ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 331 คิดว่าข้าคือวัวแก่หรือไง?
บทที่ 331 คิดว่าข้าคือวัวแก่หรือไง?
หลังจากที่ได้รู้ว่าสวี่หยางกลับมาแล้ว ในเช้าวันถัดมา เมื่อสวี่หยางเพิ่งตื่นขึ้นมาก็ได้รับข้อความจากเหอซีเสวี่ย
“เจ้าจำสตรีที่ชื่อว่ากู่ลี่นาลาได้หรือไม่ บัดนี้ นางกลับมาในเมืองและพักอยู่ที่จวนของพี่ชายของนาง กู่หยวน รอเพียงเจ้าไปเยี่ยมเยือนเพื่อไปเที่ยวชมธรรมชาติด้วยกัน!”
แต่ที่จริงแล้ว การไปเที่ยวชมธรรมชาติก็คือการนัดดูตัว
สวี่หยางรู้สึกหมดหวัง เพราะเขามีภรรยาอยู่หลายคนแล้ว แต่กลับต้องไปนัดดูตัวอีก
สวี่หยางจึงตอบกลับว่า “เมื่อวานข้าเพิ่งกลับมา วันนี้ขอพักผ่อนฟื้นฟูสภาพจิตใจก่อน”
เหอซีเสวี่ยตอบตกลง
เมื่อออกจากห้องนอน สวี่หยางพบว่าหลินอวี้และเสิ่นม่านอวิ๋น กำลังยุ่งกับการเตรียมอาหารเช้า
ส่วนหลินไห่ถังและหลินหวั่นชิงกำลังฝึกซ้อมในรอบเช้า เพราะทั้งสองคนให้ความสำคัญกับการฝึกฝนตนเองมากกว่างานบ้าน
สวี่หยางพบว่าเฉินซือซือยังไม่ตื่น
เพราะเฉินซือซือเพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่ สวี่หยางจึงไปหานาง
เมื่อเข้าห้อง ก็พบว่าเฉินซือซือกำลังประทินโฉมอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง โดยใช้กระดาษสีแดงเข้มแตะเบาๆ ที่ริมฝีปาก นี่เป็นลิปสติกในสมัยโบราณนั่นเอง
เฉินซือซือเห็นสวี่หยางเข้ามา จึงพูดว่า “เมื่อคืนท่านนอนที่ไหน?”
“ข้านอนคนเดียวในถ้ำ”
“แปลกจังที่ท่านไม่ต้องการให้ข้าไปนอนด้วย”
“ก่อนหน้านี้ เราสนิทสนมกันบนเรือเหาะเพียงพอแล้ว ข้าไม่มีแรงจริงๆ คิดว่าข้าเป็นวัวแก่หรือไง?”
สวี่หยางส่ายหน้าพลางถอนใจ
“ไม่น่าแปลกใจที่หลินอวี้ให้ท่านรับประทานหางเสือโคร่ง” เฉินซือซือพูดหยอก
“หางเสือโคร่งนั้นดีจริงๆ ผลดีกว่าหูฉลามเขี้ยวดาบเยอะ”
“จริงหรือ?”
“ถ้าไม่เชื่อก็ลองดู”
สวี่หยางกอดเฉินซือซือจากด้านหลัง จิตใจเริ่มหวั่นไหว
“เช้าอย่างนี้…”
เฉินซือซือตกใจ รีบลุกขึ้นและวิ่งหนีออกไป
“นี่…”
สวี่หยางรู้สึกหมดคำพูด วิ่งหนีไปเร็วจริงๆ
เมื่อชายหนุ่มเดินออกมาจากห้อง ก็พบเข้ากับหยางโต้วโตวกำลังหาวและออกมาจากห้องของตนเองเช่นกัน
นางมองสวี่หยางและทักทายว่า “อรุณสวัสดิ์ นายท่าน”
“โต้วโตว วันนี้เจ้าต้องออกไปไกลอีกหรือ” พูดจบ สวี่หยางถามด้วยความสงสัยว่า “ทำไมเรียกข้าว่านายท่าน?”
“ข้าเช่าที่ของท่านอยู่อาศัย เรียกท่านว่านายท่านก็คงไม่ผิดนี่”
สวี่หยางพูดอย่างหมดหวังว่า “เจ้าไปเรียนคำพูดพวกนี้จากไหนอีกแล้ว?”
เขารู้ว่าหยางโต้วโตวชอบอ่านเรื่องเล่าต่างๆ ยามว่าง
“ท่านรู้ได้อย่างไร?” หยางโต้วโตวตกใจ
“เดาเอา เจ้าชอบอ่านเรื่องพวกนั้น แต่เจ้ายังเด็ก ควรหลีกเลี่ยงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ไม่อย่างนั้นจะเสียคนเอาได้”
สวี่หยางเตือน
“ไม่ต้องให้ท่านมายุ่งหรอก”
หยางโต้วโตวหันหน้ามองด้านข้างและพูดว่า “ข้าก็โตแล้ว”
มองดูสาวน้อยหน้าตาน่ารัก สวี่หยางส่ายหัว “อืม โตแล้วจริงๆ”
เมื่อเห็นสายตาของสวี่หยาง หยางโต้วโตวก็รีบก้มมองตัวเอง แต่ไม่เห็นนิ้วเท้าของนาง
นายท่านคนนี้ช่างใจร้าย มีภรรยามากมายยังคงมากวนนางได้อีก
หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ หยางโต้วโตวก็ออกไปทำงานอีกครั้ง
นางเป็นผู้เชี่ยวชาญการตั้งค่ายอาคม มักออกไปทำงานข้างนอกเป็นประจำ
สวี่หยางเล่าเรื่องที่เหอซีเสวี่ยบอกกับเขาในตอนเช้า
ครอบครัวทั้งหมดมารวมกันที่โต๊ะอาหาร ทานอาหารเช้าด้วยกัน
เฉินซือซือประหลาดใจ “เซียนเหอดีกับท่านขนาดนี้ ยังแนะนำสตรีคนใหม่มาให้ท่านอีก”
“เป็นเพราะชิงหนิวเจินเหรินต้องการให้ข้านัดดูตัว” สวี่หยางตอบอย่างหมดหวัง
“พวกเขารู้ว่าท่านเป็นผู้บรรลุขอบเขตจินตานแล้ว ย่อมต้องการดึงท่านเข้ามาใกล้ชิดเป็นธรรมดา” หลินหวั่นชิงพูด
“พูดแล้วก็ใช่ ชิงหนิวเจินเหรินเป็นคนดี วันนั้นท่านทำการหลอมรวมพลังเพื่อเลื่อนสู่ขอบเขตจินตาน เขาใช้กำลังคนและทรัพยากรมากมาย ยังมาคุ้มครองท่านด้วยตนเองอีก” หลินไห่ถังพูดพลางทานแตงกวาดองทีละนิด
สวี่หยางพยักหน้า เขารู้ดีว่าชิงหนิวเจินเหรินต้องการดึงตัวเขาเข้ามาเป็นพวก
เขาไม่ถือสา เพราะในโลกนี้ ไม่มีใครทำดีกับผู้อื่นโดยไม่มีเหตุผล
เมื่อมีคนอยากได้ตัวไปเป็นพวก ก็แสดงว่าเขามีคุณค่า
เฉินซือซือรู้สึกไม่สบายใจ “ข้าเพิ่งมา ท่านก็ต้องไปนัดดูตัวแล้วเนี่ยนะ?”
ความจริง เมื่อมาแล้ว สวี่หยางสัญญากับนางว่าจะจัดงานแต่งให้นาง
เพราะทุกครั้งที่เขามีภรรยาใหม่ เขาจะจัดงานแต่งงานให้ภรรยาแต่ละคน
หลินอวี้จัดงานที่ถนนหยางหลิว
เสิ่นม่านอวิ๋นก็จัดที่ถนนหยางหลิวเช่นกัน
หลินหวั่นชิงและหลินไห่ถังจัดที่บ้านตระกูลหลิน
สวี่หยางย่อมไม่ละเลย ไม่จัดงานให้นาง
เมื่อเห็นเฉินซือซือไม่สบายใจ หลินหวั่นชิงจึงต้องรีบอธิบายแทนสวี่หยางว่า “ซือซือ สหายเต๋าสวี่บอกแล้ว การนัดดูตัวเป็นแค่การแสดงละครเท่านั้น เจ้าจงอย่าคิดมาก”
“ใช่ ที่สำคัญคือการรักษาหน้าของชิงหนิวเจินเหริน” หลินไห่ถังพูดเสริม
สวี่หยางพยักหน้า “ถูกต้อง ถึงอย่างไรเราก็ควรต้องไว้หน้าชิงหนิวเจินเหริน ข้าแค่ไปพบแล้วบอกนางว่า เจ้าเป็นคนดี แต่เราไม่เหมาะสมกัน เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว”
คำพูดของสวี่หยางทำให้ภรรยาทั้งหลายของเขาหัวเราะ
“ไม่คิดเลยว่าท่านจะรู้จักคำว่าพอด้วย” หลินหวั่นชิงหัวเราะ
หลินอวี้เสนอ “เมื่อท่านพี่กลับมา เราจัดพิธีแต่งงานให้ซือซือดีไหม?”
“ดีแน่” หลินหวั่นชิงตอบ
“ข้าเตรียมของขวัญแต่งงานมานานแล้ว” เสิ่นม่านอวิ๋นพูดกับเฉินซือซือ
เฉินซือซือประหลาดใจจริงๆ
นางรู้สึกถึงความจริงใจจากท่าทีของครอบครัวนี้
หลินหวั่นชิงจับมือเฉินซือซือและพยักหน้า “ข้าก็เตรียมของขวัญไว้แล้วเช่นเดียวกัน”
“ขอบคุณพวกท่านมากแล้ว…”
เมื่อเห็นว่าทุกคนร่วมแรงร่วมใจเช่นนี้ สวี่หยางรู้สึกพอใจอย่างยิ่ง
“ดีมาก รอให้ข้ากลับมาแล้วจัดพิธีแต่งงานกัน”
หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ สวี่หยางไม่ให้หลินอวี้เก็บจานชาม แต่ดึงนางมาที่มุมหนึ่ง
“ท่านพี่ ท่านมีอะไรจะบอกข้าหรือ?”
หลินอวี้พูดพร้อมกับกอดเสี่ยวไป๋ที่อยู่ในอ้อมแขน
“เรากำลังจะไปโลกมนุษย์แล้ว วิชาของข้าในโลกมนุษย์ไม่ควรใช้บ่อยนัก เพราะถ้าพวกเทพรู้เข้า เจ้าอาจจะเดือดร้อนได้”
สวี่หยางอธิบาย
หลินอวี้เข้าใจกฎเกณฑ์นี้ดี พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ข้าเข้าใจ ดังนั้น ข้าคิดว่าเวลานั้นเราควรพาเสี่ยวไป๋และเสี่ยวเฉียงไปด้วย เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา”
“อืม นั่นก็เรื่องหนึ่ง แต่อีกเรื่องหนึ่ง เจ้ายังต้องการการยอมรับจากมนุษย์เพื่อให้ได้รับพลังศรัทธา เจ้าจึงต้องมีวิธีการบางอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งพลังเหล่านั้น”
“บัดนี้พลังข้าถึงขอบเขตสร้างรากฐานแล้ว พลังนี้ถือว่าแข็งแกร่งที่สุดในหมู่มนุษย์ทั่วไปแล้วใช่ไหม?”
หลินอวี้ตอบกลับ
“ถูกต้อง พลังนี้แข็งแกร่งที่สุดแล้ว แต่ยังไม่พอ พลังของมนุษย์แม้จะแข็งแกร่งเพียงใดก็เป็นเพียงพลังของบุคคล ไม่สามารถทำให้มนุษย์เกิดศรัทธาอย่างแท้จริงได้! สิ่งที่เราต้องการคือการกระทำที่สามารถนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ประชาชน”
หลินอวี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นนางก็หยิบสมุดบันทึกออกมาจากถุงเก็บของ
นี่คือสมุดบันทึกที่หลินอวี้เขียนเองตลอดหลายปีที่ผ่านมา ในเวลาว่างนางอ่านตำราและจดบันทึกเรียนรู้สิ่งที่ได้จากตำราเหล่านั้น ตัวอักษรที่นางเขียนมีความสวยงามมาก
กล่าวโดยสรุป นางเป็นหญิงสาวที่รักการเรียนรู้ เอ่อ บัดนี้กลายเป็นแม่บ้านแล้ว
“ท่านพี่ ข้ารู้ว่าท่านต้องการบอกอะไร ข้าจึงสรุปเรื่องที่จะต้องทำเมื่อไปถึงโลกมนุษย์แล้ว”
หลินอวี้กล่าวเบาๆ พร้อมรอยยิ้ม
“หา? เจ้าเขียนไว้แล้วอย่างนั้นหรือ ข้าขอดูหน่อย”
สวี่หยางไม่คิดว่า หลินอวี้จะฉลาดล้ำหน้า คิดล่วงหน้าเรื่องที่จะทำในโลกมนุษย์ไว้แล้ว
เขาเปิดสมุดบันทึกของหลินอวี้
ในนั้นบันทึกเรื่องราวการทำความดีหลายอย่าง
เมื่อไปถึงโลกมนุษย์ จะเริ่มต้นจากเรื่องเล็กๆ อย่างเช่น การช่วยเหลือประชาชน
จากนั้นเพิ่มผลผลิตอาหาร นำความเจริญมาสู่ประชาชนในเมืองไท่เหอ กำจัดโจร ขจัดขุนนางทุจริต ค่อยๆ ทำให้ประชาชนยอมรับหลินอวี้อย่างแท้จริง
ถ้าเป็นไปได้ หากฮ่องเต้ในในดินแดนนั้นเป็นคนชั่ว หลินอวี้ยังคิดว่าจะเปลี่ยนแปลงราชวงศ์อีกด้วย!!!
สวี่หยางประหลาดใจ
หลินอวี้ไม่ใช่เด็กสาวไร้เดียงสาคนเดิมอีกแล้ว ความคิดของเด็กสาวที่อ่านตำราทำให้นางมีความคิดที่ลึกซึ้งขึ้น
สวี่หยางลูบหัวหลินอวี้แล้วกล่าวว่า “ยอดเยี่ยม ยอดหญิงของข้าสุดยอดจริงๆ”
หลินอวี้เพลิดเพลินกับการลูบหัวของสวี่หยางแล้วกล่าวว่า “ท่านพี่ ท่านยังมีอะไรจะบอกข้าอีกหรือไม่?”
“อืม ข้าจะให้เจ้าเรียนรู้วิชาธรรมะที่ใช้ในโลกมนุษย์! ตามที่ข้ารู้ ในโลกมนุษย์ยังมีผีสางบางชนิด สำหรับเราที่เป็นเซียนแล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหา แต่มันเป็นภัยใหญ่ร้ายแรงสำหรับมนุษย์!”
หลินอวี้พยักหน้า “ถูกต้อง”
“เจ้ารู้เรื่องนี้ไหม?” สวี่หยางพบว่า หลินอวี้รู้อะไรบางอย่าง
“รู้สิ ท่านพี่ ท่านอย่าลืมว่าแม่ของข้าก็เป็นมนุษย์ พ่อของข้าพบท่านแม่ในโลกมนุษย์”
สวี่หยางสะดุ้ง “หา? แล้วเจ้าจะกลับไปหาท่านแม่ในครั้งนี้ด้วยเลยไหม?”
“อืม แต่เวลาผ่านไปนานแล้ว ข้าแค่จำได้ลางๆ ว่าเคยอยู่ในโลกมนุษย์ หลังจากแร่ของท่านพ่อใกล้หมดแล้ว ท่านพ่อจึงได้เดินทางกลับมายังโลกเซียน ข้าก็เลยต้องอยู่ในโลกเซียนมานับจากนั้น”
หลินอวี้รำลึกถึงอดีต ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน หัวใจก็คิดถึงผู้เป็นมารดาขึ้นมาทันที
สวี่หยางถาม “ท่านพ่อของเจ้าไม่คิดจะกลับไปโลกมนุษย์หรือ?”
“คิดสิ ตอนข้าเด็ก ข้ามักอ้อนท่านพ่อให้กลับไปหาท่านแม่ แต่ท่านพ่อบาดเจ็บมาก ไม่สามารถพาข้าไปไกลได้ ท่านพ่อมักคิดจะหาทางฟื้นฟูตัวเองมาโดยตลอด”
“ครั้งนี้ที่กลับไปโลกมนุษย์ เรามาพยายามตามหาท่านแม่ของเจ้ากันเถอะ” สวี่หยางตัดสินใจทำเช่นนี้เพื่อให้หลินอวี้ได้คลายความคิดถึง
“อุ๊ย ขอบคุณท่านพี่มากแล้ว!!”
หลินอวี้พิงอกสวี่หยาง “แล้วตำราวิชาเทพในโลกมนุษย์มีไหม? ข้าจะศึกษาอย่างไร?”
“ข้าได้ขอให้เซียนเหอช่วยหาให้เจ้าแล้ว ไว้จะถามนางอีกที”
“อืม ข้าก็จะไปหาตำราจากร้านขายคัมภีร์มาอ่านบ้างเช่นกัน”
ในตลาดประจำเมืองมีร้านขายคัมภีร์อยู่หลายร้านทีเดียว
…
เช้าวันรุ่งขึ้น
หลังจากมอบความอบอุ่นให้แก่เฉินซือซือเป็นที่เรียบร้อย สวี่หยางก็รีบไปเมืองเซียนชิงหนิวโดยไม่รอช้า
วันนี้เป็นวันนัดดูตัว
ก่อนจะไป เซียนสาวได้บอกให้สวี่หยางไปหานางก่อน นางจะเตือนเรื่องบางอย่างให้เขาฟัง
ดังนั้น สวี่หยางจึงออกเดินทางไปยังวังของเหอซีเสวี่ยเป็นลำดับแรก
ยังคงเข้าทางประตูหลัง
ทันทีที่เข้าไปในห้องนอนของนาง สวี่หยางเห็นว่าเหอซีเสวี่ยยังไม่ลุกจากเตียงด้วยซ้ำ
สวี่หยางหัวเราะ “เซียนคนงาม ท่านก็ขี้เกียจตื่นนอนเป็นเหมือนกันหรือ?”
“อะไรเรียกว่าขี้เกียจตื่นนอน เจ้าดูข้างนอกสิ ท้องฟ้ายังไม่สว่างเลย”
“อ่า จริงด้วย ข้ามาเร็วเกินไป”
สวี่หยางหัวเราะแล้วเดินเข้าไปหา “เซียนคนงาม ข้ามาหาท่านแล้ว”
“ไม่ได้ เจ้าต้องคุกเข่าข้างเตียงแล้วค่อยพูดกับข้า”
เหอซีเสวี่ยแกล้งกล่าว
สวี่หยาง “…”
ให้เขาคุกเข่าพูดข้างเตียง นี่เล่นอะไรเนี่ย??
เมื่อเห็นเหอซีเสวี่ยยังคงนอนอยู่บนเตียง สวี่หยางยิ้มเจื่อน “ข้าเมื่อคืนก็นอนไม่ค่อยหลับ มิหนำซ้ำยังต้องตื่นเช้าอีก ในยามนี้กำลังเหนื่อยมาก หวังว่าเซียนคนงามจะให้ข้าขึ้นเตียงพักสักหน่อยได้หรือไม่”
“เจ้าช่วยหาข้ออ้างที่ดีกว่านี้ได้ไหม?”
เหอซีเสวี่ยมองสวี่หยางตาเขียว “เอาล่ะ เห็นว่าเจ้าน่าสงสารหรอกนะ ข้าจะให้ขึ้นเตียงมาพักผ่อนก็ได้”
“ขอบคุณเซียนคนงาม ข้ารู้ว่าเซียนคนงามเป็นคนดี เป็นผู้โปรดสัตว์ที่แท้จริง”
เมื่อสวี่หยางขึ้นเตียง เขาก็ตกตะลึง
เหอซีเสวี่ยสวมเพียงชุดนอนบางเบาเท่านั้น
มือของนางยังสวมถุงน่องสีดำเอาไว้อีกด้วย
เขาเพิ่งสังเกตเห็น
“เซียนคนงาม ทำไมถุงน่องของท่านไปอยู่ที่มือได้ล่ะ?”
สวี่หยางรู้สึกประหลาดใจมาก
“เนื้อสัมผัสนี้ของมันค่อนข้างดี ข้ารู้สึกชอบ ทำไมล่ะ? ไม่ได้รึ? บ้านเจ้าอยู่สำนักควบคุมกฎหรือไง? ตัวข้าจะใส่อะไรที่มือ เจ้าก็ต้องมาควบคุมด้วยหรือ”
พูดจบก็จับมือของสวี่หยางอย่างแรง
“นี่…”
สวี่หยางถูกกระตุ้นจนไม่สามารถทนได้
ท้ายที่สุด ถุงน่องแบบนี้ที่ใส่บนมือ ก็คือถุงมือที่ทรงพลังที่สุดในการสัมผัสลูบไล้ ทำให้ไวต่อการสัมผัสเป็นอย่างยิ่ง
หลังจากนั้นเพียงไม่กี่อึดใจ ชายหนุ่มก็แทบจะทนไม่ไหวแล้ว…
“หึหึ สวี่หยาง เจ้ายังต้องพยายามอีกเยอะ”
เหอซีเสวี่ยหัวเราะเยาะเย้ยหยัน
สวี่หยางไม่อยากเสียหน้า รีบเปลี่ยนเรื่องคุยทันที “เรามาเข้าประเด็นกันเถอะ เซียนเหอให้ข้ามานี่ ไม่ทราบว่ามีอะไรจะบอกกล่าวอย่างนั้นหรือ?”