ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 324 ข้าจะให้รางวัลเจ้าหน่อย
บทที่ 324 ข้าจะให้รางวัลเจ้าหน่อย
ในช่วงเวลาสำคัญที่สวี่หยางกำลังจะก้าวขึ้นสู่ขอบเขตต่อไป ภรรยาทั้งหลายที่อยู่ห่างออกไป ต่างก็มองด้วยความตึงเครียด
พวกนางล้วนรู้สึกได้ถึงพลังลมปราณที่ไหลบ่าอย่างบ้าคลั่งมุ่งตรงไปยังสวี่หยาง
ทุกคนต่างคาดหวังในใจ
หลังจากที่สวี่หยางสามารถเลื่อนระดับสู่ขอบเขตจินตานได้สำเร็จแล้ว ในแดนเซียนตงไห่ทั้งหมด เขาก็จะกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ระดับแนวหน้า ไม่ต้องหวาดหวั่นกลัวใครอีกต่อไป
“ต่อจากนี้พวกเราก็ต้องพยายามแล้ว” หลินหวั่นชิงพยักหน้าพูด
“ใช่แล้ว พวกเราก็มาฝึกฝนบำเพ็ญเพียรกันเถอะ” หลินไห่ถังเสนอ
หลังจากนั้น ทั้งสามก็ลงมือบำเพ็ญเพียร
ขณะนี้ สวี่หยางกำลังฝึกฝนเคล็ดวิชากลั่นลมปราณแห่งฟ้าดินอย่างบ้าคลั่ง จุดตันเถียนในร่างกายได้หายไปแล้ว แทนที่ด้วยก้อนพลังอันเจิดจรัสดวงหนึ่ง
“ตู้ม!!” ทันใดนั้น ปรากฏการณ์ฟ้าดินสั่นไหวก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้น สายธารแห่งปราณหลายสายลอยขึ้นมาจากด้านบน ก่อตัวเป็นแรงกดดัน ค่อยๆ ปลดปล่อยลงบนตัวสวี่หยาง
นี่คือการทดสอบเมื่อต้องการจะเลื่อนระดับสู่ขอบเขตจินตาน ซึ่งสวี่หยางต้องใช้พลังของตนเองฝ่าฟันผ่านไปให้ได้
สวี่หยางรับประทานโอสถเสริมพลังวิญญาณอีกครั้ง เพื่อทำให้มวลพลังในร่างกายมั่นคง จากนั้นก็ใช้พลังวิญญาณต่อต้านอย่างรุนแรง
เมื่อโอสถวิญญาณเข้าสู่ท้อง ก็ใช้พลังวิญญาณเปลี่ยนสภาพ ทันใดนั้นก็เพิ่มพลังกายและการหมุนเวียนของพลังวิญญาณ ฤทธิ์ยาที่แรงกล้า เพียงพริบตาเดียวก็เข้าสู่ขอบเขตจินตาน ทำให้ความมีชีวิตชีวาของมวลก้อนแห่งพลังเพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่ง
อีกหลายวันผ่านไป สวี่หยางในช่วงเวลาไม่กี่วันนี้ กล่าวได้ว่ามีประสบการณ์มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะมวลก้อนพลังในร่างกาย จากการเปลี่ยนแปลงของรากฐานพลังเข้าสู่ขอบเขตจินตานโดยตรง คุณภาพของมวลพลังในร่างกายเขาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในระหว่างนั้นก็ยังรับประทานโอสถเสริมวิญญาณหลายชนิด เพื่อเพิ่มคุณภาพของพลังในร่างกาย
ด้วยวิธีนี้ ในที่สุดสวี่หยางก็เข้าสู่ขอบเขตจินตาน ก้อนนวลพลังในท้องของเขามีขนาดเท่าลูกปิงปองสามลูก แสงสีทองส่องประกาย พลังยุทธ์หมุนเวียนทั่วร่างกาย
พลังยุทธ์ในตอนนี้บริสุทธิ์มาก เมื่อเทียบกับตอนที่อยู่ในขอบเขตสร้างรากฐาน มีความแข็งแกร่งขึ้นหลายสิบเท่า
“ทำลายล้าง!!” สวี่หยางปล่อยพลังยุทธ์ มือขวาปล่อยพลังดัชนีฝังเข็ม ทะลุพื้นด้านหน้าเป็นหลุมใหญ่
การโจมตีครั้งนี้ลึกจนมองไม่เห็นก้นหลุม!!
“ไม่เลว ดัชนีฝังเข็มที่ปล่อยออกมาด้วยพลังขอบเขตจินตาน แข็งแกร่งกว่าแต่ก่อนถึง 49 เท่า”
สวี่หยางเก็บพลังยุทธ์ทั้งหมดในร่างกาย ไม่ได้ระเบิดออกไปทันที แต่เตรียมที่จะทำให้ลมปราณสงบลงก่อนเป็นอันดับแรก
และก็เป็นเวลานั้นเอง ชิงหนิวเจินเหรินส่งสารมาบอกว่า “สวี่หยาง เจ้าได้สำเร็จการเลื่อนพลังสู่ขอบเขตจินตานอย่างปลอดภัยแล้ว เจ้าจงพักผ่อนให้ดี ข้าจะไปที่อื่นก่อนสักพัก”
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโส ข้าซาบซึ้งใจยิ่งนัก!!”
ชิงหนิวเจินเหรินไม่ได้ตอบกลับ ลมปราณของชายชราค่อยๆ จางหายไป
“สวี่หยาง!”
เหอซีเสวี่ยปรากฏกายเข้ามาในค่ายอาคม สวี่หยางเงยหน้าขึ้นมอง เงาร่างอันงดงามของเหอซีเสวี่ยก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าแล้ว ชายกระโปรงปลิวไสว เกือบจะแตะถูกปลายจมูกของเขา
“ท่านเซียนเหอ ท่านเข้ามาได้อย่างไร”
สวี่หยางมองหญิงงามตรงหน้า นางดูราวกับผีเสื้อท่ามกลางสายลม ปราณแห่งเซียนลอยละล่อง ทำให้บรรยากาศร่มรื่นขึ้นมาทันที
“ขอแสดงความยินดีกับเจ้า สวี่หยาง ที่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตจินตานสำเร็จ ถึงแม้พรสวรรค์ของเจ้าจะธรรมดา แต่ระยะเวลาในการฝึกฝนเมื่อเทียบกับข้าและอาจารย์ของข้าแล้ว สั้นกว่ามาก!! ความสำเร็จในอนาคตเกรงว่าจะไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน”
ใบหน้าของเหอซีเสวี่ยดูซับซ้อนสับสนไม่น้อย
“ขอบคุณเซียนเหอสำหรับคำชม เพียงแต่ข้ายังไม่รู้ว่าคุณภาพของมวลพลังในร่างข้าเป็นอย่างไรกันแน่”
“ข้าจะช่วยเจ้าตรวจสอบให้”
เหอซีเสวี่ยยิ้มพลางยื่นมือมาลูบหน้าของสวี่หยาง
สวี่หยางฉวยโอกาสโอบกอดนางไว้ กระซิบว่า “ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ท่านเซียนเหอยังจำข้อตกลงของพวกเราได้หรือไม่??”
เหอซีเสวี่ยใจสั่นเล็กน้อย ใบหน้างามเจือด้วยความเก้อเขิน ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ แต่ยังแกล้งถามว่า “เจ้ากำลังพูดอะไรกัน”
ยังจะมาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้อยู่อีกหรือ
สวี่หยางอดขำในใจไม่ได้ จึงพูดตรงไปตรงมาว่า “ท่านเซียนเหอ เมื่อก่อนท่านเคยบอกไว้ว่า หากข้าบรรลุถึงขอบเขตจินตานได้เมื่อไหร่ ท่านจะให้ข้ารับประทาน…”
“ฮึ่ม ข้าบอกว่าเจ้าต้องเอาชนะข้าให้ได้ก่อน ตอนนี้เจ้าเป็นคู่ต่อสู้ของข้าได้แล้วหรือ”
สวี่หยาง “…”
เอาล่ะ ดูท่าจะดีใจเร็วไปหน่อย
“แหม ไม่คิดเลยว่าท่านเซียนเหอจะหาข้ออ้างแบบนี้ ช่างน่าผิดหวังจริงๆ”
“เจ้าเด็กนี่ เพิ่งจะเลื่อนขั้นเอง ก็คิดเรื่องไม่ดีในหัวแล้ว”
ถึงจะพูดแบบนั้น แต่เหอซีเสวี่ยก็ขึ้นคร่อมบนตัวสวี่หยาง ร่างกายค่อยๆ ขยับไปมา
สวี่หยางไม่คิดเลยว่าเหอซีเสวี่ยจะปากบอกไม่เอา แต่ร่างกายกลับเต็มใจขนาดนี้
“อืม คุณภาพพลังของเจ้าไม่เลว ถึงขั้นสูงแล้ว” เหอซีเสวี่ยตาเป็นประกาย
“จริงหรือ” สวี่หยางเองก็ไม่คิดว่าตัวเองจะมีพัฒนาการขนาดนี้
“ใช่แล้ว ไม่รู้จริงๆ ว่าเจ้าฝึกฝนมายังไง ข้าจำได้ว่าก่อนหน้านี้ พื้นฐานของเจ้าดูเหมือนจะธรรมดา”
สวี่หยางยิ้ม เหอซีเสวี่ยไหนเลยจะรู้ ก่อนที่เขาจะเลื่อนขอบเขตพลังในครั้งนี้ ระดับพลังของเขาได้บรรลุถึงรากฐานวิญญาณขั้นสวรรค์แล้ว!
หลังจากนั้น เมื่อรวมกับความเข้าใจในเคล็ดวิชากลั่นลมปราณแห่งฟ้าดินของตนเอง และคุณภาพที่แสนจะยอดเยี่ยมของยาอมฤต จึงทำให้พรสวรรค์ของเขาไปถึงจุดสูงสุด เป็นไปตามลำดับ คุณภาพของมวลพลังที่ได้ออกมาย่อมเป็นระดับชั้นหนึ่งอย่างแน่นอน
เมื่อเห็นเหอซีเสวี่ยโยกสะโพกเร็วขึ้นเรื่อย ๆ สวี่หยางไหนเลยจะทนไหว จึงคว้ากระโปรงนางออกทันที
“เจ้าเด็กน้อย คิดจะทำอะไรหรือ” เหอซีเสวี่ยแสร้งโกรธ “ไม่รู้หรือว่าภรรยาของเจ้ากำลังอยู่ข้างนอก ตอนนี้เจ้ากล้ามากแล้วนะ”
แม้เหอซีเสวี่ยจะทำท่าโกรธ แต่ก็ไม่ได้มีท่าทีจะขัดขวางสวี่หยาง
“ท่านเซียนเหอ รบกวนท่านช่วยโปรดสัตว์ผู้ด้อยโอกาสสักครั้งเถิด”
สวี่หยางรู้ว่าเหอซีเสวี่ยชอบการแสดงบทบาท ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เขาจึงตัดสินใจเล่นกับนางด้วยความเต็มใจ
“จะให้โปรดสัตว์อย่างนั้นหรือ…” เหอซีเสวี่ยถึงกับพูดไม่ออก “นี่มันอะไรกัน”
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่นางจะทันได้พูด สวี่หยางก็ลูบไล้ไปทั่วตัวนางแล้ว
“พอเถอะ ๆ ข้ากลัวเจ้าจริง ๆ” เหอซีเสวี่ยหมดหนทาง “เห็นแก่ที่เจ้าเพิ่งจะเลื่อนขั้น ข้าจะให้รางวัลเจ้าสักหน่อย”
พูดจบก็จูบเขา
ไม่มีใครรู้เลยว่า หลังจากที่สวี่หยางเพิ่งเลื่อนขอบเขตพลังได้สำเร็จ เขาก็ต้องมาออกศึกกับเหอซีเสวี่ยอีกครั้ง
จิตเทวะก็ผสานเข้าด้วยกันอย่างเป็นธรรมชาติ
…
หนึ่งชั่วยามต่อมา
เหอซีเสวี่ยเดินออกมาจากค่ายอาคมด้วยสีหน้าสูงส่ง
“ท่านเซียนเหอ สามีของพวกเราเป็นอย่างไรบ้าง”
ไม่คาดคิดเลยว่าด้านนอก หลินหวั่นชิงและคนอื่น ๆ รออยู่ก่อนแล้วเป็นเวลานาน
หลังจากที่เห็นเหอซีเสวี่ยเข้าไปตั้งหนึ่งชั่วยามเต็ม ๆ แล้วค่อยออกมา ทุกคนก็มีสีหน้าแปลก ๆ
ท้ายที่สุดพวกนางก็รู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างเหอซีเสวี่ยกับสวี่หยางแล้ว เพียงแต่เห็นแก่พลังปราณและฐานะของเหอซีเสวี่ย เลยไม่ได้พูดอะไรมากมายเท่านั้นเอง
“สวี่หยางวิเศษมาก มวลพลังบรรลุถึงขอบเขตจินตาน ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นขอบเขตจินตานขั้นสูง!!”
ได้ยินดังนั้น ภรรยาทั้งสี่ก็ถอนหายใจยาว ๆ
“ดีจริง ๆ” หลินอวี้หัวเราะด้วยความดีใจ
“อวี้เอ๋อร์ รอให้สามีของเจ้าออกจากการบำเพ็ญเพียรเมื่อไหร่ ก็ถึงเวลาที่จะเตรียมพิธีเทพบัญชาให้เจ้าแล้ว อาจารย์ของข้าได้ซ่อมแซมสิ่งที่จำเป็นต้องใช้เสร็จสิ้นแล้ว ตอนนี้เพียงแค่หาแม่น้ำไท่เหอสายนั้นให้เจอ ทำเรื่องอวยพรชาวบ้านในท้องถิ่นเท่านั้น เจ้าก็จะได้รับการแต่งตั้งเป็นเทพอย่างสมบูรณ์”
หลินอวี้หัวใจสั่นไหวเป็นระลอกเหมือนคลื่นในทะเล
“หลังจากนั้นข้าก็จะสามารถบำเพ็ญเพียรได้แล้วหรือ” หลินอวี้กล่าวด้วยความตื่นเต้น
“ใช่แล้ว แต่ว่า จะว่าไปแล้ว เทพและเซียนก็มีความแตกต่างกันอยู่บ้าง หลังจากที่เจ้าได้เป็นเทพแล้ว สิ่งที่เจ้าบำเพ็ญเพียรอาจจะไม่ค่อยเหมือนกัน รายละเอียดเฉพาะ ในตอนที่เจ้าได้รับการแต่งตั้งเป็นเทพ น่าจะมีข้อมูลการแต่งตั้งเทพเข้าสู่ความทรงจำของเจ้าเอง”
หลินอวี้พยักหน้า แสดงว่าเข้าใจแล้ว
“ท่านเซียนเหอ ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินท่านผู้อาวุโสชิงหนิวเจินเหรินพูดว่า หลังจากที่ท่านสามีของพวกเราเลื่อนขอบเขตพลังสำเร็จแล้ว จะช่วยเป็นพ่อสื่อให้กับเขา เรื่องนี้ไม่ทราบว่าเป็นอย่างไรกันแน่” หลินหวั่นชิงคิดทบทวนสักครู่ แล้วตัดสินใจถามเหอซีเสวี่ย
“พวกเจ้าวางใจได้ นั่นเป็นเพียงข้อเสนอแนะจากอาจารย์ของข้าเท่านั้น สวี่หยางน่าจะไม่ต้องการหรอก”
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว พูดถึงเรื่องนี้ ท่านสามีเคยพูดลับหลังว่า ชอบท่านเซียนที่สุดเลยล่ะ” หลินหวั่นชิงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
เหอซีเสวี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง นางตระหนักได้ว่าหลินหวั่นชิงและคนอื่น ๆ รู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างสวี่หยางกับนางแล้ว
‘เจ้าสวี่หยางนี่ ปากสว่างจริง ๆ ‘
…
สามวันผ่านไป
เช้าตรู่วันนี้ ค่ายอาคมก็สลายตัวไป
สวี่หยางยืนหันหลังกอดอก สวมเสื้อคลุมใหม่เอี่ยมเดินออกมา
“ท่านพี่ ท่านหลอมรวมพลังเสร็จแล้วหรือ” หลินหวั่นชิง หลินไห่ถัง และคนอื่น ๆ เดินเข้ามาล้อมรอบด้วยความดีอกดีใจ
“ฮ่าฮ่าฮ่า ข้าทำได้สำเร็จแล้ว ต่อไปนี้ข้าคือผู้ที่มีพลังอยู่ในขอบเขตจินตานแล้ว” สวี่หยางดูมีความสุขมาก โอบกอดหญิงงามทั้งซ้ายและขวาเอาไว้ในอ้อมแขน
เหอซีเสวี่ยยืนอยู่ไม่ไกล พยักหน้าพูดว่า “ข้าได้แจ้งให้คนอื่น ๆ ทราบแล้ว ให้พวกเขาออกไปก่อน พวกเราก็ใกล้จะไปแล้วเช่นกัน”
“ไม่มีใครรู้ใช่ไหมว่าคนที่ทำการเลื่อนขอบเขตพลังในครั้งนี้คือข้า” สวี่หยางถาม
“มีเพียงอาจารย์ของข้าเท่านั้นที่รู้ ส่วนผู้คุ้มกันคนอื่น ๆ ที่นี่ ต่างอยู่ห่างไกล และไม่รู้ว่าเป็นเจ้า” เหอซีเสวี่ยยิ้ม “เจ้าวางใจได้ เจ้าเคยบอกข้าล่วงหน้าแล้วว่า ไม่ต้องการให้ใครรู้เรื่องที่ตนเองเลื่อนขั้นพลังได้สำเร็จ ข้าจะเก็บความลับให้เป็นอย่างดี”
ที่จริงแล้วเหอซีเสวี่ยก็เข้าใจความกังวลของสวี่หยาง ช่วงเวลาต่อจากนี้ เขาจะไปยังโลกมนุษย์ ตอนนั้นอาจมีเพียงหลินอวี้เท่านั้นที่จะติดตามเขาไป ภรรยาคนอื่น ๆ ยังคงอยู่ที่นี่ หากเรื่องที่เขาบรรลุขอบเขตจินตานแพร่ออกไป จะต้องนำความยุ่งยากมาสู่ตนเองอย่างแน่นอน แต่ตอนนี้ เขายังคงเป็นแค่คนธรรมดา จึงไม่มีใครจับตามองเขา
“ไปกันเถอะ กลับไปคุยกันก่อน”
สวี่หยางเรียกเรือส่านหลิงเฟยออกมา คราวนี้ เหอซีเสวี่ยก็กระโดดขึ้นไปด้วย
“ฟิ้ว!!” เรือเหาะบินออกไป
หลังจากกลับมาถึงเมืองเซียนแล้ว เหอซีเสวี่ยกลับไปก่อน สวี่หยางพาภรรยากลับมาที่ถ้ำสุ่ยเหลียนต้งฝู่
พอมาถึง เสิ่นปิงผู้ดูแลเรือนก็มาต้อนรับ
“ท่านผู้อาวุโสสวี่ ท่านกลับมาแล้ว” เสิ่นปิงดีใจที่ได้เปิดค่ายอาคมให้ทุกคน
ก่อนที่สวี่หยางจะจากไป เขาบอกกับทุกคนว่าตนเองจะพาภรรยาออกไปเที่ยว ข้ออ้างนี้ไม่มีใครสงสัย
“จริงสิท่านผู้อาวุโสสวี่ หลังจากท่านจากไป ข้างนอกมีจดหมายมาส่ง แต่ท่านไม่อยู่บ้าน ข้าเลยเก็บไว้ให้ เอ้านี่ขอรับ” เสิ่นปิงยื่นจดหมายให้
“ขอบใจมาก” ชายหนุ่มรับจดหมาย หลังจากนั้นไม่นาน อู่จวนจวนและอวี๋หมิ่นหงจากพื้นที่ข้างเคียงต่างมาเยี่ยมเยียน สอบถามเรื่องการท่องเที่ยวว่าเป็นอย่างไรบ้าง
หลังจากพูดคุยกันพักหนึ่ง สวี่หยางก็ส่งพวกเขากลับไป ไม่มีใครรู้ว่าตอนนี้ สวี่หยางได้กลายเป็นผู้ทรงพลังแห่งขอบเขตจินตานแล้ว
…
จดหมายที่เสิ่นปิงมอบมาให้นั้น เป็นจดหมายจากอวี๋ลี่และเฉินซือซือ
อวี๋ลี่อยู่ที่สำนักหมัดไท่อี้มาตลอด เขาเป็นสายลับที่สวี่หยางฝากเอาไว้ที่นั่น ครั้งก่อนเขาก็ส่งจดหมายไปแจ้งอวี๋ลี่ให้สืบหาข่าวเกี่ยวกับเจ้าสาวผีที่อยู่แถวนั้น หลังจากนั้นอวี๋ลี่ก็สืบหาอย่างลับๆ
ในจดหมายกล่าวว่า เจ้าสาวผีก่อคดีใหญ่หลายครั้งที่นั่น สังหารผู้คนจำนวนมาก แต่ช่วงนี้ทั้งพวกมารและคนจากสำนักเกาซานต่างมาที่นี่ เพื่อจับตัวเจ้าสาวผี
อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้เจ้าสาวผีไม่ได้ปรากฏตัว ดูเหมือนจะหายตัวไปอย่างลึกลับอีกครั้ง
…
ส่วนในจดหมายของเฉินซือซือบอกว่า ก่อนหน้านี้ นางได้สังหารผู้คนจำนวนมากที่สำนักหมัดไท่อี้เพื่อดึงดูดความสนใจจากคนอื่นๆ แต่เมื่อเร็วๆ นี้ นางได้ค้นพบอย่างลับๆ ว่าผู้บำเพ็ญมนุษย์จากสำนักเกาซานและผู้บำเพ็ญมนุษย์จากสำนักหมัดไท่อี้ได้ร่วมมือกัน ตั้งใจจะจับตัวนางให้จงได้
สิ่งนี้ทำให้นางรู้สึกยุ่งยาก ดังนั้นนางจึงตัดสินใจชั่วคราวที่จะไปยังสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลี
เนื่องจากในช่วงแรกนางมีจุดพักพิงแห่งหนึ่งที่สำนักเจ็ดเซียนหลิวหลี
นางยังเขียนตำแหน่งของจุดพักพิงไว้ หวังว่าสวี่หยางจะมีเวลาส่งจดหมายหานาง
สุดท้ายนางยังได้ขอแสดงความยินดีกับสวี่หยางที่เลื่อนขอบเขตพลังสำเร็จ สำหรับนาง ขออภัยที่ไม่สามารถอยู่เคียงข้างเขาในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้
สวี่หยางเก็บจดหมาย รู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก ที่เฉินซือซือทำทุกอย่างในตอนนี้ก็เพื่อเขา
เขามองที่อยู่ของสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีแล้วใจหนึ่งก็คิดได้ ในเมื่อไปที่สำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีแล้ว ก็ให้หวงเสี่ยวเหมยช่วยดูแลนางหน่อยก็แล้วกัน
คิดเช่นนั้นแล้ว สวี่หยางก็รีบเขียนจดหมายถึงเฉินซือซือทันที ในจดหมายระบุว่า หลังจากไปถึงสำนักเจ็ดเซียนหลิวหลีแล้ว ให้ลองไปพักที่เกาะเทพที่สามสักพัก ที่นั่นมีสหายของข้า ซึ่งเป็นศิษย์สายตรงของเจ้าเกาะเทพที่สาม เมื่อถึงเวลานั้นแค่บอกชื่อของข้า ย่อมได้รับความช่วยเหลืออย่างแน่นอน
สุดท้ายอธิบายว่าตัวเขาเลื่อนขอบเขตพลังได้สำเร็จแล้ว หากเป็นไปได้ เขาก็อยากพบเฉินซือซือสักครั้ง
จดหมายถูกส่งออกไปในเย็นวันนั้นโดยเสิ่นปิง
หลังจากที่มองเงาร่างของเสิ่นปิงเดินออกไป หลินหวั่นชิงก็เงียบไม่พูดอะไร
“หวั่นชิง เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่” สวี่หยางหันหน้ากลับมา พบว่าสีหน้าของหลินหวั่นชิงค่อนข้างสับสน บอกไม่ถูกอธิบายไม่ได้