ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 199 หวงเสี่ยวเหมยอาจจะได้เล่นเป็นโจร
บทที่ 199 หวงเสี่ยวเหมยอาจจะได้เล่นเป็นโจร
“อืม ? ผู้บำเพ็ญมนุษย์สี่คน ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้น…”
สวี่หยางมองไปที่หวงเสี่ยวเหมย “ดูตำแหน่งของคนพวกนั้นสิ พวกมันมุ่งหน้าไปที่เจ้าจิ้งจอกน้อยซ่อนตัวเมื่อวาน คงเป็นเพราะค้นพบว่าเจ้าจิ้งจอกน้อยมีสายเลือดแปลก ๆ จึงอยากจับมันไป”
เหมือนจะรู้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับตน
จิ้งจอกน้อยเผยสีหน้าสงสัย
“จี๊ด จี๊ด จี๊ด…”
หนูสุ่ยหลิงวิ่งมาที่จิ้งจอกน้อย แล้วถามอะไรบางอย่างพร้อมกับโบกมือโบกเท้า
“หงิง หงิง หงิง…”
จิ้งจอกน้อยตอบ
หนูสุ่ยหลิงแปลให้สวี่หยางอย่างรวดเร็ว
สวี่หยางเข้าใจสถานการณ์ และคิดในใจว่าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ
“พวกเขามาทางนี้แล้ว”
หวงเสี่ยวเหมยยิ้มบาง พลางกล่าว “พลังปราณไม่สูงมาก หนึ่งคนขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้น ส่วนคนอื่น ๆ ขอบเขตกลั่นลมปราณทั้งสิ้น”
สวี่หยางได้ยินก็วางใจ
“อืม นั่นเทพธิดาสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลี”
ชายหนุ่มผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งอยู่ในขอบเขตสร้างรากฐาน เห็นหวงเสี่ยวเหมยก็รีบก้มตัวโค้งคำนับ
หวงเสี่ยวเหมยสวมใส่เครื่องแบบของศิษย์สายในสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลี
โดยเฉพาะเครื่องประดับที่เอว ล้วนเป็นสัญลักษณ์ของสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลี
คนตรงหน้าเหล่านี้เห็นได้ชัดว่ามาจากตระกูลเล็ก จึงได้มีท่าทีเกรงอกเกรงใจเช่นนี้
หวงเสี่ยวเหมยขมวดคิ้ว “พวกเจ้ามาที่นี่เพื่อจะมาจับจิ้งจอกน้อยงั้นหรือ”
นางหันหน้าไปทางสวี่หยาง ทอดสายตามองจิ้งจอกตัวน้อยที่อยู่ใกล้เท้า
“ขอรับ ท่านเทพธิดา ข้า… เอ่อ… ท่านเทพธิดาได้จับเจ้าสุนัขจิ้งจอกตัวเล็กไว้แล้ว พวกข้าก็สบายใจ ข้าขอตัวลา”
คนเหล่านี้ยกย่องนับถือ ไม่กล้าไปยุ่งเกี่ยวกับหวงเสี่ยวเหมย
หวงเสี่ยวเหมยมองพวกเขาด้วยสายตาครุ่นคิด จากนั้นก็ยิ้มขึ้นมา “อืม ไปเถอะ”
ทั้งสี่เพิ่งจะหันหลังไป หวงเสี่ยวเหมยก็แผดเสียง คมดาบพุ่งตรงไปที่หัว
สวี่หยาง “…”
สวี่หยางเพิ่งสังเกตเห็นว่าหวงเสี่ยวเหมยมีปราณสังหารแผ่ออกมาจากตัว นึกไม่ถึงว่าจะลงมือจริง ๆ
“อ๊ะ ท่านเทพธิดา ท่าน…”
สีหน้าของผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้นเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
เขาได้ยินมาว่าผู้บำเพ็ญมนุษย์จากสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีนั้นร้ายกาจ พอได้เจอสองคนนี้ เขาก็แอบด่าว่าช่างโชคร้ายเสียจริง
ไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะลงมือจริง ๆ
ฉัวะ!
แขนซ้ายขาดกระเด็น
“พี่ใหญ่!”
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตกลั่นลมปราณคนอื่น โกรธแค้นจนใจแทบขาด แต่ก็ไม่มีเวลาโศกเศร้า
เพราะหวงเสี่ยวเหมยยังคงลงมือต่อไป
ฉึบ! ฉึบ! ฉึบ!
กระบวนท่าปราณกระบี่หลายชุด ล้วนแล้วแต่เป็นการสังหารในพริบตา
ไม่นานนัก บนพื้นก็มีศพที่ไม่สมบูรณ์สี่ศพ นอนจมกองเลือด สภาพน่าสยดสยอง
สวี่หยางกลืนน้ำลายลงคอ
ไม่คิดว่าหวงเสี่ยวเหมย… น่ากลัวยิ่งนัก
ในอดีตเหมยจื่อที่เคยเป็นคนดี กลับกลายเป็นปีศาจร้ายสังหารคนเสียแล้ว!
“คนพวกนี้รู้ว่าเจ้ามีจิ้งจอกตัวน้อยอยู่ในตัว เพื่อความมั่นใจ จึงจำเป็นต้องฆ่าทิ้ง”
หวงเสี่ยวเหมยอธิบายเบา ๆ หวังให้สวี่หยางเข้าใจ
สวี่หยางพยักหน้ายามนี้คนพวกนั้นตายกันหมดสิ้นแล้ว เขายังจะพูดอะไรได้
“คนพวกนี้ดูเหมือนจะกลัวสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีมาก”
“นั่นเป็นเรื่องธรรมดา คำพูดของสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีคือกฎ ไม่ว่าข้าจะฆ่าพวกเขา หรือแม้แต่บรรพบุรุษของพวกเขารู้ว่าข้าเป็นคนฆ่า ก็ไม่มีสิทธิ์พูดอะไร”
หวงเสี่ยวเหมยยิ้มแล้วหันมาหาสวี่หยาง “สวี่หยาง เจ้าอย่ามองข้าแบบนี้ ข้าจะไม่ทำอะไรเจ้าหรอก วางใจเถอะ”
สวี่หยาง ถอนหายใจ
เขารู้ว่าตอนนี้ หวงเสี่ยวเหมย ได้กลายเป็นคนที่มีอิทธิพลอย่างแท้จริงแล้ว
ไม่คาดคิดเลยว่าสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีจะเก่งกาจขนาดนี้
“แม้สำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีจะเก่งกาจ ทว่าเจ้าก็ต้องระวังตัวอย่าสร้างศัตรูโดยไม่จำเป็น” สวี่หยางตักเตือน
“ข้าเข้าใจ เพราะเช่นนั้น ข้าถึงได้พยายามอย่างยิ่งยวดเพื่อให้ได้เป็นศิษย์สายตรงเพื่อสืบทอดมรดก!!”
หวงเสี่ยวเหมยกำมือแน่น เอ่ยเบา ๆ “ถึงตอนนั้นข้าก็จะฆ่าคนได้อย่างชอบธรรม”
สวี่หยาง “…”
หวงเสี่ยวเหมยดูท่าทางโกรธแค้นยิ่งนัก
หลังจัดการศพเรียบร้อย
คนพวกนี้ดูแล้วเป็นคนจากตระกูลเล็ก ๆ ไม่มีของมีค่าอะไร หวงเสี่ยวเหมยเผาศพอย่างชำนาญ
ชำนาญจนน่าตกใจ
สวี่หยางคาดเดาว่า หวงเสี่ยวเหมยที่อยู่ข้างนอกมาหลายปี อาจจะเคยรับบทเป็นโจรมาก่อน
แท้จริงแล้วที่กล่าวไว้ว่าเพื่อไม่ให้เขามีเรื่องบาดหมางกับศัตรู เป็นเพียงส่วนเดียว อีกส่วนหนึ่งคือเพื่อปล้นทรัพย์
โลกเซียน ลมพัดเมฆหมุน!
แท้จริงแล้ว ผู้บำเพ็ญมนุษย์ทุกคน ล้วนมีการเปลี่ยนแปลงในทุกช่วงเวลา เช่นเขาเอง ใครจะคิดว่าเดิมทีเป็นเพียงผู้ปลูกถ่ายวิญญาณ แต่บัดนี้ได้กลายเป็นผู้แข็งแกร่งที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลัง?
นับประสาอะไรกับหวงเสี่ยวเหมยที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายปี อุทิศตนเพื่อการฝึกตน จะหันมาเป็นโจร ความเป็นไปได้นี้ก็ไม่น้อยเสียทีเดียว
…
เมื่อเรื่องราวจบลง
ทั้งสองก็ยังคงค้นหาอสรพิษนาวาบนเกาะต่อไป
เดิมทีแล้วความเป็นไปได้ที่จะหาอสรพิษนาวาเจอนั้นน้อยนิดยิ่ง แต่ไม่น่าเชื่อว่า หลังจากที่ใช้เวลาสองวันจนเริ่มคุ้นเคยกับจิ้งจอกน้อย ด้วยความช่วยเหลือของมัน พวกเขาก็ได้พบกับถิ่นที่อยู่ของอสรพิษนาวาได้อย่างรวดเร็ว
หวงเสี่ยวเหมยลงมือเอง ใช้พลังปราณเพียงคำนึงเดียวก็จัดการกับอสรพิษนาวาได้หลายสิบตัว
อสรพิษนาวา มีพลังวิเศษในการสะกดจิต จึงได้ชื่อว่าอสรพิษนาวา แต่ว่าที่นี่ไม่มีอสรพิษนาวาชั้นสูง จึงจัดการได้ง่ายดาย
ในระหว่างนั้น หวงเสี่ยวเหมยค้นพบไข่งูขนาดใหญ่และรู้สึกได้ถึงพลังชีวิตอันแข็งแกร่งภายใน นางจึงเก็บไข่งูขึ้นมาอย่างไม่ลังเล
“เยี่ยม กลับไปดูว่าจะสามารถฟักมันได้หรือไม่”
“เอ่อ…เจ้าจะเลี้ยงงูหรือ”
“ใช่แล้ว อสรพิษนาวานี้มีสายเลือดระดับสามเชียวนะ ทั้งมีพลังสะกดจิตที่แข็งแกร่งกว่า และยังบินได้ด้วย ขี่เป็นยานพาหนะก็ไม่เลว”
ขณะพูดหวงเสี่ยวเหมยก็ทำการแบ่งน้ำดี
สวี่หยางได้รับน้ำดีสิบขวด
ส่วนหวงเสี่ยวเหมยได้มากกว่า คาดว่านางจะนำกลับไปขาย
“ไม่รู้ตัวเลยว่าออกมาได้เกือบเดือนแล้ว”
หวงเสี่ยวเหมย เดินมาที่ชายหาด ถอนหายใจและหันไปมองสวี่หยาง “ครั้งนี้จากกัน ไม่รู้ว่าจะได้พบกันอีกเมื่อใด”
“ก็เหมือนที่แล้วมา เจ้าจงส่งจดหมายมาหาข้า ข้าจะมุ่งสู่เมืองเซียนชิงหนิว ครั้นเดินทางถึงยังจุดหมาย ข้าจะส่งจดหมายหาเจ้า” สวี่หยางเอ่ยพร้อมพยักหน้า
“เช่นนั้นก็ดี”
ระหว่างการสนทนา หวงเสี่ยวเหมยก็เรียกเรือวิญญาณของตนออกมา
สวี่หยางก็หยิบเรือวิญญาณของตนออกมาเช่นกัน ทั้งสองไม่คิดโดยสารเรือวิญญาณลำเดียวกัน
สหายที่เคยร่วมทุกข์มาด้วยกัน บัดนี้ทั้งสองต่างก็ตั้งใจที่จะปฏิบัติต่อกันและกันเพียงเพื่อเป็นมิตรสหายที่จริงใจ
วูบ…
เรือวิญญาณแล่นออกไปในทิศตรงข้ามกัน
“เสี่ยวไป๋หู นี่จะเป็นชื่อของเจ้าตั้งแต่บัดนี้…”
ระหว่างการเดินทางอันแสนยาวนานและน่าเบื่อหน่าย
สวี่หยางโบกมือเรียกสุนัขจิ้งจอกน้อยสีขาวมา แล้วก็ตั้งชื่อให้มันไปตามความชอบของตน
“หงิง หงิง หงิง…”
เจ้าจิ้งจอกตัวน้อยมองสวี่หยางด้วยความงุนงง พยายามทำความเข้าใจกับตัวอักษรสามตัวที่เพิ่งได้ยินเป็นครั้งแรก
มันรู้สึกว่า ฟังแล้วสบายใจ จึงยอมรับแต่โดยดี
“เข้ามากอดหน่อย”
ทว่าเจ้าจิ้งจอกตัวน้อยยังไม่สนใจ
สวี่หยางหมดหนทาง หนูสุ่ยหลิงอยู่กับหวงเสี่ยวเหมยมาหลายวัน แม้แต่ตอนนี้ก็ยังอยู่ในอ้อมอกของหวงเสี่ยวเหมย เห็นได้ชัดว่ามันโตขึ้นไม่น้อย
ในขณะนี้เจ้าจิ้งจอกน้อยกลับไม่สนใจเขาแม้แต่น้อย
ตอนนี้ฟ้าเริ่มมืดแล้ว สวี่หยางจึงเลิกสนใจมัน เอนหลังนอนบนเรือวิญญาณ ปล่อยให้เรือบินตามตำแหน่งของแผนที่ดารา
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกถึงสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ข้างกาย เมื่อดูดี ๆ ปรากฏว่าเป็นเจ้าจิ้งจอกน้อยที่มานอนซุกข้างแขนเขา พยายามจะเข้ามาถูไถอ้อดอ้อน แต่ก็ยังไว้ท่าทีห่างเหิน
ดวงตาสีเขียวคู่นั้นจ้องเขม็งมาที่เขา
ถ้าไม่ใช่เพราะข้าคุ้นเคยกับสายตาคู่นี้แล้ว อาจจะตกใจขวัญหนีไปตั้งนานแล้วก็ได้
สวี่หยางบ่นพึมพำแล้วคว้าจิ้งจอกน้อยเข้ามากอด
จิ้งจอกน้อยแสร้งดีดดิ้นคล้ายไม่ยินยอม แต่สวี่หยางดุใส่เพียงคำเดียวมันก็ไม่ขยับอีก
“อยู่นิ่ง ๆ รีบนอนซะ ไม่งั้นพรุ่งนี้จะไม่ให้ข้าวกิน”
ไม่นาน จิ้งจอกน้อยก็เริ่มกรนดังสนั่น
“ตัวไม่ใหญ่ แต่เสียงกรนดังชะมัด”
สวี่หยางยิ้มก่อนจะเริ่มหลับตาพักผ่อน
…
หลายวันผ่านไป
ฟิ่ว ฟิ่ว ฟิ่ว ……
ลมเหนือพัดหวิว ลมหนาวเย็นเยือก หิมะโปรยปราย
แดนเซียนตงไห่เข้าสู่ฤดูหนาวอย่างสมบูรณ์แล้ว
น้ำทะเลเริ่มกลายเป็นชั้นน้ำแข็งหนาถึงหนึ่งจั้ง แช่แข็งฝูงปลากลายเป็นน้ำแข็ง
ใกล้เกาะเซียน หวงเสี่ยวเหมยส่งข้อความถึงสวี่หยาง “สวี่หยาง หนูสุ่ยหลิงของเจ้า ข้าคืนให้”
หนูสุ่ยหลิงกางแขนขาออก หวงเสี่ยวเหมยโยนมาให้
หนูสุ่ยหลิง “…” ใช้เสร็จแล้วก็โยนทิ้ง?
เสียแรงที่ข้าทำให้ตรงนั้นของเจ้าอุ่นสบาย
สวี่หยางรับหนูสุ่ยหลิงแล้วมองดูหวงเสี่ยวเหมยจากไปโดยไม่ร่ำลา จึงร้องเรียก “หวงเสี่ยวเหมย”
“หื้ม? ยังมีธุระอีกหรือ” หวงเสี่ยวเหมยหันมาพร้อมกับหัวเราะ ลมทะเลพัดโชยให้เส้นผมของนางปลิวไสว ดูมีเสน่ห์เหลือล้น
“เจ้าจะไปที่ใด”
“กลับสำนัก”
“ไม่กลับได้หรือไม่”
“เจ้าจะเลี้ยงข้าหรือ” หวงเสี่ยวเหมยหัวเราะคิกคัก พลางโบกมือ “ล้อเล่น ๆ ข้ายังต้องแข่งขันเพื่อเป็นศิษย์สายตรงอีก ดูแลภรรยาของเจ้าให้ดี ฝากความคิดถึงศิษย์พี่หลินไห่ถังด้วย ต้องไปแล้ว”
“รอเดี๋ยว”
สวี่หยางโยนถุงเก็บของให้อีกหนึ่งใบ “ข้างในนี้คือเนื้อฉลามย่างที่ข้าทำไว้ เจ้าบอกนี่ว่ามันอร่อย…”
หวงเสี่ยวเหมยรับถุงเก็บของไว้ “ขอบคุณเจ้า”
“ลาก่อน”
“ไปจริง ๆ แล้ว”
หวงเสี่ยวเหมยเก็บถุงเก็บของ ขึ้นเรือเหาะ แล้วก็กลายเป็นจุดเล็ก ๆ บนท้องฟ้า หายลับไป
“จี๊ด จี๊ด จี๊ด…”
มองดูหวงเสี่ยวเหมยจากไป หนูสุ่ยหลิงตัวน้อยเศร้าสร้อย มันคิดถึงสถานที่แสนอบอุ่นนั้นเหลือเกิน
“จี๊ด จี๊ด จี๊ด…”
จู่ ๆ หนูสุ่ยหลิงก็กระโดดขึ้นบ่าสวี่หยางแล้วถามขึ้น
“ทำไมถึงไม่ให้หวงเสี่ยวเหมยอยู่ที่นี่กับข้าเหมือนพี่สาวอวี้เอ๋อร์ล่ะ”
สวี่หยางหัวเราะให้กับความคิดของมัน
ชายหนุ่มส่ายหัว แล้วลูบหัวหนูสุ่ยหลิง “นี่คือชีวิต ความสัมพันธ์สมัยเด็ก ไม่ได้หมายความว่าโตขึ้นก็จะรักกันเสมอไป”
ฟิ่ว!
สวี่หยางเร่งความเร็ว บินตรงไปยังชายฝั่ง
…
ใกล้ถึงเกาะแล้ว สวี่หยางจึงเก็บเรือวิญญาณ
เขาไม่ได้รีบไปหาภรรยาทันที
แต่ส่งข่าวบอกก่อนว่าตนมาถึงอย่างปลอดภัยแล้ว ตอนนี้กำลังจะไปเดินเล่นที่ตลาดขายดอกไม้และนก
เมื่อได้รับคำตอบจากภรรยาทั้งสี่ แสดงว่าพวกนางสบายดี สวี่หยางจึงวางใจ
หลังจากนั้นจึงมุ่งหน้าไปที่ตลาดขายดอกไม้และนก
ที่ถนนแห่งหนึ่งแสนทรุดโทรม ผู้คนกลับเดินขวักไขว่หนาแน่น กลิ่นเหม็นเปรี้ยวคลุ้งไปทั่วไม่สมกับเป็นดินแดนแห่งเซียน
“แวะมาลองดูหน่อย อย่ารอช้า คางคกพิษยักษ์ สายเลือดระดับสามเชียวนะ”
“ไข่นกคุณภาพระดับเดียวกับนกกระสาขาวบนแดนเซียน ซื้อกลับไปสามปีก็ฟักเป็นตัว ทั้งยังเป็นพาหนะบินได้ ไม่ควรพลาด”
“เถาวัลย์ไม้นี้ถึงจะเป็นแค่ต้นกล้า แต่แฝงด้วยพลังมหาศาล ท่านลองดูสิ”
เสียงเร่ขายดังระงมตลอดทางที่เดินผ่าน
“สหายเต๋า นกของข้าไม่ใช่ของธรรมดา แหม ท่านสนใจจิ้งจอกตนนี้หรือ ตาแหลมไม่เบาเลย”
สวี่หยางเดินมาหยุดที่แผงลอยหนึ่ง มองเห็นสุนัขจิ้งจอกโตเต็มวัยที่ถูกเชือกล่ามคอเอาไว้
สุนัขจิ้งจอกตัวนี้มีขนาดเท่าหมาป่า ขนเงางาม เป็นสีเทาออกน้ำตาล ตัวอ้วนท้วน ดวงตาทอประกายเย็นเยียบ มองมาที่สวี่หยางด้วยแววระแวดระวัง
“ระดับหนึ่งขั้นกลาง…”
สวี่หยางพึมพำ สุนัขจิ้งจอกตัวนี้ไม่ได้เก่งกาจอะไรนัก
แท้จริงแล้วเขามาที่นี่ หาซื้อสุนัขจิ้งจอกเป็นเพียงข้ออ้าง สิ่งที่เขาต้องการแท้จริงคือซักถามเกี่ยวกับสายพันธุ์ของสุนัขจิ้งจอกต่างหาก