ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 300 ออกเดินทางสู่สำนักเกาซาน
บทที่ 300 ออกเดินทางสู่สำนักเกาซาน
ลานหินเกาะเซียนที่สาม
ผู้คนล้นหลาม
ผู้คนจากตระกูลและสำนักต่าง ๆ มารวมตัวกัน
ที่นี่ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตกลั่นลมปราณแทบจะหาไม่เจอ แต่หากก้มหน้าเดินไป อาจจะเดินชนขอบเขตเจี่ยตานหรือผู้ที่อยู่ในขอบเขตเจินตานก็ได้
ส่วนผู้ที่อยู่ในขอบเขตจินตาน มีอยู่หลายสิบคนเมื่อมองไปทั่วทั้งบริเวณ
แต่พลังปราณยิ่งแข็งแกร่งเท่าใด ช่องว่างระหว่างผู้ที่อยู่ในระดับเดียวกันก็ยิ่งใหญ่ขึ้นเท่านั้น
อย่างเช่นเหอซีเสวี่ยผู้ที่อยู่ในขอบเขตจินตาน แต่นางมีความแข็งแกร่งมากกว่าขอบเขตจินตานธรรมดาทั่วไป
สวี่หยางพบฟางจงป๋อที่นี่เช่นกัน
เมื่อพิจารณาจากลมปราณของเขาแล้ว รากฐานและพลังปราณของฟางจงป๋อนั้นอ่อนแอกว่าหวงเสี่ยวเหมยอย่างเห็นได้ชัด
ถัดจากเขายังมีชายชราวัยเกษียณอยู่ด้วย สวมเสื้อคลุมของนักปรุงยา ระดับสาม ผมหงอกเต็มศีรษะ ใบหน้าไร้รอยยิ้ม
ไม่ต้องดูก็รู้ได้ว่าชายผู้นี้ต้องเป็นนักปรุงยาซึ่งเป็นปู่ของฟางจงป๋อ
สวี่หยางจดจำลมปราณของพวกเขาเอาไว้เงียบ ๆ
งานเฉลิมฉลองครั้งนี้หรูหรายิ่งนัก
จัดกันอยู่เป็นเวลาสามวันเต็ม
หวงเสี่ยวเหมยและฟางจงป๋อได้พบกับตัวแทนจากกลุ่มอำนาจต่าง ๆ
ในวันที่สาม สวี่หยางก็ได้พบกับเทพธิดาจื่อหลานผู้เลื่องชื่อ
นางสวมชุดกระโปรงสีม่วงทั้งอ่อนช้อยงดงาม ลมปราณของขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดแผ่ซ่านออกไปทั่วทุกหนทุกแห่ง
ระหว่างนั้น นางก็ได้เข้ามาพูดคุยกับเหอซีเสวี่ยสองสามคำ
สวี่หยางยืนอยู่เบื้องหลังเหอซีเสวี่ย
ดังคำพูดของเหอซีเสวี่ยที่บอกว่า พามาทำความรู้จักผู้คนในที่นี้จะเป็นการดีสำหรับเขา
เมื่อเทพธิดาจื่อหลานมาถึง สวี่หยางก็ได้พบกับสตรีผู้เลื่องชื่อ เจ้าของตำนานผู้นี้
“เจ้าคือสวี่หยางสินะ”
หลังจากที่เทพธิดาจื่อหลานสนทนากับเหอซีเสวี่ยสองสามคำ นางก็หันสายตาอันเปี่ยมด้วยความอยากรู้อยากเห็นมาทางสวี่หยาง
สวี่หยางตกใจเล็กน้อย คาดไม่ถึงว่าเทพธิดาจื่อหลานผู้ยิ่งใหญ่จะหันมามองเขา
เขาจึงรีบเดินเข้าไปหาและทักทาย “ผู้อาวุโสจื่อหลาน ข้าสวี่หยาง”
“อืม หวงเสี่ยวเหมยในคราวนี้มีความก้าวหน้าอย่างมากก็เพราะความช่วยเหลือของเจ้า ข้าขอขอบคุณเจ้าแทนนางอีกครั้ง!!”
“ไม่เป็นไร ข้าและนางเป็นสหายกันอยู่แล้ว” สวี่หยางกล่าวอย่างถ่อมตัว
“ในโลกนี้ หวงเสี่ยวเหมยมีสหายอย่างเจ้าก็ถือว่าดียิ่งนัก ต่อไปพวกเจ้าควรมาพบปะกันให้มากและพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน”
“ย่อมเป็นเช่นนั้นแน่นอน” สวี่หยางพยักหน้า
เทพธิดาจื่อหลานพูดอีกสองสามประโยคก็จากไปในที่สุด
ฉากนี้เป็นที่สังเกตของผู้อื่นเช่นกัน
ผู้คนมากมายอยากรู้ว่าสวี่หยางเป็นผู้ใด ถึงได้มีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับหวงเสี่ยวเหมย
ที่ห่างออกไป
ฟางจงป๋อและบริวารคนอื่น ๆ ต่างก็คิ้วขมวดจ้องมองสวี่หยางอยู่
“สืบประวัติบุรุษผู้นี้”
ฟางจงป๋อสั่งการ
“รับทราบ!!”
………
รุ่งเช้าวันถัดมา เรือวิญญาณก็ได้เริ่มออกเดินทาง
หลังจากกลับมาที่ถ้ำฝึกตนของภูเขาซานชิงแล้ว สวี่หยางก็เตรียมตัวมุ่งหน้าไปที่สำนักเกาซาน
ก่อนหน้านี้ เหอซีเสวี่ยได้มอบแผนที่ของบริเวณนั้นให้ซึ่งมีประโยชน์อย่างมาก
เมืองลิ่วเหอ ในอาณาเขตของสำนักเกาซานถือว่าเป็นสถานที่ที่ค่อนข้างห่างไกล
ดังนั้นจึงเป็นเพียงเมืองระดับกลางค่อนไปทางล่าง
สถานที่อันห่างไกลเช่นนี้ ตามปกติแล้วไม่น่าจะดึงดูดความสนใจ
แต่ที่นี่ไม่เหมือนกัน เพราะทุกปีเมื่อฤดูหนาวมาเยือน ผืนน้ำของทะเลสาบกว้างใหญ่แห่งนี้จะแข็งตัว
ช่วงเวลานี้จะมีผู้คนเดินบนแผ่นน้ำแข็งเพื่อล่าฝูงปลาขนาดมหึมาที่ว่ายเวียนอยู่ใต้น้ำ
นอกจากนี้ก็ยังมีนักล่าสมบัติที่จะดำน้ำลงไปเพื่อหาสมบัติอีกด้วย
เหตุใดจึงต้องเลือกมาในฤดูหนาว?
เพราะทะเลสาบแห่งนี้มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร เชื่อมต่อกับมหาสมุทร
ขณะเดียวกันที่ก้นทะเลสาบก็จะมีมลพิษเกิดขึ้นอีกด้วย มลพิษนี้มีพิษร้ายแรง กัดกินพลังปราณที่ปกป้องร่างกายของผู้บำเพ็ญได้ตลอดเวลาเมื่อสัมผัสกับร่างกาย ถึงแม้จะเป็นผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐาน ร่างกายก็รับมือไม่ไหวอยู่ดี อาจจะทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยเรื้อรังได้
มลพิษชนิดนี้ยิ่งรุนแรงในช่วงฤดูร้อนที่มีแสงแดดจัด แทบจะไม่มีใครทนทานได้
แต่เมื่ออากาศเย็นลง ผืนน้ำแข็งตัว มลพิษทางอากาศนี้ก็จะถูกแช่แข็งอยู่ที่ก้นทะเลสาบ
ประกอบกับผู้บำเพ็ญตนสามารถเดินบนผิวน้ำแข็งได้โดยไม่เปลืองพลังในการเหาะเหิน
ดังนั้นจึงปลอดภัยกว่าหากจะมาหลังจากที่ผิวแม่น้ำแข็งตัวในช่วงฤดูหนาว
และขณะนี้คือฤดูหนาวแล้ว!!
อากาศเย็นลงทุกวัน สวี่หยางและภรรยา ๆ ของเขาต่างก็สวมเสื้อคลุมที่หนาและอบอุ่น
หากจะไปในเวลานี้ ถือว่าเหมาะสมที่สุด
“สามี แล้วเราจะไปกันเมื่อใดหรือ?”
หลินหวั่นชิง ได้จัดเตรียมข้าวของเสร็จสิ้นแล้ว
หลินอวี้ และเสิ่นม่านอวิ๋นก็เช่นกัน พวกนางต่างก็มองสวี่หยางด้วยสายตาคาดหวัง
สวี่หยางเข้าใจความตั้งใจของพวกนางดี พวกนางต้องการติดตามเขาไปยังสำนักเกาซาน
มิใช่เพราะพวกนางอยากเที่ยวเล่น หากแต่เป็นห่วงความปลอดภัยของสวี่หยางล้วน ๆ
“คราวนี้ ข้าเกรงว่าจะไม่สามารถพาพวกเจ้าไปได้จริง ๆ”
หลังจากครุ่นคิดอยู่หลายตลบ สวี่หยางก็ส่ายหน้า
จากนั้นจึงอธิบายเหตุผล
“กองคาราวานขนส่งสินค้า?”
หลังจากรับฟังคำอธิบายของสวี่หยาง
หลินหวั่นชิงก็แปลกใจ “เจ้าติดต่อกองคาราวานขนส่งสินค้ายามออกเดินทางไว้ตั้งแต่เมื่อใด”
เมื่อเห็นสีหน้าแปลกใจของภรรยาทั้งสี่ สวี่หยางก็อธิบายว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้เขาได้พบกับหวงเสี่ยวหลิง หัวหน้ากองคาราวานขนส่งสินค้ายามออกเดินทาง
เดิมทีตั้งใจจะขอความช่วยเหลือจากหวงเสี่ยวหลิงให้จัดการหลิวเป้า
แต่หวงเสี่ยวหลิงบอกว่า หลิวเป้าอาจมีเคล็ดวิชากายซ่อนเร้นขั้นสูงบวกกับช่วงนี้อาจไม่อยู่ที่นี่ จึงค่อนข้างยากที่จะตามหาตัวเขา
ทว่าสวี่หยางก็รอช้าไม่ได้
เพราะการประมูลที่สำนักเกาซานในเมืองลิ่วเหอกำลังจะเริ่มขึ้น หากรอช้าไปกว่านี้อีกเกรงว่าจะยุ่งยาก
จากนั้นหวงเสี่ยวหลิงก็เสนอว่าจะใช้กลุ่มผู้คุ้มกันของนางเดินทางไปยังเมืองลิ่วเหอ
“กลุ่มผู้คุ้มกันของหวงเสี่ยวหลิงจะต้องเดินทางไปสำนักเกาซานอยู่แล้ว หากจะไปเมืองลิ่วเหอก็เพียงแค่ต้องอ้อมไปเล็กน้อยเท่านั้น!”
สวี่หยางอธิบายแก่ภรรยาทั้งสี่คนที่เฝ้ารอคำตอบอยู่
“หากมีกลุ่มผู้คุ้มกันติดตามไปด้วย เหตุใดจึงไม่พาพวกเราไปด้วย” หลินหวั่นชิงกล่าวอย่างมีเหตุผล
“ถูกต้อง ปลอดภัยด้วย”
“สามี เจ้าไม่พาพวกเราไป เพราะรำคาญพวกเราใช่หรือไม่?” หลินอวี้อดที่จะถามไม่ได้
สวี่หยางอดขำไม่ได้เมื่อเห็นท่าทางของหลินอวี้
“จะรำคาญพวกเจ้าได้อย่างไร ข้าเพียงคำนึงถึงเหตุผลสองประการ”
“ประการแรก สถานที่ที่เราจะไปในครั้งนี้คือเมืองลิ่วเหอซึ่งค่อนข้างห่างไกลและมีความปลอดภัยต่ำ หากพาพวกเจ้าไปด้วย เป้าหมายจะใหญ่เกินไป ส่วนข้าแม้ว่าจะมีอันตรายเกิดขึ้น ข้าก็ยังมียันต์ศักดิ์สิทธิ์และยันต์หลบหนีอีกสองใบ หากพวกเจ้าติดตามไปด้วยและเกิดอันตรายขึ้น ข้าจะไม่สามารถหนีไปได้”
“ประการที่สอง ในครั้งนี้มีผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจินตานอย่างหวงเสี่ยวหลิงคุ้มกัน ข้าก็จะไม่ต้องเผชิญอันตราย”
เหตุผลที่สอง ที่จริงแล้วสวี่หยางต้องการให้ภรรยาของตนสบายใจ
แม้ว่าหวงเสี่ยวหลิงจะบอกว่าจะปกป้องเขาบนเส้นทาง แต่เมื่อส่งเขาถึงเมืองลิ่วเหอแล้ว นางก็จะต้องยุ่งกับธุรกิจของตน และเมื่อถึงตอนนั้นก็จะต้องแยกทางกัน
………
ที่สำคัญกว่านั้น ในครั้งนี้เขายังมีกระบี่สายฝนมรกตอยู่อีกด้วย ซึ่งมีความเร็วในการหลบหนีที่รวดเร็วอย่างมาก ฉะนั้นสวี่หยางจึงมั่นใจในความปลอดภัยของตนเอง
“หากมีหวงเสี่ยวหลิงติดตามไปด้วยก็ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น”
หลินอวี้พยักหน้าเล็กน้อย
“เอาเถอะ ๆ ภรรยาของข้า ตอนนี้สบายใจกันแล้วหรือยัง?”
เมื่อสวี่หยางพูดถึงขนาดนี้ ภรรยาของเขาก็ไม่พูดอะไรอีก ต่างก็พยักหน้าแสดงว่ายินยอม
ด้วยเหตุนี้ สวี่หยางจึงสามารถเกลี้ยกล่อมเหล่าภรรยาได้สำเร็จ
บัดนี้ในมือของเขามียันต์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิ้นสี่ใบ ยันต์หลบหนีอีกสองใบ
นี่คือไพ่ตายที่แข็งแกร่งที่สุดสำหรับการเอาชีวิตรอด
ด้วยความระมัดระวัง หลินอวี้ให้หุ่นเชิดวานรทองแดงของนางกับสวี่หยางพกพาติดตัวไปด้วย
หุ่นเชิดวานรทองแดงนี้มีพลังปราณเทียบเท่ากับขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลาย สวี่หยางจึงตอบตกลง
จากนั้นจึงเรียกเสี่ยวไป๋หูและหนูสุ่ยหลิงทั้งสองตัวซึ่งก็คือเสี่ยวเฉียงและเสี่ยวป๋ายมา
“พรึบ!”
ราวกับการแสดงมายากลสวี่หยางนำเอาโอสถสัตว์อสูรระดับสามออกมา!!
แม้สามสหายน้อยจะไม่เคยเห็นโอสถสัตว์อสูรเช่นนี้มาก่อน แต่ก็ยังคงเป็นสัตว์อสูรที่มิได้มีระดับต่ำ
สัญชาตญาณในร่างกายทำให้พวกมันตระหนักได้ว่าโอสถสัตว์อสูรนี้มีประโยชน์อย่างมากต่อพวกมัน
“พรึบ!”
เสี่ยวเฉียงเคลื่อนไหวได้รวดเร็วที่สุด กอดขาของสวี่หยางไว้แน่นไม่ยอมคลายอ้อมกอดแล้วแหงนหน้าขึ้นมองสวี่หยางด้วยความคาดหวัง หวังจะให้เขามอบโอสถสัตว์อสูรให้แก่ตน
สวี่หยางยิ้มลูบหัวเสี่ยวเฉียงพลางกล่าวว่า “นี่คือโอสถสัตว์อสูร ระดับสาม เจ้าในตอนนี้พลังปราณอ่อนแอเกินไป พลังของโอสถนี้รุนแรงนัก หากเจ้าใช้กลัวว่าจะต้านทานไม่ไหว”
ได้ยินเช่นนี้ เสี่ยวเฉียงจึงได้คลายมือออกราวกับจะเข้าใจ
“เอาละ พวกเจ้าสามตัวน้อยฟังให้ดี ในมือข้ามีโอสถสัตว์อสูร ระดับสามนี้อยู่เม็ดเดียว สิ่งนี้จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อพลังปราณของพวกเจ้าถึงขั้นสูง ระดับสองเท่านั้น!! ในหมู่พวกเจ้า ผู้ใดพลังปราณเพิ่มขึ้นเร็วที่สุด ข้าจะให้ผู้นั้น ใครเข้าใจแล้วบ้าง?!”
เสี่ยวเฉียงและเสี่ยวป๋ายเป็นสัตว์อสูรสายเลือด ระดับสองทั้งคู่
ทว่าหากมีโอสถสัตว์อสูร ระดับสามช่วย ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะก้าวเป็นสัตว์อสูร ระดับสาม
ทว่าที่ต่างกันก็คืออัตราความสำเร็จ
ฉะนั้นก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตา
………
วันที่สอง หวงเสี่ยวหลิงปลอมตัวเป็นชายเดินทางมาถึงเมืองซานชิงซาน
เมื่อสวี่หยางได้รับการสื่อจิตเสร็จก็ได้บอกลานางแล้วสะพายกระบี่สายฝนมรกต สวมหน้ากากรูปร่างน่ารังเกียจแล้วไปพบกับหวงเสี่ยวหลิง
หวงเสี่ยวหลิงผู้เป็นยอดฝีมือขอบเขตเจินตาน แต่กลับเป็นคนเก็บตัว ไม่มีใครพบเห็นตัวตนที่แท้จริงของนางมาจนถึงบัดนี้
สวี่หยางก็ได้ยินมาจากหลี่ลี่จือว่าหวงเสี่ยวหลิงและสามีของนางเป็นหัวหน้าผู้คุ้มกัน
ที่ควรค่าแก่การกล่าวถึงก็คือสามีของหวงเสี่ยวหลิง พลังปราณอยู่ในขอบเขตเจี่ยตาน และมีความคุ้นเคยกับหลี่ลี่จือมากด้วย
ครั้งนี้ทั้งสองคือหัวหน้าผู้คุ้มกัน
ในหมู่กองคาราวานนี้ ถูกเรียกว่า “สำนักคุ้มกันชิงหู่” จำนวนคนที่ออกเดินทางในครั้งนี้ เมื่อรวมสวี่หยางเข้าไปด้วยก็มีเพียงห้าคนเท่านั้น
ในหมู่กองคาราวานของโลกเซียนแตกต่างจากโลกธรรมดาอย่างมาก
ในหมู่กองคาราวานโลกมนุษย์ กองคาราวานโดยทั่วไปจะประกอบด้วยสมาชิกหลายสิบคนด้วยว่ายิ่งคนมากก็ยิ่งมีพลัง
คนเยอะ คนอื่นก็ไม่ค่อยกล้ารังแก
แต่ในโลกเซียน แม้จะมีคนมากแค่ไหน หากต้องเผชิญหน้ากับผู้แข็งแกร่ง ก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี ดังนั้นจึงเน้นที่คุณภาพไม่ใช่ปริมาณ
ในหมู่คณะทั้งห้าคน พลังการต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดคือหวงเสี่ยวหลิงและสามีของนางนามว่าโจวเทียนหยวน
ส่วนหญิงสาวอีกคนหนึ่ง พลังปราณขอบเขตสร้างรากฐาน ขั้นกลาง นางเป็นหมอยา บทบาทในหมู่คณะก็คือหมอรักษา
และอีกคนก็อยู่ในขอบเขตสร้างรากฐาน ขั้นกลางเช่นกัน พลังปราณไม่สูงนักแต่ฝึกฝนเคล็ดวิชาปกปิดย่างก้าวที่สามารถซ่อนเร้นร่างกายและยังเชี่ยวชาญในการติดตามและสืบหาข้อมูล
บทบาทของบุคคลผู้นี้ก็คือหน่วยลาดตระเวน ทำหน้าที่ในการจดจำเส้นทาง สอดแนมข้าศึกโดยรอบเป็นต้น
การเดินทางไปยังสำนักเขาเกาซานนั้นเป็นเส้นทางที่ยาวไกล ระหว่างทางมีพื้นที่ที่เป็นหนองน้ำ ซึ่งมีความเสี่ยงอย่างมากเนื่องจากอาจมีสัตว์อสูรที่ไม่รู้จักแฝงตัวอยู่
ที่สำคัญที่สุดคือสถานที่เหล่านั้นปราณวิญญาณมีความเจือจางและมีสิ่งเจือปนอยู่ จึงไม่สามารถดูดซับพลังวิญญาณ จากปราณในอากาศได้โดยตรง
ดังนั้นการเดินทางครั้งนี้จึงมีความเสี่ยงอยู่พอสมควร
โชคดีที่หวงเสี่ยวหลิงและโจวเทียนหยวนล้วนเป็นผู้ที่มีประสบการณ์มากมาย
ภายใต้การนำพาของทั้งคู่ พวกเขาจึงสามารถฝ่าฟันอันตรายต่าง ๆ มาได้โดยตลอด
พวกเขาเดินทางฝ่าเส้นทางน้ำข้ามหนองน้ำ และในระหว่างนั้นก็ได้เผชิญหน้ากับสัตว์อสูรที่อาศัยตามริมน้ำและหนองน้ำอยู่หลายครั้ง
สัตว์อสูรชนิดนี้มีรูปร่างคล้ายกับกบขนาดใหญ่ ปากคายพิษร้ายแรงเป็นละออง ฝนที่มีฤทธิ์เป็นกรดปกคลุมไปทั้งหนองน้ำ
ระดับที่แข็งแกร่งที่สุดของพลังเกือบถึงระดับสาม
สวี่หยางยังรู้สึกถึงสัตว์อสูรระดับสามที่กำลังซ่อนตัวอยู่ในหนองน้ำลึก
บางทีอาจจะรู้สึกได้ว่าหวงเสี่ยวหลิงและโจวเทียนหยวนไม่ใช่คู่ต่อสู้ ปีศาจพวกนี้จึงไม่ได้ออกมา
ยี่สิบวันต่อมา
เขตทางเหนือของสำนักเกาซาน บริเวณทะเลห่างออกไปไม่กี่ร้อยลี้
ในที่สุดกลุ่มของสวี่หยางก็ได้พักผ่อนในที่แห่งนี้
“สหายเต๋าสวี่ ข้างหน้าคือเขตแดนของสำนักเกาซาน นั่นคือเมืองชายขอบแห่งหนึ่ง เราสามารถไปพักที่นั่นได้หนึ่งวัน ข้างหน้าคือดินแดนที่มีปราณวิญญาณเข้มข้นยิ่งนัก”
หวงเสี่ยวหลิงกล่าวกับสวี่หยาง
“ไม่ทราบว่าจากที่นั่นจะต้องเดินทางไปเมืองลิ่วเหออีกนานเท่าใด”
“เมืองลิ่วเหอค่อนข้างห่างไกล จากเมืองชายขอบนั้นจะใช้เวลาเดินทางอย่างน้อยเจ็ดวัน”
โจวเทียนหยวนอธิบาย
ระหว่างการสนทนา
สวี่หยางสังเกตเห็นว่าคนทั้งสี่ตรงหน้าเริ่มเปลี่ยแปลงรูปโฉมตนเอง ไม่นานลมปราณก็ลดลงมาอยู่ที่ขอบเขตสร้างรากฐาน ขั้นต้น หรือขั้นกลางเท่านั้น
แต่ว่าวิธีการซ่อนเร้นกลิ่นอายของผู้บำเพ็ญมนุษย์คนหนึ่งฝีมือดีมาก แต่คนอื่น ๆ ฝีมือค่อนข้างธรรมดา
แต่หากเจอจิตเทวะที่แข็งแกร่ง ก็มิอาจซ่อนเอาไว้ได้
“สหายเต๋าสวี่ เคล็ดวิชาการซ่อนเร้นของเจ้าช่างเยี่ยมยอดนัก”
สมาชิกในกลุ่มนามว่าจ้าวเลี่ยงอดไม่ได้เอ่ยถามสวี่หยาง
ตนเองมั่นใจในกลวิธีการซ่อนเร้นของตนอย่างมาก หลายปีมาแล้วยังไม่เคยพบผู้ใดเสมอเหมือน
“นั่นต้องยกให้หน้ากากของข้า” สวีหยางยิ้มเอ่ย จากนั้นก็ถามต่อว่า “พวกเจ้าซ่อนพลังปราณของตนเองกะทันหันเช่นนี้เพราะเหตุใดงั้นหรือ?”
“สหายเต๋าสวี่ เจ้าจะได้รู้เอง”
โจวเทียนหยวนยิ้มเอ่ย
ครู่ต่อมา
สวี่หยางได้เห็นผู้บำเพ็ญมนุษย์บางกลุ่มผ่านมา
บุรุษร่างท้วมรูปร่างปานกลาง หนวดเครายาวสีเหลือง ใบหน้ากลม ทะยานมาอย่างรวดเร็ว ตามหลังเขามีผู้บำเพ็ญมนุษย์อีกสี่คน
บุรุษที่อยู่หน้าสุดพลังปราณสูงมากแตะขอบเขตเจี่ยตาน นับว่าแข็งแกร่งยิ่งนัก ส่วนพวกที่เดินตามหลังล้วนอยู่ในขอบเขตสร้างรากฐาน
“ทางนี้ข้าเปิด ต้นไม้ต้นนี้ข้าปลูก หากต้องการผ่านไป จงวางของมีค่าไว้”
บุรุษใบหน้ากลมหนวดเครายาวสีเหลืองเปล่งเสียงทันทีที่ปรากฏตัว
สวี่หยางเข้าใจแล้ว
จ้าวเลี่ยงเพิ่งออกไปตรวจดูและน่าจะพบกลุ่มคนเหล่านี้ จึงบอกให้ทุกคนซ่อนพลังปราณแล้วล่อพวกนั้นออกมา
สวี่หยางรู้สึกสนุก ไม่รู้ว่าใครปล้นใคร
“พวกเจ้าทั้งหลาย เราสองคนแค่ผ่านทางมา อีกทั้งคนก็ไม่เยอะ เช่นนั้นอย่าทำร้ายกันเลย พวกเราให้หินวิญญาณท่านสองพันก้อน และปล่อยเราไปเถิด”
โจวเทียนหยวนพิจารณาคนกลุ่มนี้ด้วยความรอบคอบแล้วร้องเสียงออกไป
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ”
ไม่นึกฝัน จู่ ๆ คนกลุ่มนี้จะหัวเราะขึ้นมาทันที
“สองพันงั้นหรือ? คิดว่าพวกข้าเป็นขอทานหรืออย่างไร?”
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่มีหนวดเหลือง และมีใบหน้ากลม นำมีดเล่มใหญ่ขึ้นมา “วางถุงเก็บของลง แล้วพวกเจ้าจะไปได้”
“ได้!”
โจวเทียนหยวนพยักหน้าแล้วพยักหน้าให้กับหวงเสี่ยวหลิงเดินไปข้างหน้า
“เฮ้ย!”
ผู้บำเพ็ญใบหน้ากลมหนวดเหลืองและลูกน้องของเขาทั้งหมดต่างก็แปลกใจ พวกเขาไม่คิดว่าคนกลุ่มนี้จะขี้ขลาดถึงเพียงนี้ พวกเขายอมตกลงในทันที
พวกเขาไม่ได้คิดจะต่อรองเลยงั้นหรือ?
ช่างผิดวิสัยและไม่มีเหตุผล
ทันใดนั้น ผู้บำเพ็ญมนุษย์หนวดเหลืองใบหน้ากลมผู้นั้นก็ตะโกนเสียงดังว่า “พวกเจ้าทั้งหมด จัดขบวน!!”