ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 329 การต่อสู้ครั้งใหญ่บนเกาะร้าง
บทที่ 329 การต่อสู้ครั้งใหญ่บนเกาะร้าง
เมื่อเห็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานทั้งสองคนตรงหน้าทำการจัดค่ายอาคมต่อสู้โดยไม่พูดอะไร สวี่หยางก็ถึงกับพูดไม่ออกเช่นกัน
ไม่พูดไม่จาสักคำ เจอหน้ากันก็จะต่อสู้เลยหรือ
หลังจากส่ายหน้าด้วยความเหนื่อยใจ สวี่หยางก็หันกลับมาพยักหน้าให้เฉินซือซือ
เฉินซือซือเข้าใจความหมาย แล้วพุ่งตรงไปยังซ่งฉางหมิงอย่างไม่รอช้า
“ซ่งฉางหมิง พวกเจ้าไล่ล่าข้ามาหลายวัน วันนี้พวกเจ้าต้องชดใช้”
ถึงจะเผชิญหน้ากับคำขู่ ซ่งฉางหมิงก็ดูจะไม่ได้หวาดกลัว “เฉินซือซือ เจ้าเป็นเหยื่อติดอยู่ในกับดักแล้ว เจ้าคิดหรือว่าข้าจะมาโดยไม่เตรียมตัว”
“พวกเราบุก!”
บรรดาลูกสมุนที่นำติดตัวมาด้วยในครั้งนี้พร้อมใจกันบุกเข้าโจมตีจากด้านหน้าและด้านหลังอย่างต่อเนื่อง
ในไม่ช้า สวี่หยางก็ถูกล้อมกรอบ
“ตั้งค่ายอาคม มหาอาคมแสนดารา”
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานทั้งหกถือกระดานค่ายอาคมอยู่ในมือ บนกระดานค่ายอาคมมีแสงสีแดงสว่างไสว
ส่วนยอดฝีมืออีกสองคนก็ถือธงโบกสะบัด ร่ายนิ้วมือซ้ายทีขวาที ท่องคาถาเบาๆ
“ยิงธนู!”
ทันใดนั้น จากธงอาคมในมือของพวกเขา มีลูกศรนับไม่ถ้วนเจาะทะลุปราณอากาศพุ่งใส่สวี่หยาง
หากสวี่หยางคิดจะหลบก็เป็นไปไม่ได้เลย
เพราะบรรดาผู้ที่อยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานซึ่งมีกระดานค่ายอาคมอยู่ในมือทั้งหกคนนั้น ได้ทำให้สถานที่นี้ถูกปิดกั้นไว้เรียบร้อยแล้ว
“ก่อนอื่นต้องฆ่าเจ้าเสียก่อน”
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ร่างสูงใหญ่ขอบเขตเจี่ยตานระเบิดเสียงหัวเราะอย่างเหี้ยมเกรียม
สวี่หยางสัมผัสถึงความร้ายกาจของค่ายอาคมมหาอาคมแสนดาราในขณะนี้แล้วก็ต้องพยักหน้าเล็กน้อย
นี่คือค่ายอาคมระดับสาม!!
น่าเสียดาย หากพวกเขาได้ร่วมมือกับซ่งฉางหมิงอีกแรงหนึ่ง ผลลัพธ์ที่ได้คงมีความยิ่งใหญ่กว่านี้
แต่หากนำออกมาใช้เพียงลำพัง ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องถูกผู้ที่อยู่ในขอบเขตจินตานทำลายลงได้โดยง่าย
แผนการของคนเหล่านี้คือการกำจัดสวี่หยางผู้กีดขวางออกไปเสียก่อน
จากนั้นก็จะใช้ความได้เปรียบของค่ายอาคมนี้ กักขังเฉินซือซือเอาไว้
เมื่อเฉินซือซือถูกกักขังเอาไว้ ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้นแล้ว!
น่าเสียดายที่พวกเขานึกไม่ถึงว่าสวี่หยางแท้จริงคือผู้ที่อยู่ในขอบเขตจินตาน
สวี่หยางไม่ได้หลบหลีกธนูเหล่านี้เลย
แม้ว่าธนูเหล่านี้แต่ละดอกจะมีน้ำหนักมหาศาล
อย่าว่าแต่เป็นผู้ที่อยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานธรรมดา
ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญในขอบเขตเจี่ยตาน หากเผชิญหน้ากับการจู่โจมเช่นนี้ ก็ยังอาจถูกยิงจนตัวพรุนเป็นรังผึ้งได้เช่นกัน
สำหรับการโจมตีผู้ที่อยู่ในขอบเขตจินตาน แม้พวกเขาจะไม่ตายใต้คมธนูเหล่านี้ แต่ก็สร้างความยุ่งยากมากแล้ว เนื่องจากลูกธนูเหล่านี้มีอิทธิฤทธิ์สามารถดูดพลังของผู้ที่อยู่ในขอบเขตจินตานให้เสื่อมถอยลงได้ตลอดเวลา
หากค่ายอาคมนี้มีผู้บำเพ็ญที่อยู่ในขอบเขตจินตานคอยควบคุมอยู่อีกคน พลังทำลายล้างก็จะมหาศาลจริงๆ
แต่สวี่หยางมีสมบัติวิเศษสำหรับการป้องกันตัว
สวี่หยางใช้โล่เต่าดำ ต่อจากนั้นก็ตบยันต์ป้องกัน กระบี่สายฝนมรกตในมือพุ่งออกไปราวกับจรวด
‘วูบ’ เสียงหนึ่งพุ่งทะยานออกไป
“หืม…”
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ที่สุด ได้ค้นพบอย่างตกใจว่ากระบี่เล่มนี้แท้จริงแล้วแทงทะลุการป้องกันตรงหน้าของเขาได้อย่างง่ายดาย จากนั้นก็แทงทะลวงเข้ามาในทรวงอกของเขาโดยไม่รู้ตัว
หลังจากระเบิดเสียงกรีดร้องอันแสนน่ากลัว ลำไส้ของเขาก็ไหลทะลักออกมาจากหน้าท้องพร้อมกับเลือดสีแดงสด
“เกิดอะไรขึ้น”
ผู้บำเพ็ญมนุษย์คนอื่นๆ เห็นดังนั้นก็เปลี่ยนสีหน้าไปอย่างมาก
“นี่มันอาวุธวิเศษอะไรกัน”
มีคนหนึ่งที่เป็นสตรีร้องขึ้นด้วยความตกใจ
“ไม่ใช่อาวุธวิเศษทั่วไปแน่นอน เห็นได้ชัดว่าอยู่เหนือกว่าระดับสาม” ใครบางคนให้คำตอบ
สองยอดฝีมือขอบเขตเจี่ยตานย่อมมีประสบการณ์มากมาย ล้วนแล้วแต่รู้สึกกระวนกระวายใจ รู้สึกว่ามันไม่ชอบมาพากลมากขึ้นทุกขณะ
“ดูเหมือนจะเป็น…อาวุธวิเศษระดับสี่”
“ปุๆๆ…”
โลหิตสาดกระจาย ปรากฏผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานสองคนถูกกระบี่กรีดท้องเป็นแผลฉกรรจ์
ในพริบตา ผู้บำเพ็ญมนุษย์ทั้งสองคนนั้นเบิกตาโต ก่อนที่ร่างกายจะล้มฟุบลงไป
สวี่หยางฆ่าฟันต่อไปราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
“เป็นไปได้อย่างไร”
ซ่งฉางหมิงที่กำลังต่อสู้กับเฉินซือซือ สังเกตเห็นสถานการณ์ตรงนี้จึงมองมาด้วยความไม่อยากเชื่อ
“ผู้อาวุโสซ่ง ชายผู้นี้ถืออาวุธวิเศษระดับสี่” ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตันพูดด้วยความตกตะลึง
ซ่งฉางหมิงหันขวับพลางขมวดคิ้ว “เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด แค่ขอบเขตสร้างรากฐานจะมีปัญญาควบคุมอาวุธวิเศษระดับสี่ได้อย่างไร”
“เขาอาจไม่ใช่ผู้ที่อยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานก็เป็นได้ พลังปราณไม่ได้ต่ำต้อยเลย”
“ฮ่าฮ่า ทำไมไม่โจมตีกันแล้วล่ะ รีบเข้ามาสิ”
ดวงตาของสวี่หยางทอประกายเจิดจ้าขึ้น
คนกลุ่มนี้กล้ารังแกเฉินซือซือ ภรรยาของเขา ต้องให้พวกมันได้ชดใช้สักหน่อย
เขาเหลือบไปเห็นผู้ที่อยู่ในขอบเขตเจี่ยตันร่างเตี้ยคิดจะถอยหนี ทันใดนั้น ร่างของชายหนุ่มก็แปรเปลี่ยนเป็นกลุ่มควันสีดำแล้วปรากฏตัวตรงหน้าผู้บำเพ็ญมนุษย์ร่างเตี้ยผู้นั้นในพริบตา
“เจ้า ผู้บำเพ็ญมาร…”
ความหวาดกลัวปรากฏในดวงตาของชายร่างเตี้ย แต่เขากลับอยู่ในค่ายอาคม ไม่สามารถถอนตัวหลบหนีออกไปได้ทันท่วงที
เขาทำได้เพียงเฝ้าดูสวี่หยางเดินเข้ามาหาตนเอง
ในหมอกดำ กระบี่สายฝนมรกตทิ่มแทงท้องของเขาอย่างง่ายดาย หลังจากที่ชายหนุ่มออกแรงเหวี่ยงแล้ว ผู้บำเพ็ญมนุษย์ร่างเตี้ยก็ไม่รู้สึกอะไรอีกต่อไป
“แย่แล้ว!”
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานที่เหลืออยู่เพียงคนเดียว รวมถึงบรรดาผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานอีกสามคนต่างก็หน้าซีดราวกับผีเข้าสิง หัวใจเต้นระทึก
บัดนี้ค่ายอาคมของพวกเขาถูกทำลาย ยิ่งยากที่จะรับมือกับสวี่หยาง
ขณะที่สวี่หยางก็ไม่ให้โอกาสพวกเขาได้คิด พลางฉวยโอกาสตอนที่ซ่งฉางหมิงไม่ทันระวังตัว ควบคุมกระบี่สายฝนมรกตด้วยความเร็วราวสายฟ้า พลังอันน่าสะพรึงกลัวระเบิดออกมากลายเป็นกระบี่บินสี่เล่มพุ่งโจมตีคนทั้งสี่ที่เหลืออยู่โดยรอบ
“อ๊าก…”
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานทั้งสาม ถึงแม้จะใช้เครื่องรางป้องกันที่ดีที่สุดแล้ว
แต่เมื่อเผชิญหน้ากับสวี่หยางผู้มีพลังปราณอยู่ในขอบเขตจินตาน รวมถึงอาวุธวิเศษระดับสี่ในมือของสวี่หยาง พวกเขาก็ไม่สามารถต้านทานได้แม้แต่น้อย
“พวกเราสู้ตาย!”
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวรู้ว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ตนก็ต้องตายแน่
หลังจากคำรามอย่างโกรธเกรี้ยว เขากลับหยิบยันต์ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาใบหนึ่งแล้วปาใส่สวี่หยาง
“เอ๊ะ ยันต์ศักดิ์สิทธิ์”
สวี่หยางจำได้ในทันที
ขณะที่ซ่งฉางหมิงและผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานต่างก็มองออกเช่นกันว่าพลังปราณที่แท้จริงของสวี่หยางคือขอบเขตจินตาน
ก็เพราะเหตุนี้ ข้าผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานจึงได้ใช้ยันต์ศักดิ์สิทธิ์โจมตีออกไปเช่นนี้
สวี่หยางยิ้มน้อยๆ ยันต์ศักดิ์สิทธิ์นั้นร้ายกาจนัก แต่ด้วยอาวุธวิเศษสำหรับการป้องกันระดับสามของเขา ก็สามารถต้านทานได้อย่างง่ายดาย
กระนั้นก็ดี เพื่อความปลอดภัย เขาจึงสวมเสื้อคลุมวิเศษป้องกันอีกด้วย
พลังธาตุทั้งห้าแผ่ซ่านรอบตัวเขา
“ตู้ม!!”
ยันต์ศักดิ์สิทธิ์ระเบิดต่อหน้าเขา พลังรอบตัวสวี่หยางสั่นสะเทือน ปราณในตัวแผ่ขยายออกไปรอบบริเวณ
แต่สวี่หยางกลับยืนนิ่งเฉยราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
เขาพุ่งทะลุเข้าไปราวกับที่ว่างเปล่า มุ่งหน้าสังหารศัตรูอย่างไม่ลดละ
“เป็นไปได้อย่างไร”
ข้าผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานสิ้นหวังแล้ว
“ฟึ่บ”
กระบี่สายฝนมรกตกลายเป็นแสงสีเขียวดวงหนึ่ง
ศีรษะของผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานหลุดออกจากบ่า กลิ้งลงบนพื้น
“อ๊าก!!!”
ซ่งฉางหมิงคำรามไม่หยุด พุ่งเข้าใส่เฉินซือซือด้วยความเกรี้ยวกราด
แต่อย่างไรก็ตาม เฉินซือซือมีพลังไม่ต่ำต้อย ต่อสู้หลายกระบวนท่าแล้วก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะพ่ายแพ้
และที่สำคัญก็คือบัดนี้สวี่หยางไม่มีศัตรูให้จัดการ จึงตรงเข้ามาช่วยเหลืออีกแรงหนึ่ง
“ไม่ดี หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เราผู้เฒ่าอาจต้องตายเพราะฝีมือผู้บำเพ็ญมารทั้งสองนี้”
ชายชราถอยกรูดอย่างบ้าคลั่ง เท้าก้าวลงบนหาดทรายที่อยู่ทางด้านหลัง
ในทันใดนั้น บังเกิดแรงกระแทกอันน่าสะพรึงกลัว หาดทรายถูกถล่มเป็นหลุมขนาดใหญ่ ทรายนับไม่ถ้วนสาดกระจาย กระแทกต้นไม้และก้อนหินโดยรอบเป็นรูพรุน
“จะหนีไปไหน”
สวี่หยางเย้ยหยัน พลางกระหน่ำโจมตีด้วยวิชาดัชนีฝังเข็มออกมาติดๆกัน
การโจมตีด้วยวิชาดัชนีฝังเข็มเช่นนี้ โดยผิวเผินแล้วอาจดูเหมือนเป็นการโจมตีที่ไม่มีรูปแบบ แต่กลับแฝงด้วยพลังมหาศาล
ความรวดเร็วชวนให้ตกใจ
“ตู้ม! ตู้ม!”
แหวนบนนิ้วของชายชราก็ได้แสดงอิทธิฤทธิ์ป้องกันการโจมตีอย่างเต็มที่
ในชั่วพริบตา ชายชราจำเป็นต้องถอยหนีต่อไปไม่หยุด
“เฒ่าคนนี้ คงคิดจะหนีไปสินะ”
เฉินซือซือเย้ยหยันออกมา กระบี่วิเศษสีดำพุ่งออกไปในบัดดล ขวางทางถอยของซ่งฉางหมิง
“พวกเจ้าอยากจะขวางข้าหรือ ไม่เป็นไร แต่ข้าจะพาพวกเจ้าคนใดคนหนึ่งให้มาตายด้วยกัน”
“ไปตายซะ”
สวี่หยางด่าออกไปโดยทันที
ยันต์ศักดิ์สิทธิ์ในมือฟาดไปทางซ่งฉางหมิง
“ยันต์ศักดิ์สิทธิ์”
ซ่งฉางหมิงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเหยีดหยามพร้อมกับกางร่มศักดิ์สิทธิ์ในมือขึ้นมาบังหน้า
“ตู้ม ตู้ม…”
แม้ว่าอาวุธวิเศษในมือซ่งฉางหมิงจะมีพลังวิญญาณลดลงไปมาก แต่ก็ยังสามารถต้านทานเอาไว้ได้
“อ่อนหัด!!”
ซ่งฉางหมิงหัวเราะเยาะเย้ย
แต่ในชั่วพริบตาต่อมา ใบหน้าของเขาก็มีความเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
เพราะเขาพบว่าสวี่หยางโยนยันต์ศักดิ์สิทธิ์ออกมาอีกแผ่น
“ยังมีอีกหรือ” ซ่งฉางหมิงแอบด่าในใจ
มิอาจปฏิเสธได้ว่าระดับความมั่งมีของสวี่หยางสูงเกินกว่าที่เขาคาดคิดไปบ้าง
ไม่เพียงแต่สวี่หยางจะมีชุดเครื่องแต่งกายหรูหราเท่านั้น แม้แต่ยันต์ศักดิ์สิทธิ์ก็ยังมีเหลือเฟืออีกด้วย
แต่สุดท้ายก็ยังไร้ประโยชน์อยู่ดี
ซ่งฉางหมิงคำราม
“ไม่ทราบว่าเจ้าจะคำรามอันใดนักหนา”
สวีหยางหัวเราะเยาะ
เขาและเฉินซือซือมิได้เข้าใกล้ซ่งฉางหมิง
ถึงแม้ว่าทั้งสองจะอาศัยข้อได้เปรียบ บุกเข้าไปโจมตีพร้อมกัน ก็สามารถเอาชนะซ่งฉางหมิงได้อย่างแน่นอน
แต่ดั่งคำที่ซ่งฉางหมิงได้กล่าว หากผลักไสให้เขาจนมุมมากเกินไป เขาอาจกระทำการอันใดก็ได้
หากกลายเป็นฝ่ายตนเองต้องได้รับบาดเจ็บขึ้นมา ย่อมไม่คุ้มค่า
ดังนั้น สวี่หยางจึงได้มีการสื่อจิตกับเฉินซือซือว่าจะใช้การโจมตีจากระยะไกล โดยใช้เพียงยันต์ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น
แม้จะมิอาจสังหารเขาได้อย่างรวดเร็ว แต่ความอดทนก็อาจจะสังหารซ่งฉางหมิงได้ในท้ายที่สุดอยู่ดี
ร่มวิเศษของซ่งฉางหมิงนั้น มีพลังอันแข็งแกร่ง ย่อมบรรลุขั้นกลางของอาวุธวิเศษระดับที่สาม
อาศัยพลังของซ่งฉางหมิง จึงสามารถต้านทานยันต์ศักดิ์สิทธิ์ได้ไม่มีปัญหา
แต่ครานี้ยันต์ศักดิ์สิทธิ์อีกแผ่นได้ซัดเข้ามาอย่างต่อเนื่องทำให้ซ่งฉางหมิงพลาดท่า
เฉินซือซือยังควบคุมกระบี่ดำพุ่งเข้ามารุมเร้าเข้าด้วยกัน ร่มวิเศษในมือซ่งฉางหมิงส่งเสียงแตกหักขึ้นมาทันที!!
“ตายซะเถอะ!!”
สวี่หยางไม่ให้โอกาสใดๆ แก่ชายชราอีก ควงกระบี่สายฝนมรกตในมือโจมตีร่วมกับเฉินซือซือที่ถือกระบี่ดำ ฟาดฟันด้วยความรวดเร็วดั่งสายฟ้าฝาด
“อ๊าก!”
ซ่งฉางหมิงคำราม พยายามตั้งรับการโจมตีอย่างสุดความสามารถ
พลังยุทธ์ในร่างกายของเขาแผ่กระจายอย่างบ้าคลั่ง
แต่ก็ยังต้านทานกระบี่สายฝนมรกตของสวี่หยางไม่ไหว
ร่างกายของซ่งฉางหมิงถูกกระบี่ฟันขาดเป็นชิ้นๆ ก่อนที่จะกระเด็นออกไป
ปราศจากลมปราณ!!
“น่าเสียดาย พลังโจมตีของพวกเราแข็งแกร่งเกินไป ถุงเก็บของของเขาเสียหายหมดแล้ว”
สวี่หยางมองไปที่ถุงเก็บของของซ่งฉางหมิงที่แตกสลายไม่เหลือชิ้นดี
ถุงเก็บของแตกสลายหมายความว่าของด้านในก็เสียหายหมดแล้วเช่นกัน
“น่าจะเป็นตอนที่เขากำลังจะตาย เพื่อไม่ให้พวกเราได้ของในนั้นไป จึงจงใจทำลายถุงเก็บของ”
เฉินซือซือสันนิษฐาน
“เฮ้อ เดิมทีก็อยากจะไว้ชีวิตเพื่อนำตัวมาสอบสวนอยู่หรอกนะ แต่เป็นเช่นนี้ก็ดีแล้ว ตายกันไปทั้งหมดนี่แหละประเสริฐที่สุด”
สวี่หยางเกาหัว แล้วปล่อยเสี่ยวเฉียงออกมา สั่งให้มันเก็บถุงเก็บของของคนอื่นๆ กลับมาโดยเร็ว
“พรึ่บ!”
เฉินซือซือปล่อยลูกไฟออกมาเป็นกองๆ เผาร่างของพวกเขาจนไม่เหลืออะไร
“พวกเราไปกันเถอะ!!”
ไม่นานนัก ชายหนุ่มก็เรียกเรือเหาะใบไม้ออกมา สวี่หยางจับมือเฉินซือซือแล้วพาออกไปจากที่นี่
“ยากจนกันจริงๆ”
หลังจากตรวจสอบถุงเก็บของของผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานเหล่านั้นแล้ว เฉินซือซือก็พึมพำพร้อมกับส่ายหน้า
สวี่หยางหัวเราะพลางพูดว่า “เป็นเพียงผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานสองสามคน จะร่ำรวยได้อย่างไร”
หลังจากส่ายหน้า สวี่หยางก็ได้ทำการตรวจสอบถุงเก็บของของผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตเจี่ยตานทั้งสองคนนั้นบ้าง
สองคนนี้น่าจะเป็นคนสนิทของซ่งฉางหมิง จึงมีของมีค่าอยู่ไม่ใช่น้อย
แค่หินวิญญาณก็มีถึง 120,000 ก้อนแล้ว
ยังมีเครื่องรางป้องกันบางอย่าง และแผ่นยันต์โจมตี ส่วนใหญ่เป็นอาวุธโจมตีระดับสอง!
แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้นับว่ามีค่าอะไรสำหรับสวี่หยางเลย
“สิ่งที่มีค่าที่สุดก็คงเป็นธงควบคุมค่ายอาคมนี้แล้ว”
เฉินซือซือเล่นธงค่ายในมือพลางพูด
นี่คือองค์ประกอบสำหรับการสร้างค่ายอาคม มหาอาคมแสนดารา
ค่ายอาคมนี้ ประกอบด้วยธงค่ายอาคมแปดอัน กระดานค่ายอาคมหกอัน
ถือเป็นค่ายอาคมระดับสาม
สามารถเป็นได้ทั้งค่ายอาคมสังหารและค่ายอาคมกักขัง ซึ่งหายากยิ่ง
ก่อนหน้านี้ สวี่หยางเคยได้ยินหยางโต้วโตวเล่าว่า ค่ายอาคมสังหาร ค่ายอาคมป้องกัน ไม่ได้หายากเท่าไร
ทว่าค่ายอาคมกักขังหายากยิ่ง
ค่ายอาคมกักขังนั้นใช้กักขังผู้คนไว้ภายใน หากใช้ให้ดีก็อาจกักขังผู้ที่มีพลังปราณแข็งแกร่งกว่าตนเองได้เช่นกัน
ซ่งฉางหมิงหวังใช้ค่ายอาคมกักขังนี้ กักขังเฉินซือซือ แต่หาคิดไม่ว่าจะได้พบกับสวี่หยาง
สวี่หยางพยักหน้า ค่ายอาคมกักขังนี้ใช้ได้จริง
เขาเอ่ยว่า “หากพวกเราศึกษาวิธีใช้ ก็สามารถใช้ได้เอง”
“เก็บไว้เถอะ กลับไปค่อยๆ ศึกษา ถ้าใช้ไม่ได้ ก็ยังขายได้ อย่างน้อยก็ได้หินวิญญาณแปดหมื่นเจ็ดหมื่นก้อน”
สวี่หยางพยักหน้าเร่งความเร็วเรือวิญญาณอย่างไม่รอช้า
…
หลายวันผ่านไป
ยามราตรี ใกล้ถึงเมืองซานชิงซานเข้าไปทุกทีแล้ว
สวี่หยางที่กำลังกอดเฉินซือซือไว้พลันเอ่ยถามว่า “กลับบ้านครานี้ ไม่ทราบว่าเจ้าปรารถนาจะทำสิ่งใดมากที่สุด”
เฉินซือซือตกใจ “สิ่งที่อยากทำมากที่สุดคืออะไรอย่างนั้นหรือ…เอ่อ…”
นางคิดครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “ข้าอยากนอน”
“ประเสริฐ งั้นข้าจะทำให้เจ้าสมปรารถนาบัดนี้เลย”
หลายวันมานี้ สวี่หยางยุ่งกับการเดินทาง เลยยังไม่ได้หยอกเย้าเฉินซือซือ
ในขณะนี้ใกล้ถึงบ้านแล้ว สุดท้าย สวี่หยางก็อดใจไม่ไหวอีกต่อไป