ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 45 คุณหนูใหญ่หน้าอกแบน
บทที่ 45 คุณหนูใหญ่หน้าอกแบน
“พวกเราไม่จำเป็นต้องเคลื่อนไหวบุ่มบ่าม รักษากำลังเอาไว้”
สวี่หยางกับเสิ่นม่านอวิ๋นมองสมรภูมิจากต้นไม้ใหญ่ข้างกระโจม
“ฮ่าฮ่า โจวอิง เจ้าคาดไม่ถึงใช่หรือไม่ว่าเคล็ดดาบเหมันต์ของข้าจะอยู่ขั้นสมบูรณ์ เจ้าจะเอาชนะข้าได้จริงหรือ?”
“สวีอันเซิง เจ้าอายุปูนนี้แต่ยังมีความแข็งแกร่งขนาดนั้น แต่ก็ใช่ว่าจะรังแกข้าได้ง่ายเสียหน่อย”
โจวอิงกับสวีอันเซิงต่อสู้กันอย่างดุเดือด เห็นได้ชัดว่าสวีอันเซิงได้เปรียบกว่าเล็กน้อย
แต่โจวอิงมีสัตว์อสูรอย่างนกอินทรีคอยลอบโจมตีอยู่ ทำให้สวีอันเซิงต้องแบ่งสมาธิไปสนใจมันด้วย
ส่วนที่อื่น สมาชิกตระกูลสวีเจ็ดถึงแปดคนถูกสังหารไม่ก็ได้รับบาดเจ็บ ส่วนคนที่พอมีฝีมือก็ตอบสนองอย่างรวดเร็วก่อนจะมารวมตัวกัน
เมื่อเห็นเช่นนี้ สวี่หยางก็ตัดสินใจไปเข้าร่วมกลุ่มเพื่อทำการคุ้มกัน
เขาดึงหลินอวี้ที่อยู่ในกระโจมออกมาแล้วเดินไปพร้อมกัน
เมื่อเห็นเช่นนี้ ผู้บำเพ็ญธรรมดาต่างรีบตามไปติด ๆ
สมาชิกที่เหลือของจักรพรรดิสัตว์ร้ายตระกูลโจวล้วนได้รับบาดเจ็บ เมื่อเห็นกลุ่มคนรวมตัวกัน พวกเขาก็รู้สึกว่ายากจะเอาชนะได้
“ผู้อาวุโสโจวอิง”
ใครบางคนตะโกน
“ถอย!”
โจวอิงทราบเช่นกันว่าต่อให้สู้ไปก็ไม่มีประโยชน์ ถึงอย่างไรสวีอันเซิงก็เชี่ยวชาญเคล็ดดาบเหมันต์ วิชายุทธ์นี้สามารถยับยั้งเขากับอสูรอินทรีได้
หลังจากพ่นลมฮึดฮัด เขาก็หันหลังแล้วจากไป
สำหรับพวกเขา จุดประสงค์ของปฏิบัติการนี้เพื่อโจมตีและสังหารผู้คนบางส่วนที่นี่ก็ประสบความสำเร็จแล้ว
แต่เมื่อกำลังจะไป โจวอิงก็เหลือบมองด้วยหางตา แล้วสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป
“ลูกชายข้า…”
ร่างชายหญิงทั้งสองซึ่งอยู่ข้างกระโจมดึงดูดความสนใจของทุกคน
หากมองอย่างละเอียด ร่างของผู้ชายดูคล้ายกับโจวอิงไม่น้อย
“ใครเป็นคนฆ่าลูกชายข้า!!”
สวี่หยางคิ้วขมวดก่อนจะซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางฝูงชน
ชายหญิงคู่นั้นถูกเขาสังหารเมื่อครู่ เพราะความชุลมุนวุ่นวายจึงทำให้ไม่มีใครให้ความสนใจกับผลงานชิ้นเอกนี้
โจวอิงเก็บร่างทั้งสองเข้าไปในถุงเก็บของ
“ฮ่าฮ่า โจวอิง ลูกชายของเจ้าตายแล้ว เหตุใดเจ้าไม่ตายตามด้วยเล่า!”
สวีอันเซิงรู้สึกตื่นเต้นยิ่ง การสังหารลูกชายของโจวอิงได้นับเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่!
ตระกูลผู้บำเพ็ญเซียนทั้งสองต่างพุ่งเป้ากันและกัน ยิ่งในสถานการณ์เช่นนี้ พวกเขาย่อมไม่สนใจสิ่งอื่น
ดาบใหญ่เหมันต์ซึ่งเป็นศัสตราศักดิ์สิทธิ์ของเขาปลดปล่อยพลังสูงสุดออกมาก่อนจะฟาดฟันไปทางโจวอิงผู้กำลังหลบหนี
โจวอิงถอนตัวอย่างรวดเร็วพร้อมกับทิ้งคำพูดด้วยเสียงอันแหบพร่า “สวีอันเซิง เจ้ารอข้าก่อนเถอะ…”
“มีผู้เสียชีวิตสามคน บาดเจ็บสี่คน”
เมื่อศัตรูจากไปแล้ว จึงมีคนเข้ามารายงานความเสียหายให้สวีอันเซิงฟัง
ทางฝั่งตระกูลโจว มีผู้เสียชีวิตสองคน บาดเจ็บสามคน ส่วนที่เหลือหลบหนีไปได้
แม้ตระกูลสวีจะดูสูญเสียเยอะกว่า แต่ผู้ที่เสียชีวิตทางฝั่งตระกูลโจวคือลูกชายของโจวอิง!
แค่นั้นก็คุ้มแล้ว
“ใครฆ่าเขา?” สวีอันเซิงถามด้วยความตื่นเต้น
คนที่มารายงานเอ่ยผ่านกระแสจิต สวีอันเซิงก็มองสวี่หยางด้วยความประหลาดใจ
สวีอันเซิงพยักหน้าเล็กน้อยโดยไม่พูดอะไรมากความ จากนั้นจึงประกาศว่าคนที่ฆ่าลูกชายของโจวอิงคือหนึ่งในศิษย์ของเขา
ศิษย์ผู้อยู่ข้างกายตกตะลึงชั่วขณะก่อนจะบังเกิดความยินดี การสังหารลูกชายของโจวอิงได้นับว่าเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ เขารู้สึกดียิ่งที่จะได้รับรางวัลก้อนโตหลังจากนี้
ขณะทุกคนเก็บกวาดสมรภูมิ สวีอันเซิงก็มาอยู่ข้างกายสวี่หยาง
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา สวี่หยางจึงส่งกระแสจิตหาสวีอันเซิง โดยบอกว่าเขาห่วงเรื่องการแก้แค้นของตระกูลโจว ดังนั้นเขาจึงไม่อยากให้ใครรู้ว่าแท้จริงเป็นตนที่ฆ่าลูกชายของโจวอิง
สวีอันเซิงเองก็เข้าใจเช่นกันว่าผู้บำเพ็ญธรรมดาเหล่านี้ไม่มีทรัพยากรมากเท่าพวกตระกูลใหญ่ ย่อมระแวดระวังทุกฝีก้าวเพื่อรักษาชีวิตน้อย ๆ ของตนเอง
แต่หากทำเช่นนี้ก็จะไม่ได้รับรางวัล
ทว่าสวีอันเซิงยังคงบอกกับสวี่หยางว่าจะชดเชยให้เมื่อไปถึงเขตเยี่ยนหลิน
เช้าตรู่ของวันที่สอง คนจากตระกูลสวีก็มาหา
“ผู้อาวุโสอันเซิง เมื่อคืนเป็นอย่างไรบ้าง?”
ผู้นำเป็นหญิงสาวร่างผอมผู้มีท่วงท่าสง่าและกลิ่นอายประหนึ่งเซียน สายตาราวกับนกอินทรี ร่างกายแผ่พลังยุทธ์อันผันผวนออกมาอย่างรุนแรง!
นางคือคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลสวี สวีจื่อรั่ว!
แม้นางจะอยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับแปด แต่ว่ากันว่าพลังต่อสู้แท้จริงสามารถเทียบเคียงกับผู้บำเพ็ญขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้าได้อย่างสูสีเลยทีเดียว
ในบรรดารุ่นเยาว์ของตระกูลสวี สวีจื่อรั่วเป็นผู้มีแนวโน้มที่จะเลื่อนขั้นสู่ขอบเขตสร้างรากฐานมากที่สุด มีข่าวลือว่านางสามารถไปถึงขอบเขตจินตานได้ด้วยซ้ำ
สวีอันเซิงโค้งคำนับ “คุณหนูใหญ่ สถานการณ์ไม่เลวร้ายเท่าไหร่ เมื่อคืนโจวอิงนำคนมาโจมตีพวกข้า โชคยังดีที่ข้าสำเร็จเคล็ดดาบเหมันต์เมื่อไม่กี่วันก่อน ทำให้สามารถกำราบเขากับอสูรอินทรีได้ ไม่อย่างนั้นพวกเราอาจจะเกิดการสูญเสียครั้งใหญ่ก็เป็นได้! นอกจากนี้ ลูกชายของโจวอิงก็เสียชีวิตเช่นกัน…”
สวีอันเซิงยิ้ม
โจวอิงและลูกชายของเขารับผิดชอบในการสร้างปัญหาไปทั่วเมืองฟาง บางครั้งก็มาปล้นผู้บำเพ็ญ ทำให้ผู้อาศัยที่นี่แตกตื่นจนการค้าในเมืองตกต่ำไปเกือบครึ่ง
ตอนนี้ลูกชายของโจวอิงตายแล้ว ข่าวดังกล่าวจะต้องนำความยินดียิ่งมาสู่ในใจของผู้คนอย่างแน่นอน
แน่นอนว่าสวีจื่อรั่วแย้มยิ้มออกมา “โห? ลูกชายของโจวอิงตายแล้วหรือ?”
“อื้ม รวมถึงลูกสะใภ้ซึ่งเป็นผู้บำเพ็ญหญิงขอบเขตกลั่นลมปราณระดับห้าด้วย แต่น่าเสียดายที่ข้าไม่สามารถเก็บร่างเอาไว้ได้”
“ไม่ง่ายเลยที่จะขับไล่พวกเขาไปได้” สวีจื่อรั่วรู้สึกโล่งอก
จากนั้นสวีอันเซิงก็สรุปสถานการณ์พร้อมบอกว่าผู้ลงมือสังหารแท้จริงคือสวี่หยาง
สวีจื่อรั่วมองไปทางสวี่หยางก่อนจะพบหลินอวี้ผู้เป็นมนุษย์
“หืม? มนุษย์หรือ?”
“สหายเต๋าผู้นี้น่าสนใจยิ่งนัก เขาบอกว่าเป็นห่วงภรรยาที่เป็นมนุษย์จะโดนรังแกหากอยู่ที่บ้าน ดังนั้นก็เลยพามาด้วย”
“ดูเหมือนจะเป็นรักแท้ แต่เขาน่าจะอยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับห้าเท่านั้น แต่ถึงกับฆ่าลูกชายของโจวอิงได้”
“คุณหนูใหญ่อยากรับผู้ชายคนนี้หรือ?”
สวีจื่อรั่วพยักหน้า “ข้าอยากลองเสียหน่อย”
ตอนนี้ตระกูลสวีกำลังขาดคน ซึ่งสวี่หยางได้แสดงพละกำลังในการสังหารลูกชายของโจวอิงได้ นั่นเป็นหลักประกันว่าเขาไม่ใช่สายของศัตรู
หลังจากนั้นนางก็เดินไปหาสวี่หยาง
สวี่หยางไม่ได้อยู่กับกลุ่มผู้บำเพ็ญธรรมดา แต่ยืนอยู่มุมหนึ่งกับสตรีในครอบครัว ตอนนี้เขากับหลินอวี้กำลังช่วยกันเก็บกระโจม
“คุณหนูใหญ่” สวี่หยางทักทายด้วยความประหลาดใจ
รูปร่างหน้าตาของสวีจื่อรั่วเป็นความงามที่แสนเย็นชา แม้นางจะเต็มไปด้วยความเย็นยะเยือก แต่ร่างกายกลับเร่าร้อน โดยเฉพาะช่วงบริเวณหน้าอก…
หืม? นมปลอมหรือ?
ประสาทสัมผัสของสวี่หยางค่อนข้างเฉียบคม ทำให้สังเกตได้ทันทีว่าอีกฝ่ายยัดเสื้อผ้าไว้ในหน้าอกจนมีขนาดใหญ่ขึ้นมา
แต่ความจริง… มัน…
เขาลอบยิ้มอยู่ภายใน คาดไม่ถึงว่าลูกสาวคนโตของตระกูลสวีผู้มีนิสัยเย็นชาจะห่วงเรื่องรูปลักษณ์ถึงเพียงนี้
สวีจื่อรั่วเข้ามาทักทายก่อนจะถามชื่อสวี่หยาง
“สหายเต๋าสวี่ช่างมากความสามารถนัก ถึงกระนั้นเจ้ากลับอยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับห้า เจ้าจัดการกับลูกชายของโจวอิงได้อย่างไร? หมอนั่นอยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับหกเชียวนะ” สวีจื่อรั่วถาม
“ข้าต้องกัดฟันใช้ยันต์ขั้นสูงระดับหนึ่ง ประจวบเหมาะกับที่ภรรยาอีกคนของข้ากำลังยื้อยุดไว้ให้ก็เลยเอาชนะได้”
สวี่หยางและเสิ่นม่านอวิ๋นลอบคิดคำอธิบายเอาไว้ก่อนแล้ว
“ภรรยาอีกคนหรือ?”
สวีจื่อรั่วตกตะลึงชั่วขณะก่อนจะมองเสิ่นม่านอวิ๋นผู้กำลังเดินตรงมา
เสิ่นม่านอวิ๋นไม่ปกปิดกลิ่นอายของขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเจ็ดแต่อย่างใด
“น่าสนใจ…”
สวีจื่อรั่วลอบยิ้มอยู่ภายใน โดยปกติแล้วผู้บำเพ็ญหญิงระดับสูงไม่แต่งงานกับผู้บำเพ็ญระดับต่ำกว่า
สำหรับคู่นี้กลับเป็นตรงกันข้าม ผู้บำเพ็ญหญิงกลับไม่คิดมากเรื่องที่อีกฝ่ายมีภรรยามนุษย์อีกคนด้วยซ้ำ
‘นี่ก็เป็นรักแท้เหมือนกันสินะ’ นางพึมพำในใจ
“สหายเต๋าสวี่ถึงกับมีภรรยาที่งดงามถึงสองคน นับว่าน่าอิจฉาไม่น้อย ข้า ตระกูลสวี จะจ่ายค่าชดเชยค่ายันต์ขั้นสูงระดับหนึ่งให้เอง”
“ขอบคุณ คุณหนูสวี”
หลังจากพูดคุยเบื้องต้น สวีจื่อรั่วไม่ใช่คนหยิ่งทะนงเหมือนบุตรในตระกูลใหญ่ นางสร้างความประทับใจให้กับสวี่หยางไม่น้อย
การเดินทางหลังจากนั้น ผู้คนนับสิบที่นำโดยสวีจื่อรั่วก็ติดตามไปด้วย
เรื่องนี้ทำให้สวี่หยางประหลาดใจไม่น้อย เกรงว่าการเดินทางดังกล่าวอาจจะไม่ใช่แค่การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์เซียนที่มีรากฐานวิญญาณเป็นแน่!
ตระกูลสวีน่าจะมีภารกิจอื่นอีก หาไม่แล้วสวีจื่อรั่วคงไม่ถูกส่งตัวมา
นี่ทำให้เขาลอบเสียดาย รู้แบบนี้ไม่เข้ามาหาเรื่องยังดีเสียกว่า
หลังจากนั้นก็ไม่มีอันตรายเกิดขึ้น แล้วหลายวันต่อมา พวกเขาก็ไปถึงเขตเยี่ยนหลินอย่างราบรื่น
เป็นที่น่าสังเกตว่าอาจเป็นเพราะความน่ากลัวในถิ่นทุรกันดาร ทำให้การเสพสังวาสของคู่รักในช่วงไม่กี่วันนี้ไม่ราบรื่นนัก ทำให้คะแนนพิเศษที่เขาได้รับจึงอยู่ที่สามสิบแต้มเท่านั้น
กล่าวก็คือคราวนี้เขากำลังจะไปที่บ้านเกิดของเสิ่นม่านอวิ๋น หาไม่แล้ว เขาอยากกอบโกยหินวิญญาณมากกว่าจะเดินทางไกล
เขตเยี่ยนหลินไม่มีเส้นชีพจรวิญญาณแต่อย่างใด ปราณวิญญาณที่นี่เบาบาง ผู้คนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ที่นี่เป็นเพียงมนุษย์ พวกเขาเพียงฝึกฝนวิชายุทธ์และหาเลี้ยงชีพด้วยการปลูกพืชวิญญาณเท่านั้น
ค่ายกลป้องกันขั้นกลางระดับสองถูกติดตั้งไว้ที่นี่ ดวงตาค่ายกลของมันอยู่เหนือเมืองโดยมีใบมีดทรงกลมสีเหลืองลอยอยู่ นี่คือศัสตราศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลางระดับสองที่สามารถปลดปล่อยคลื่นเพื่อทำให้ใบมีดบินออกไปสังหารศัตรูรอบทิศ
ด้วยค่ายกลป้องกันนี้ ทำให้พวกเขาสามารถต่อสู้กับผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายธรรมดาได้
เป็นเพราะค่ายกลนี้ถึงทำให้มนุษย์ได้รับการปกป้อง หาไม่แล้ว ทันทีที่พืชวิญญาณเติบโตเต็มที่ สถานที่นี้ก็คงมีโจรมาเยี่ยมจนต้อนรับไม่หวาดไม่ไหวเป็นแน่
หลังจากเข้าไปในเมือง ครอบครัวของสวี่หยางก็ถูกพาไปยังโรงเตี๊ยมที่งดงาม
ในคืนนั้น สาวใช้ของสวีจื่อรั่วเข้ามาด้วยตนเองเพื่อมอบยันต์โจมตีขั้นสูงระดับหนึ่งจำนวนสองใบ รวมถึงหินวิญญาณสามสิบก้อนเพื่อแทนคำขอบคุณ
นางยังให้สัญญาอีกว่าจะเก็บเรื่องที่เขาสังหารลูกชายของโจวอิงไว้เป็นความลับโดยไม่แพร่งพรายออกไปเป็นอันขาด
“สามี ดูเหมือนสวีจื่อรั่วผู้นี้ตั้งใจจะซื้อใจพวกเรา”
หลังจากสาวใช้ออกไปแล้ว เสิ่นม่านอวิ๋นก็เอ่ยคำพลางแย้มยิ้ม
“แต่ข้าเกรงว่าตระกูลสวีจะมีภารกิจอื่นในการเดินทางครั้งนี้” สวี่หยางคาดเดา
“ข้าคิดเช่นนั้น เมื่อพวกเราทำงานเสร็จเรียบร้อยก็ควรรีบไปโดยไว”
“นี่ก็ดึกแล้ว เข้านอนกันเถิด”
หลินอวี้นอนอยู่บนเตียงขณะยิ้มให้เสิ่นม่านอวิ๋น “อวิ๋นเอ๋อร์ วันนี้เจ้าหรือเขาจะนอนตรงกลางดี”
เสิ่นม่านอวิ๋นเอ่ยคำ “พี่อวี้เอ๋อร์ควรนอนตรงกลาง ไม่งั้นข้าจะมีปัญหาจนนอนไม่หลับแน่”
“สองสามวันมานี้ข้านอนไม่หลับ ถ้างั้นคืนนี้ข้าจะรับใช้เจ้าอย่างดีเอง”
สวี่หยางเอ่ยคำอย่างเร่าร้อน จากนั้นปล่อยให้เสิ่นม่านอวิ๋นนั่งตักก่อนจะใช้มือของเขาสอดเข้าไปอย่างเงียบงัน
ผ่านไปสักพัก เสิ่นม่านอวิ๋นก็หอบหายใจก่อนจะเอ่ยคำอย่างเกรี้ยวกราด “ฝีมือของเจ้านับวันยิ่งร้ายกาจ”
“น่าเสียดายที่มันยังไม่ร้ายกาจเท่ากับปากของเจ้า”
หลินอวี้ถอนหายใจเช่นกัน “อวิ๋นเอ๋อร์ เจ้าต้องสอนข้าใช้ปากบ้างนะ”
สวี่หยางอารมณ์ดีพลางแย้มยิ้มแล้วเอ่ยคำ “พวกเจ้าล้วนมีจุดแข็งของตัวเอง อวี้เอ๋อร์ รู้หรือไม่ว่าของเจ้าคืออะไร?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลินอวี้ก็ตกตะลึงก่อนจะถามด้วยความสงสัย “มันคืออะไรหรือ?”
“เอวของเจ้าร้ายกาจไม่เบา”
สิ้นคำสวี่หยางก็เอนกายแล้วเอ่ยคำ “มาเลย”