สวี่หยางเอื้อมมือไปหาเจ้าจิ้งจอกน้อยอีกครั้ง กล่าวว่า “ตอนนี้เจ้าเข้ามาได้แล้ว หัดเชื่อฟังหน่อย ข้าจะรักษาเจ้าอีกรอบ รับสิ่งนี้ไปกินเสียสิ”
เขาหยิบขวดเล็ก ๆ ออกมา
เป็นยาบำรุงลมปราณสัตว์อสูรที่เคยให้หนูสุ่ยหลิงกินมาก่อน ช่วยให้สัตว์อสูรเพิ่มพลังปราณได้ ผลลัพธ์ไม่เลว
แต่เมื่อหนูสุ่ยหลิงพัฒนาขึ้น ยาบำรุงลมปราณนี้ก็ไม่มีผลกับมันแล้ว
ดวงตาเจ้าจิ้งจอกนน้อยเบิกกว้างทันใด
“หงิง หงิง หงิง…”
ยาบำรุงลมปราณสัตว์อสูรย่อมเป็นสิ่งล่อตาล่อใจมันอย่างยิ่ง
ลังเลเพียงครู่หนึ่ง เจ้าจิ้งจอกน้อยก็วิ่งเข้ามาโดยไม่คิดมาก
ท่าทางก้มหัวของมัน แสดงให้เห็นว่าในบรรดาสัตว์อสูร ถือเป็นการแสดงออกซึ่งการยอมรับเจ้าของ
สวี่หยางอดไม่ได้ที่จะยิ้มเล็กน้อย กอดเจ้าจิ้งจอกน้อยขึ้นมา “กินเถอะ”
ระหว่างที่พูด พลังวิญญาณพฤกษาก็หล่อเลี้ยงอาการบาดเจ็บของจิ้งจอกน้อยอีกครั้ง
จิ้งจอกน้อยแทะยาบำรุงลมปราณ กินไปก็เงยหน้ามองสวี่หยางอยู่ตลอด
เมื่อครู่กล้ามเนื้อที่ตึงเครียดของมันคลายลงในทันที
หาตำแหน่งที่สบาย นอนราบอยู่บนต้นขาของสวี่หยางขยับตัวไปมาแล้วก็หลับตาลง ราวกับจะนอนหลับอีกครั้ง
‘เยี่ยม’
สวี่หยางคิดในใจ
จิ้งจอกน้อยตัวนี้แสร้งทำตัวเย็นชา แต่จริง ๆ แล้วต้องการความอบอุ่นและความเอาใจใส่มาก
ตราบใดที่เจ้าของทำให้มันยอมรับได้จริง ๆ มันก็จะยอมรับเจ้าของเป็นพวกพ้อง
มุมปากของสวี่หยางยกขึ้นเล็กน้อย ในขณะที่ลูบหัวของจิ้งจอกน้อย เขาพิงต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ด้านหลัง และหลับตาลงนอนเช่นกัน
……
รุ่งเช้า สายลมพัดเอื่อย ๆ แสงแดดอันอบอุ่นสาดส่องลงบนผืนทราย
สวี่หยางลืมตาตื่นขึ้นมาและรู้สึกเหมือนกับว่ามีบางสิ่งทับอยู่ที่หน้าอก
เมื่อแหงนมองขึ้นดูก็ถึงบางอ้อ เมื่อคืนนี้เองที่เขารู้สึกราวกับว่ามีผีอำ
กลายเป็นเจ้าจิ้งจอกน้อยนั้นเองที่ใช้หน้าอกของเขาเป็นที่ซุกตัว มันนอนคว่ำอยู่บนหน้าอกของเขาและกำลังส่งเสียงกรนอยู่ด้วย
สวี่หยางขยับตัว
เจ้าจิ้งจอกน้อยรู้สึกว่าสวี่หยางตื่นแล้ว จึงรีบกระโดดออกไป มันนอนหมอบอยู่ข้าง ๆ อย่างสงบราวกับไม่อยากยอมรับว่าเมื่อคืนนี้ได้ใช้ร่างกายของเขาต่างที่นอน
สวี่หยางยิ้มพลางคว้าเหยือกน้ำจากถุงเก็บของของเขามา หยิบชามเครื่องลายครามออกมาวางลงบนพื้น และรินน้ำลงไปเล็กน้อย
เจ้าจิ้งจอกน้อยดมกลิ่นน้ำ ยื่นลิ้นเล็กสีชมพูออกมา เลียน้ำในถ้วยเบา ๆ
ทันใดนั้นมือของสวี่หยางก็วางลงบนหัวของมัน ลูบไล้อย่างเบามือ
มันขัดขืนเล็กน้อยท่าทางเหมือนไม่ชอบใจ แต่ดวงตาที่สบายใจนั้นก็ทรยศ โดยแท้จริงแล้วมันมีความสุขกับการลูบไล้ช้า ๆ เช่นนี้
สวี่หยางรู้สึกขำขันในใจ ปากพูดว่าไม่แต่ร่างกายนี่ซื่อสัตย์ดีจริง ๆ!
เขาหันหน้ากลับมามองทางหวงเสี่ยวเหมยก็แทบเลือดกำเดาไหล
หนูสุ่ยหลิงยังคงนอนซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของหวงเสี่ยวเหมย มุมนี้พอดีที่จะมองเห็นชุดตัวในสีเขียวมรกตของหวงเสี่ยวเหมย
สวี่หยางรู้สึกประหลาดใจทันใด
ชุดตัวในของหวงเสี่ยวเหมยเป็นสีเขียวมรกต ดูดีแปลก ๆ
แน่นอนว่าเขาเป็นสุภาพบุรุษ จะไม่มองมากเกินไป แต่ก็ต้องบอกว่าแค่เผลอมองเห็นไปเท่านั้น
“จี๊ด จี๊ด จี๊ด…”
เห็นสวี่หยางกำลังกินเนื้อย่างอยู่ หนูสุ่ยหลิงวิ่งโผล่ออกมาจากปกเสื้อของหวงเสี่ยวเหมย
เสียงนั้นทำให้หวงเสี่ยวเหมยตกใจจนต้องลุกขึ้นนั่ง ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกว่าหน้าอกของตนเองเย็นวูบไปหมด จึงก้มลงไปดูโดยไม่รู้สึกตัว
เธอสูดหายใจเข้าลึก
ชุดตัวในผ้าไหมกำมะหยี่สีเขียวขั้นกลางระดับหนึ่งของตนเอง ถูกเปิดเผยต่อสายตาของชายหนุ่มได้อย่างไร!!
ทันใดนั้นนางก็รู้สึกเหมือนอยากจะมุดแผ่นดินหนี
นางเผลอหันไปมองสวี่หยาง
ยังดีนะ
สวี่หยางเป็นคนดี ไม่ได้เผลอมองไป
หวงเสี่ยวเหมยจัดการเสื้อผ้าของตัวเองอย่างเนียน ๆ ก่อนจะเดินเข้ามา
“สวี่หยาง เจ้าตื่นเช้ายิ่ง”
“อืม มากินกันเถอะ”
“โอ้โห จิ้งจอกน้อยตัวนี้เชื่อฟังเจ้าด้วย”
หวงเสี่ยวเหมยสังเกตเห็นจิ้งจอกน้อยนอนหลับอยู่ข้างเท้าสวี่หยางก็อดหัวเราะไม่ได้
ในใจแอบตัดสินใจว่า เมื่อกลับไปแล้วจะเลี้ยงเจ้าตัวน้อยไว้บ้าง
ทันใดนั้นจิ้งจอกน้อยก็ลุกขึ้น แล้วมองไปทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นที่ที่มันซ่อนตัวอยู่เมื่อวาน
“หงิง หงิง หงิง…”
ที่นั่น มันรู้สึกได้ว่ามีคนกำลังเดินเข้ามา
……
“พี่ชาย น้องสาวตัวน้อยอยู่ที่นี่ เส้นชีพจรโลหิตของข้าแปลกนัก คนสองคนที่อยู่กับข้าดูเหมือนจะเห็นอะไรบางอย่าง ถึงได้ห้ำหั่นกันเอง โชคดีที่ขณะนั้นข้าอยู่ไกล เลยไม่กล้าเข้าใกล้!”