ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 370 ได้พบเจอกับวิญญาณศัสตรา
บทที่ 370 ได้พบเจอกับวิญญาณศัสตรา
เมื่อนึกถึงว่าตนเองมีพลังปราณอ่อนแอเพียงใด เห่าปิงก็รู้สึกโกรธแค้นอย่างที่สุด
แต่เดิมนั้นเขาคิดว่าอย่างน้อยตนเองจะต้องอยู่ในนั้นสิบวันครึ่งเดือนและสังหารปีศาจจำนวนหนึ่ง
แต่ไม่คิดว่าเขาจะพ่ายแพ้อย่างย่อยยับเช่นนี้
โชคดีที่สวี่หยางไม่ได้ออกมา หวงเสี่ยวเหมยก็เช่นกัน
ดังนั้นตนเองจึงเป็นที่หนึ่งในนามอยู่ดี
“ไม่รู้ว่าจะได้รับรางวัลอะไรบ้าง”
เห่าปิงครุ่นคิดในใจ
…
ส่วนที่เมืองเซียนชิงหนิว ทางนี้ทุกคนต่างขมวดคิ้วด้วยความเคร่งเครียด
กู่ลี่นาลาอยู่กับกู่หยวน พวกนางรออยู่ที่นี่สามเดือนแล้ว
สามเดือนสำหรับผู้บำเพ็ญมนุษย์ช่างเป็นเวลาที่ผ่านไปเพียงพริบตาเดียว
แต่สำหรับชาวเมืองเซียนชิงหนิวแล้ว ทุกคนรู้สึกเหมือนวันคืนผ่านไปอย่างยาวนาน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเหอซีเสวี่ย
“ตายแล้วหรือ!!” เหอซีเสวี่ยพึมพำ
ไม่ผิดเลย ตอนนี้แทบทุกคนต่างคิดว่าสวี่หยางและหวงเสี่ยวเหมยได้ตายอยู่ในนั้นแล้ว
“ทำไมถึงได้โง่ขนาดนี้นะ ถ้าสู้เขาไม่ได้ก็ออกมาเลยสิ น่าเสียดายจริงๆ”
กู่ลี่นาลากับพี่ชายกระซิบกัน
กู่หยวนได้รู้เรื่องที่สวี่หยางออกหน้าแทนนางสังหารคู่แค้นเก่าจากปากของกู่ลี่นาลาในช่วงไม่กี่วันนี้
ในใจตอนนี้เลยเคารพสวี่หยางมาก
“เฮ้อ น้องหญิงเอ๋ย จากนี้ไปพวกเราคงต้องเผากระดาษเงินกระดาษทองให้สวี่หยางทุกปี เป็นเช่นนั้นเขาจะได้ใช้ชีวิตได้ดีขึ้นในยมโลก”
กู่หยวนพูดเบาๆ
“อืม ข้าจะซื้อเหรียญทองที่ดีที่สุดให้กับเขา”
กู่ลี่นาลากล่าว
“แถมต้องเคลือบทองคำด้วยนะ”
“อืมๆ ข้าจะทำตามที่น้องหญิงบอกทุกอย่าง”
ในขณะที่คนภายนอกกำลังคิดถึงสวี่หยางผู้ซึ่งหายสาบสูญไปในตอนนี้ ชายหนุ่มและหวงเสี่ยวเหมยกำลังอยู่ในพื้นที่ลึกลับแห่งหนึ่ง
หอร้อยสมบัติชั้นที่ 19!!!!
“ข้างนอกทุกคนคิดว่าหอร้อยสมบัติมีแค่ 18 ชั้นแต่ไม่รู้เลยว่ายังมีชั้นที่ 19 อีก”
สวี่หยางและหวงเสี่ยวเหมยส่งเสียงพูดคุยกัน
“ขอแสดงความยินดีกับพวกเจ้าที่มาถึงบ่นหอคอยครั้งสุดท้าย ข้าคือวิญญาณศัสตราผู้พิทักษ์ของที่นี่”
“ท่านวิญญาณศัสตราผู้อาวุโส”
สวี่หยางและหวงเสี่ยวเหมยพร้อมใจกันคำนับ
“ข้ารู้ว่าพวกเจ้ามีข้อสงสัยมากมายแต่พลังปราณของพวกเจ้ายังต่ำเกินไป การรู้มากไปก็ไม่เป็นผลดีต่อพวกเจ้าหรอก”
“สิ่งที่พวกเจ้าต้องรู้ก็คือการมาถึงที่นี่ หมายความว่าพวกเจ้าผ่านด่านแล้ว มีความสามารถที่จะไปยังโลกเบื้องบน พวกเจ้าจะได้เป็นศิษย์ของสมาคมเซียน”
เมื่อพูดจบ
วิญญาณศัสตราก็มอบป้ายทองสำริดโบราณให้สวี่หยางและหวงเสี่ยวเหมยคนละหนึ่งป้าย ซึ่งแผ่กลิ่นอายพิเศษออกมา
“นั่นก็หมายความว่าหากผ่านการทดสอบที่นี่ก็จะสามารถไปยังโลกเบื้องบนได้”
สวี่หยางกล่าว
“ใช่แล้ว พวกเจ้าจะได้รับการฝึกฝนที่ดียิ่งขึ้น สามารถกลายเป็นผู้ปกครองฟ้าดิน มีชีวิตเป็นอมตะ”
“อมตะ” หวงเสี่ยวเหมยตัวสั่นเล็กน้อย “แล้วพวกเราจะสามารถขึ้นไปได้อย่างไร”
“ไปที่เมืองโบราณราชวงศ์หนาน เข้าพบฮ่องเต้ของที่นั่น พวกเจ้าจะได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี แต่ว่า…”
วิญญาณศัสตราเปลี่ยนน้ำเสียง “ตามที่ข้าทราบมาเมืองโบราณราชวงศ์หนานเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้น เหล่าอัจฉริยะที่เดินทางไปที่นั่นไม่มีข่าวคราวใดๆ กลับมาเลย ป้ายนำทางที่ข้ามอบให้ก่อนหน้านี้ก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย”
“ท่านวิญญาณศัสตราผู้ยิ่งใหญ่ ท่านรู้หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมถึงทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นมาได้”
สวี่หยางถามขึ้นในใจ เขารู้สึกเลือนรางว่าอาจมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นเบื้องหลัง
ราชวงศ์หนานว่ากันว่าเมื่อหลายร้อยปีก่อนเคยเกิดความวุ่นวายขึ้นบ้าง
หลังจากนั้นที่นั่นก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ถึงแม้จะยังคงเป็นดินแดนโลกเซียนที่แข็งแกร่งที่สุดในย่านนี้ แต่ผู้มีความสามารถก็ลดน้อยถอยลงและแทบไม่ได้ติดต่อกับแดนเหนือและแดนเซียนตงไห่อีกเลย
วิญญาณศัสตราส่ายหน้า “ข้าประจำการอยู่ที่นี่มาโดยตลอด ข้าเองก็ไม่แน่ใจนัก โดยรวมแล้วในโลกนี้ทั้งสี่ ไม่ว่าจะเป็นโลกเซียนทางทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศใต้และทิศอุดร รวมถึงดินแดนมนุษย์ในปัจจุบัน ล้วนเคยเป็นส่วนหนึ่งของโลกเซียนทั้งหมด สถานที่เหล่านั้นล้วนมีหอคัดเลือกเช่นนี้น่าเสียดายที่ตอนนี้แตกแยกกันไปหมดแล้ว”
“ที่แห่งนี้เรียกว่าหอคัดเลือกสินะขอรับ”
สวี่หยางพึมพำ
จากนั้นวิญญาณศัสตราก็เล่าความลับบางอย่าง สุดท้ายก็กำชับว่า “ถ้าจะไปยังโลกเบื้องบน พวกเจ้าจำเป็นต้องไปราชวงศ์หนานเสียก่อน ที่นั่นมีทางขึ้นไป! แต่ข้อแม้คือพวกเจ้าต้องดูแลความปลอดภัยของตัวเอง ที่นั่นอาจจะเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ได้อยู่ภายใต้การปกครองของสมาคมเซียนอีกต่อไป”
สวี่หยางรีบถามว่า “ท่านวิญญาณศัสตรา ท่านทราบหรือไม่ว่าศัตรูที่ต่อต้านสมาคมเซียนมีพวกไหนบ้าง”
“ศัตรูที่ใหญ่ที่สุดย่อมเป็นเผ่าปีศาจ แต่ก็ยังมีกำลังอื่นๆ อีก นอกจากนี้ แม้แต่ภายในเผ่าปีศาจเองก็ไม่จำเป็นต้องเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ตามที่ข้ารู้ปีศาจบางพวกกลับยืนอยู่ฝ่ายเดียวกับสมาคมเซียน”
วิญญาณศัสตราค่อยๆ เล่า
“ยังมีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ” สวี่หยางไม่แสดงท่าทีใดๆ
พยายามใช้เวลานี้จดจำข้อมูลทั้งหมดที่วิญญาณศัสตราพูดถึง
“ใช่แล้ว สิ่งที่ควรบอก ข้าก็บอกพอสมควรแล้ว ต่อไปคือรางวัล!”
“พวกเจ้าทั้งสองคนเป็นที่หนึ่ง แต่ที่หนึ่งมีเพียงคนเดียว สวี่หยาง เจ้าสังหารปีศาจขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดได้สำเร็จ ดังนั้นเจ้าคือที่หนึ่ง หวงเสี่ยวเหมย ไม่ทราบว่าเจ้าเจ้ามีข้อโต้แย้งหรือไม่”
วิญญาณศัสตรายิ้มอย่างอบอุ่น
“กล่าวกันว่าสมบัติศักดิ์สิทธิ์ชั้นสูงเท่าไหร่ วิญญาณศัสตราภายในก็ยิ่งมีความเป็นมนุษย์มากขึ้นเท่านั้น สมบัติเหล่านั้นที่เป็นถึงขั้นจักรพรรดิหรือแม้กระทั่งขั้นศักดิ์สิทธิ์ วิญญาณศัสตราภายในยิ่งสามารถฝึกฝนด้วยตนเอง ค้นหาเจ้านายด้วยตนเองและอยู่เคียงข้างเจ้านายชั่วนิรันดร์”
“ข้าไม่มีข้อโต้แย้ง”
หวงเสี่ยวเหมยส่ายหน้าอย่างสงบนิ่ง
“ดีละ หวงเสี่ยวเหมย เจ้าได้ที่สอง! อย่างไรก็ตาม เจ้าก็สามารถมาถึงหอคอยชั้นสุดท้ายได้สำเร็จ รางวัลที่เจ้ากำลังจะได้รับย่อมไม่มีผิดหวังแน่นอน”
ทันใดนั้นสิ่งของที่เปล่งประกายก็ลอยออกมาสองสามชิ้น
“สวี่หยาง นี่คือน้ำศักดิ์สิทธิ์หยวนหวง มันจะช่วยให้สมบัติศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าก้าวไปอีกขั้น ในนี้มีวิธีใช้ เจ้ากลับไปค่อยๆ ศึกษาดู”
สวี่หยางรับขวดหยกมา
“ขอบคุณท่านวิญญาณศัสตราผู้อาวุโส”
“นอกจากนี้ ข้ายังจะมอบวิญญาณแยกส่วนของข้าให้เจ้าอีกส่วนหนึ่ง เวลาที่เจ้าต้องการปลูกฝังวิญญาณศัสตราลงในสมบัติศักดิ์สิทธิ์ชิ้นใดในมือเจ้า มันก็จะเพิ่มพลังให้กับศัสตราศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าได้ตามปรารถนา”
วิญญาณศัสตรามองไปที่สวี่หยางแล้วกล่าวอีกครั้ง
สวี่หยางเริ่มครุ่นคิด
ในมือของเขาสมบัติที่แข็งแกร่งที่สุดในตอนนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคือกระบี่สายฝนมรกต
และเขาเองก็ฝึกฝนจนเกิดปราณกระบี่ขึ้นมาแล้ว ดังนั้น ในทางทฤษฎี การปลูกฝังวิญญาณเข้าไปในกระบี่สายฝนมรกตจะเป็นสิ่งที่วิเศษที่สุด
ทันใดนั้น สวี่หยางก็หยิบกระบี่สายฝนมรกตออกมา
วิญญาณศัสตราพยักหน้าเล็กน้อย “สมบัติศักดิ์สิทธิ์ระดับสี่ ไม่เลวเลย ข้าคิดไม่ถึงเลยว่าในดินแดนที่แห้งแล้งเช่นนี้จะยังมีสมบัติศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ได้ แต่…สมบัติศักดิ์สิทธิ์ประเภทกระบี่เช่นนี้จะเลือกวิญญาณศัสตราที่มีความชำนาญด้านกระบี่เป็นพิเศษ น่าเสียดายที่ไม่ใช่ข้า”
“อย่างนั้นหรือ งั้นอย่างนี้แล้วกันท่านวิญญาณศัสตราผู้อาวุโส ข้าจะนำสมบัติศักดิ์สิทธิ์ที่ข้ามีอยู่ทั้งหมดมาให้ท่านดู”
“ก็ได้”
ในชั่วขณะถัดมา สวี่หยางโบกมือ ศัสตราศักดิ์สิทธิ์และสมบัติศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
หวงเสี่ยวเหมยที่ยืนอยู่ข้างๆ รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก สวี่หยางผู้นี้ช่างร่ำรวยน่ากลัวจริงๆ
วิญญาณศัสตราก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยในชั่วขณะถัดมา สายตาของเขาก็จับจ้องไปที่ขวดกลืนฟ้า
“สิ่งนี้เรียกว่าอะไร?”
สวี่หยางกล่าว “ขวดกลืนฟ้า”
“สิ่งนี้ดูคล้ายกับขวดกลืนฟ้าจากเบื้องบน คงเป็นแบบฉบับที่มีพลังอ่อนลง”
สวี่หยางประหลาดใจ “ขวดกลืนฟ้าจากเบื้องบน? เบื้องบนก็มีของที่เหมือนกันด้วยหรือ?”
“อืม มันเหมือนกันจริงๆ แต่นั่นเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ส่วนของเจ้าคงเป็นของเลียนแบบ แต่สำหรับระดับการฝึกฝนของเจ้าในตอนนี้ การมีสิ่งนี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว สิ่งนี้มีประโยชน์มากมาย ที่สำคัญที่สุดคือสามารถดูดซับการโจมตีและใส่คนเข้าไปข้างในได้”
“ใช่แล้วขอรับ” สวี่หยางพยักหน้า
“ถ้าสิ่งนี้มีวิญญาณศัสตราล่ะก็ เวลาที่เจ้าใส่คนเข้าไปเจ้าจะทำได้อย่างคล่องแคล่วยิ่งขึ้น และยังสามารถสังเกตสถานการณ์ของคนข้างในได้ตลอดเวลา แม้กระทั่งการบังคับใส่คนเข้าไปก็ทำได้”
สวี่หยางตกใจ!
นับตั้งแต่ได้ขวดกลืนฟ้ามา เขาก็ไม่เคยใช้งานความสามารถนี้ของมันเลย
เหตุผลนั้นง่ายนิดเดียว
เพราะเขามีความแข็งแกร่งจนไม่ต้องใช้งานมันนั่นเอง
แต่ถ้าหากมีวิญญาณศัสตราล่ะก็มันจะแตกต่างออกไป
“ถ้าเช่นนั้นก็ต้องรบกวนผู้อาวุโสแล้ว” สวี่หยางกล่าว
จากหน้าผากของวิญญาณศัสตราได้แยกวิญญาณส่วนหนึ่งออกมาแล้วพุ่งเข้าไปในขวดกลืนฟ้าด้วยความเร็วดุจลมกรด
ขวดกลืนฟ้าลอยขึ้นมาแล้วตกลงมาอยู่ในมือของสวี่หยางในชั่วพริบตา
ข้อมูลจำนวนมากได้ไหลเข้าสู่มโนสำนึกของสวี่หยางในทันที
ขวดกลืนฟ้ามีพื้นที่ภายในกว้างใหญ่
ในพื้นที่แห่งนี้มีร่างขาวของสตรีที่งดงามดุจเทพธิดากำลังร่ายรำอยู่กลางอากาศ
พลังลมปราณของนางทรงพลังยิ่งนักดุจดาราจักรทางช้างเผือก
นี่คือวิญญาณศัสตราที่ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับขวดกลืนฟ้าอย่างแท้จริงและมีตราประทับจิตวิญญาณของสวี่หยางอยู่ วิญญาณนี้จึงเชื่อฟังคำสั่งของสวี่หยางเพียงผู้เดียว
สิ่งที่ควรกล่าวถึงคือวิญญาณศัสตราเช่นนี้ก็มีความคิดของตนเองเปรียบดังมิตรสหายที่สามารถพูดคุยกันได้
“สวัสดี สวี่หยาง” พลังลมปราณของวิญญาณศัสตราส่งผ่านออกมาจากขวดกลืนฟ้า
สวี่หยางได้ยินเสียงนี้แล้วรู้สึกอยากรู้อยากเห็นอยู่บ้าง
เพราะมีเพียงเขาเท่านั้นที่ได้ยิน หวงเสี่ยวเหมยไม่ได้ยินเลยแม้แต่น้อย
“เจ้าชื่ออะไร?”
“ข้าชื่อวิญญาณศัสตรา นี่ล้วนเป็นสมบัติของท่านทั้งสิ้นหรือ”
วิญญาณศัสตราบินไปยังกองสิ่งของ
ทั้งกระบี่สายฝนมรกต,ดาบคู่หงส์,ถุงเก็บของนานาชนิด,โอสถวิญญาณล้วนถูกสวี่หยางกองรวมเอาไว้ที่นี่
“ข้าจะจัดการให้ท่านเอง”
พูดจบวิญญาณศัสตราก็เริ่มลงมือจัดการอย่างขะมักเขม้น
สวี่หยางรู้สึกเหลือเชื่อ
ในขณะเดียวกันคุณภาพของขวดกลืนฟ้าก็ได้รับการยกระดับขึ้นด้วย!!
ก่อนหน้านี้มันเป็นเพียงสมบัติศักดิ์สิทธิ์ขั้นสามเท่านั้น
แต่ตอนนี้มันได้กลายเป็นสมบัติศักดิ์สิทธิ์ขั้นสี่อย่างแท้จริงแล้ว!!
หากนำไปชำระล้างด้วยน้ำยาวิเศษอีกครั้ง ระดับของมันจะไม่เพิ่มขึ้นอีกหรือ??
“เสร็จแล้ว หวงเสี่ยวเหมย ตัวเจ้ามีโครงสร้างร่างกายที่พิเศษ ข้าจึงตัดสินใจมอบสมบัติชิ้นหนึ่งที่เหมาะกับโครงสร้างร่างกายให้กับเจ้า”
ทันใดนั้น วิญญาณศัสตราประจำหอคอยร้อยสมบัติมองไปที่หวงเสี่ยวเหมย