ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 47 คู่บ่าวสาวได้เรียนรู้ทักษะใหม่
บทที่ 47 คู่บ่าวสาวได้เรียนรู้ทักษะใหม่
[ท่านและเสิ่นม่านอวิ๋นกลายเป็นสามีภรรยาอย่างเป็นทางการ หลังจากใช้เวลาทั้งคืนอย่างเร่าร้อน ทำให้ได้รับคะแนนพิเศษ 15 แต้ม]
[หลินอวี้อารมณ์ดีเพราะท่านแต่งงานกับเสิ่นม่านอวิ๋นอย่างเป็นทางการ ทำให้ได้รับคะแนนพิเศษ 15 แต้ม]
[ชื่อ: สวี่หยาง]
[คะแนนพิเศษ: 340 แต้ม]
[ขอบเขตพลัง: ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับห้า]
[วิชายุทธ์: เคล็ดหล่อเลี้ยงลมปราณของตระกูลสวี่ขั้นปรมาจารย์ (กระตุ้นคุณลักษณะ: ลมหายใจหล่อเลี้ยงปราณ)]
[วิชายุทธ์: ดัชนีฝังเข็มขั้นปรมาจารย์ (กระตุ้นคุณลักษณะ: เคล็ดดัชนีวิถี)]
[วิชายุทธ์: เคล็ดอำพรางกลิ่นอายขั้นปรมาจารย์ (กระตุ้นคุณลักษณะ: ติดตามกลิ่นอาย)]
[เคล็ดวิชา: เคล็ดวิชามังกรขับขานขั้นสมบูรณ์ 0/320]
[เคล็ดวิชา: เคล็ดปลูกถ่ายวิญญาณขั้นปรมาจารย์ (กระตุ้นคุณลักษณะ: เนื่องจากระดับต่ำเกินไป การกระตุ้นคุณลักษณะจึงล้มเหลว)]
[เคล็ดวิชา: เคล็ดเพลิงวิภาสขั้นปรมาจารย์ (กระตุ้นคุณลักษณะ: ลูกไฟคู่)]
[พลังวิเศษ: ความเป็นอมตะ]
[ความชอบของภรรยาหลินอวี้: 100+8]
[ความชอบของภรรยาเสิ่นม่านอวิ๋น: 90]
……
ตอนนี้ ความชอบของเสิ่นม่านอวิ๋นปรากฏขึ้นมาด้วยจำนวนมากถึง 90 แต้ม นับว่าเป็นจำนวนที่ไม่เลว
ยิ่งไปกว่านั้น คะแนนพิเศษก็ยังพุ่งไปที่ 340 แต้ม สวี่หยางจึงตัดสินใจเพิ่มให้เคล็ดวิชามังกรขับขานจนถึงขีดสุด
“เพิ่มแต้ม!”
[เคล็ดวิชา: เคล็ดวิชามังกรขับขานขั้นปรมาจารย์ (กระตุ้นคุณลักษณะ: คลื่นกระแทกจิตเทวะ)]
ดวงตาของสวี่หยางพลันเบิกกว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ
คุณลักษณะที่ถูกกระตุ้นในครั้งนี้คือคลื่นกระแทกจิตเทวะ ของดี ของดีอย่างไม่ต้องสงสัย
จิตเทวะตั้งอยู่ในทะเลวิญญาณของผู้บำเพ็ญซึ่งอยู่บริเวณสมอง
ผู้บำเพ็ญทุกคนต่างมีจิตเทวะ แต่มีเพียงผู้บำเพ็ญขอบเขตปราณก่อกำเนิดเท่านั้นที่สามารถฝึกฝนจิตเทวะได้ โดยความแตกต่างจะอยู่ที่ความสามารถในการใช้งาน
หากจิตเทวะได้รับผลกระทบย่อมก่อให้เกิดอาการหูอื้อและสิ้นสติ ในกรณีร้ายแรงที่สุดก็คือทำให้กลายเป็นคนโง่เขลาในทันที
นั่นคือสาเหตุที่สวี่หยางตื่นเต้น ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นกระบวนท่าที่สามารถใช้ได้โดยผู้บำเพ็ญขอบเขตปราณก่อกำเนิดเท่านั้น
ไพ่ตาย ไพ่ตายของแท้
ยิ่งไปกว่านั้น จิตเทวะมีความสามารถในการตรวจจับที่ยอดเยี่ยมกว่าพลังวิญญาณ ก่อนหน้านี้เขาเคยใช้ติดตามกลิ่นอายมาก่อน แต่ในเมื่อตอนนี้มีจิตเทวะแล้ว ย่อมสามารถใช้มันเพื่อสัมผัสกลิ่นอายได้ ซึ่งมันแม่นยำและได้ระยะไกลกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ยามนี้เป็นช่วงรุ่งสาง สวี่หยางมองเสิ่นม่านอวิ๋นผู้กำลังหลับใหล เขารู้สึกได้ถึงความร้อนของร่างกายก่อนจะทำการสวมกอดหญิงสาวไว้แน่น
“เจ้าตื่นแล้ว”
เสิ่นม่านอวิ๋นพ่นลมออกจมูกขณะกลอกตามองสวี่หยาง “น่ารังเกียจ คึกแต่เช้าเลยหรือไร”
“อวิ๋นเอ๋อร์ เจ้านั่นแหละที่น่ารังเกียจ ดูมือของตัวเองก่อน”
เสิ่นม่านอวิ๋นพลันรู้สึกเขินอาย “ใครใช้ให้เจ้าแตะตรงนั้นเล่า ให้ตายเถอะ”
สวี่หยางอารมณ์ดีก่อนจะปลอบประโลมอีกฝ่าย “เอาละ ไม่ต้องจับของข้าแล้ว ลุกขึ้นเถอะ ข้าไม่เป็นไร”
“อย่านะ ข้าไม่มีแรงแล้ว ซ้ำยังรู้สึกไม่สบายตัวด้วย”
เสิ่นม่านอวิ๋นกอดแขนของสวี่หยางเอาไว้ขณะดวงตาทอประกายวาววับ “สามี ข้าชอบท่าหันหลัง…”
“เฮ้อ มามามา ข้าจะทำให้สหายเต๋าเสิ่นพอใจเอง”
สิ้นคำ ขณะที่เส้นผมของเสิ่นม่านอวิ๋นยังคงยุ่งเหยิง เขาก็ถักผมสองข้างให้กับอีกฝ่าย
“สหายเต๋าสวี่ ช่วยอ่อนโยนกับข้าด้วย”
คราวนี้มันอยู่ในสภาพที่ดีและยาวกว่าคราวที่แล้วถึงเท่าตัว
หลังจากเสร็จกิจ เสิ่นม่านอวิ๋นก็หมดแรงจนอยากพักผ่อนอีกสักพัก
สวี่หยางลุกจากเตียงเพื่อจะไปเตรียมอาหาร แต่ก่อนหน้านั้นเขาเดินไปที่บ้านของหลินอวี้
เมื่อคืนเขาสัญญากับนางไว้ว่าจะจัดให้นางอย่างเร่าร้อนในตอนเช้า
“สามี เจ้ามาเช้าเหลือเกิน เมื่อครู่เพิ่งจัดหนักกับอวิ๋นเอ๋อร์มาจะไม่เป็นไรแน่หรือ?”
หลินอวี้แย้มยิ้ม นางเองก็ได้ยินเสียงเมื่อครู่เช่นกัน
สวี่หยางยิ้ม “ข้าแค่เสร็จเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ส่วนอีกครึ่งก็ต้องรบกวนเจ้าแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลินอวี้ย่อมรู้สึกตื้นตัน สามีไม่เคยลืมนางสักครั้ง ช่างเป็นคนดีเหลือเกิน
ความจริง นางรู้สึกวิตกเล็กน้อยตอนที่นอนเพียงคนเดียว โดยกังวลว่าสวี่หยางจะละเลยนางในอนาคต
ตอนนี้ดูเหมือนว่ามันจะไม่ใช่เช่นนั้น
“สามี เมื่อคืนข้าอ่านหนังสือมาก็เลยได้เรียนรู้ทักษะใหม่”
“โห?”
หัวใจของสวี่หยางเต้นรัว
หลินอวี้เอ่ยคำอย่างเขินอาย “มันเรียกว่ามังกรหยอกเย้าไข่มุก…”
“รีบมาลองเลย”
หลังจากผ่านไปหนึ่งก้านธูป
“สมแล้วที่ชื่อว่ามังกรหยอกเย้าไข่มุก ช่างทรงพลังยิ่งนัก”
สวี่หยางรู้สึกว่าพลังการต่อสู้ของหลินอวี้เพิ่มขึ้นอีกครั้ง ในฐานะชายชาตรี เขาจึงต้องพยายามให้มากในครั้งต่อไป หาไม่แล้วภายภาคหน้าตนเองจะเงยหน้ามองผู้เป็นภรรยาติดได้อย่างไร?
หลังจากรับประทานอาหารในฐานะคู่บ่าวสาวแล้ว สวี่หยางก็ตัดสินใจซื้อชุดใหม่ให้ภรรยาทั้งสอง ถึงอย่างไรอากาศก็เริ่มเย็นแล้ว มันคงถึงเวลาที่ต้องซื้อเสื้อผ้าใหม่เสียที
แสงอาทิตย์สีทองสาดส่องตามถนนสีฝุ่น
เริ่มจากพวกเขาไปสถานที่สำหรับขายชุดคลุม โดยหลินอวี้มีอยู่ตัวหนึ่งซึ่งอยู่ขั้นกลางระดับหนึ่ง
ดังนั้นเขากับเสิ่นม่านอวิ๋นจึงซื้อชุดคลุมขั้นต่ำระดับหนึ่ง สำหรับพวกเขา แค่กันไฟ กันน้ำและกันหนาวได้ก็เกินพอแล้ว นอกจากนี้ยังมีผลในการต้านทานเคล็ดวิชาบางอย่าง
ส่วนชุดคลุมขั้นกลางนั้นย่อมดีกว่า แต่การซื้อสองตัวในคราวเดียว… เกรงว่ามันจะเกินกำลังที่พวกเขาจ่ายไหว
จากนั้น เขาซื้อข้าววิญญาณกับเนื้อวิญญาณคุณภาพสูง ส่วนภรรยาทั้งสองเลือกของว่างชิ้นโปรดเป็นจำนวนมาก
แค่ช่วงเช้าเขาก็ใช้หินวิญญาณไปแล้วเจ็ดร้อยก้อน
พอรู้ตัวอีกที ก็มาถึงเมืองชั้นในแล้ว
“ข่าวดี ข่าวดี ตระกูลสวีได้รับการสนับสนุนจากผู้บำเพ็ญเซียนของตระกูลหวง ช่วงไม่กี่วันมานี้ ผู้อาวุโสขอบเขตสร้างรากฐานหลายสิบคนจากตระกูลหวงจึงยื่นมือเข้าช่วย”
“เยี่ยมไปเลย ดูท่าว่าการต่อสู้จะจบลงในไม่ช้า”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ สวี่หยางก็คิ้วขมวดเล็กน้อย แม้ตระกูลสวีจะได้รับการสนับสนุนจากผู้บำเพ็ญเซียนของตระกูลหวงจนพละกำลังพัฒนาขึ้น แต่เท่าที่เขาทราบมา ผู้บำเพ็ญเซียนตระกูลหวงไม่ได้ร้ายกาจขนาดนั้น
สิ่งสำคัญก็คือหากสงครามเกิดลุกลามจนจักรพรรดิสัตว์ร้ายตระกูลโจวได้รับการสนับสนุนจากผู้บำเพ็ญเซียนของตระกูลอื่นขึ้นมาบ้างจะทำอย่างไร?
“เฮ้อ ดูท่าว่าครั้งนี้พวกเราต้องระวังมากขึ้นแล้วสินะ”
สวี่หยางมาหาเถ้าแก่สวีในครั้งนี้ไม่ใช่เพราะขายของ
เมื่อหลายวันก่อน เขากับเสิ่นม่านอวิ๋นขายโสมหญ้าโลหิตไปหลายชุด ทำให้พวกเขาต้องแบกรับความเสี่ยงไม่น้อย ประกอบกับตอนนี้ยังไม่รีบร้อนที่จะใช้หินวิญญาณ ทำให้พวกตนเองตัดสินใจที่จะไม่ขายของในอนาคตอันใกล้
คราวนี้เสิ่นม่านอวิ๋นมาที่นี่เพื่อซื้ออุปกรณ์สร้างยันต์บางส่วน ซึ่งสวี่หยางก็ซื้อให้ตัวเองบางส่วนเช่นกัน
นอกจากการทำนาแล้ว การสร้างยันต์ด้วยตนเองก็เป็นช่องทางหารายได้อย่างหนึ่ง
“สหายเต๋าสวี่ ช่างบังเอิญเหลือเกิน ข้ากำลังจะติดต่อหาเจ้าอยู่พอดี”
เมื่อเถ้าแก่สวีเห็นสวี่หยางกับภรรยา เขาก็รีบวางยันต์สื่อสารในมือลง “ข้าอยากแสดงความยินดีกับสหายเต๋าสวี่ก่อน”
สวี่หยางรู้สึกตื้นตัน “เถ้าแก่สวีหมายความว่าเรื่องความร่วมมือระหว่างข้ากับตระกูลสวีมีความคืบหน้าแล้วใช่หรือไม่?
“ถูกต้อง หลังจากข้ารายงานเรื่องนี้ไป พวกเขาก็ตอบตกลงทันที ซ้ำสภาพแวดล้อมก็ไม่เลว สหายเต๋าสวี่ต้องรักษาไว้ให้ดีล่ะ”
สิ้นคำ เถ้าแก่สวีขอให้ลูกจ้างเฝ้าร้าน จากนั้นเขาพาสวี่หยางมุ่งหน้าไปพื้นที่ตะวันออกของเมืองฟางซึ่งผู้บำเพ็ญตระกูลสวีอยู่อาศัย
ห้องได้รับการตกแต่งอย่างหรูหรา พื้นปูด้วยผ้านุ่ม โต๊ะและเก้าอี้ทั้งหมดทำจากไม้วิญญาณ ส่วนห้องก็เต็มไปด้วยกลิ่นอายของพลังวิญญาณ
ทั้งสองด้านถูกวางด้วยกระถางธูป กลิ่นหอมฟุ้งลอยออกมา หลังจากสูดดมก็ทำให้ผู้คนรู้สึกสดชื่น
ภายในบ้านมีหญิงสาวหน้าตาสดใสแต่ให้ความรู้สึกเย็นชาผู้หนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ขณะจิบชาหอมกรุ่นตรงหน้า
เถ้าแก่สวีนำสวี่หยางไปที่ประตูแล้วโค้งคำนับ “คุณหนู สวี่หยางกลับมาแล้ว พรสวรรค์การปลูกถ่ายวิญญาณของเขายอดเยี่ยมนัก ตอนนี้เขากลายเป็นปรมาจารย์ปลูกถ่ายวิญญาณระดับสองแล้ว”
สวี่หยางตกตะลึง แน่นอนว่าเขาเคยเห็นผู้หญิงตรงหน้ามาก่อน นางคือคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลสวี สวีจื่อรั่ว
สวี่หยางคำนับเล็กน้อยทันที “คุณหนูใหญ่”
ดวงตาละเอียดอ่อนของหญิงสาวจับจ้องสวี่หยางด้วยความประหลาดใจเช่นกัน “สหายเต๋าสวี่ ข้าไม่คิดเลยว่าพวกเราจะได้พบกันอีก ไม่คิดเลยว่าผู้ปลูกถ่ายวิญญาณที่เถ้าแก่สวีแนะนำจะเป็นเจ้า”
สวี่หยางคลี่ยิ้ม “ข้าก็ไม่คิดว่าจะโชคดีพอจนได้พบกับคุณหนูใหญ่อีกครั้ง”
“อื้ม ด้วยความแข็งแกร่งของเจ้า การเข้าร่วมกับตระกูลสวีพร้อมภรรยาในฐานะผู้ปลูกถ่ายวิญญาณมันค่อนข้างเป็นการลดทอนโอกาสไม่ใช่หรือ?”
“ข้าไม่ชอบการต่อสู้ คราวที่แล้วข้าก็พึ่งยันต์เสียส่วนใหญ่” สวี่หยางเอ่ยคำอย่างถ่อมตน
“อื้ม หากเจ้าได้รับการแนะนำจากเถ้าแก่สวี แสดงว่าต้องเป็นผู้ปลูกถ่ายวิญญาณระดับสองจริง ข้ามีโอสถวิญญาณอยู่ เจ้าสามารถนำมันไปปลูกได้ ว่าแต่ ตอนนี้ทุ่งวิญญาณของเจ้าอยู่ไหนหรือ?”
“ถนนหยางหลิ่ว”
สวีจื่อรั่วคิ้วขมวด “สถานที่นั้นไม่ใช่ทุ่งวิญญาณระดับหนึ่งด้วยซ้ำ เจ้าใช้เวลาในการปลูกโอสถวิญญาณนานแค่ไหน?”
“เมื่อไม่นานมานี้ข้าเตรียมที่จะย้ายไปอยู่ที่ใหม่ แม้เนื้อที่จะมีเพียงหนึ่งหมู่เท่านั้น แต่ก็เป็นทุ่งวิญญาณขั้นกลางระดับหนึ่ง”
“ขั้นกลางระดับหนึ่งก็พอได้อยู่ ด้วยความแข็งแกร่งของผู้ปลุกถ่ายวิญญาณระดับสองของเจ้า สมุนไพรของข้าน่าจะเติบโตได้ในเวลาสามเดือน รับเมล็ดพันธุ์วิญญาณของบุปผาครามไปสิบเมล็ดแล้วกัน”
บุปผาครามเหมาะสำหรับเป็นสมุนไพรเสริมหลายแขนงเพื่อเพิ่มพลังวิญญาณให้มีปริมาณมากขึ้น
ประโยชน์ของสมุนไพรนี้อยู่ระดับสอง ข้อดีคือวันเก็บเกี่ยวสั้น หากถูกปลูกโดยผู้ปลูกถ่ายวิญญาณระดับสอง ระยะเวลาในการเติบโตอาจจะสั้นลงจนเหลือเพียงสองถึงหนึ่งเดือนเท่านั้น
แน่นอนว่าเพราะบุปผานี้อุดมไปด้วยความหวานและพลังวิญญาณ มันจึงง่ายต่อการเผชิญกับศัตรูพืชจนต้องได้รับการปกป้องอย่างระมัดระวัง
“ข้าให้เวลาเจ้าสามเดือน ในสามเดือนนี้ต้องระวังศัตรูพืชด้วย ทำได้หรือไม่?”
“ทำได้” สวี่หยางพยักหน้า แน่นอนว่าเขาไม่กังวลเท่าไร
“รับสิ่งนี้ไว้”
แผ่นป้ายที่ทำจากทองแดงตกลงในมือของสวี่หยาง
“นี่คือแผ่นป้ายของทายาทตระกูลสวี หากมีสิ่งนี้ เพียงแค่ตะโกนออกมาก็จะมีหน่วยรักษาการณ์ใกล้เคียงมาช่วยเหลือทันทีที่ได้รับการแจ้งเตือน! นอกจากนี้ยังมีค่ายกลป้องกันขั้นกลางระดับหนึ่งอยู่ข้างในด้วย”
สวี่หยางประสานมือเพื่อแสดงความขอบคุณ
จากนั้นก็มีการส่งกระแสจิตหาเขา
“สวี่หยาง ผู้อาวุโสสวีอันเซิงถึงแก่ความตายระหว่างเดินทางกลับ เขากับศิษย์ถูกทรมานก่อนตาย คนที่ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ร้ายน่าจะเป็นโจวอิง แม้ตอนนั้นจะไม่มีใครทราบว่าเจ้าเป็นคนฆ่าลูกชายของโจวอิง แต่ถ้าถูกทรมานแบบนั้น เกรงว่าศิษย์ของสวีอันเซิงอาจจะทนไม่ไหวจนพลั้งปากพูดออกไป ช่วงนี้เจ้าต้องระวังตัวให้ดี อย่าได้ออกจากเมืองฟางเป็นอันขาด”
“อีกอย่าง เจ้าเป็นทายาทต่างแซ่ของตระกูลสวีแล้ว ดังนั้นไม่จำเป็นต้องรับภารกิจอื่นอีก”
หัวใจของสวี่หยางดิ่งวูบ
ความจริงที่เขาฆ่าลูกชายของโจวอิงอาจถูกเปิดโปง??
‘ดูท่าว่าหลังจากนี้ต้องระวังตัวหน่อยแล้ว’
ทันทีที่ออกมา เถ้าแก่สวีก็เตือนทันที “สหายเต๋าสวี่ เจ้าต้องห่วงเกี่ยวกับศัตรูพืชของบุปผาครามด้วย ปกติแล้วน้ำยากำจัดแมลงไม่สามารถจัดการกับพวกมันได้ เจ้าต้องวางแผนรับมือให้รอบคอบ ถ้าจะให้ดีก็จ้างนักกำจัดแมลงมาเลยดีกว่า”
เหตุใดต้องจ้างนักกำจัดแมลงเล่า?
สวี่หยางยิ้มอย่างเข้าใจ
“อืม ครั้งนี้คุณหนูใหญ่ให้เมล็ดพันธุ์วิญญาณไม่มากก็เพราะจะทดสอบเจ้า ช่างน่าเสียดายนัก ความจริงแล้วถ้าเจ้าเข้าร่วมกับตระกูลสวีอย่างจริงจังก็อาจจะได้เรียนรู้เคล็ดปลูกถ่ายวิญญาณหรือแม้กระทั่งวิชายุทธ์ใหม่จนก้าวหน้ามากกว่านี้ก็เป็นได้”
เถ้าแก่สวีหมายความตามที่พูดจริง ๆ
สวี่หยางยิ้มก่อนจะบอกว่าตนไม่เป็นไร
ทุกวันนี้ ตระกูลสวีกับตระกูลโจวต่อสู้กัน หากต้องเข้าร่วมกับตระกูลสวีจริง เขาก็อาจจะตกเป็นเป้าหมายจากอีกฝ่ายก็เป็นได้
หากภายภาคหน้าสูญเสียอิสรภาพขึ้นมา มันจะได้ไม่คุ้มเสีย
หลังออกจากบ้านพักตระกูลสวีแล้ว สวี่หยางก็กล่าวลากับเถ้าแก่สวีก่อนจะมาหาพ่อค้านายหน้าพร้อมภรรยาทั้งสอง
ในห้องโถงมีผู้บำเพ็ญไม่มากนัก ซึ่งผู้บำเพ็ญร่างเตี้ยจ้ำม่ำผู้ให้ความบันเทิงกับสวี่หยางก่อนหน้านั้นก็หลับอยู่
เขาคล้ายกับสัมผัสบางอย่างได้ก่อนจะลืมตาขึ้น ทันทีที่สังเกตเห็นสวี่หยาง เขาก็แสดงสีหน้าหงุดหงิดออกมาโดยไม่ตั้งใจ
‘เจ้ายาจกคนนี้อีกแล้วหรือ?’
คราวที่แล้วเขาพาสวี่หยางไปร้านทำเลดีแห่งหนึ่ง แต่สุดท้ายกลับบอกว่ามันแพงเกินไป นับแต่นั้นมาตนเองจึงมองว่าอีกฝ่ายไม่ต่างจากยาจก
บัดนี้เขากลับมาที่นี่อีกครั้ง ตนเองจึงรู้สึกว่าเสียเวลาเปล่า หลังจากครุ่นคิดสักพักก็เหลือบมองไปทางผู้น้อยที่อยู่ข้างกาย
“ศิษย์น้อง ฝากรับแทนที”
“ได้เลยศิษย์พี่”
ผู้น้อยร่างผอมได้แต่ถอนหายใจ เขาทราบว่ามีแขกอีกคนที่ศิษย์พี่ไม่อยากรับมาเยือน ในเมื่ออีกฝ่ายไม่อยากเสียเวลา เขาก็คงทำได้แค่ปล่อยผ่านไป