ย่างก้าวสู่วิถีเซียน - บทที่ 68 สามปีผ่านไป…
บทที่ 68 สามปีผ่านไป…
ในจดหมาย หวงเสี่ยวเหมยเล่าถึงวิธีเข้าร่วมการแข่งขันสำนักชั้นในก่อนจะได้เข้าไปในที่สุด ซึ่งนางประสบความสำเร็จในด้านการศึกษาจนติดห้าสิบอันดับแรก
หลังจากเข้าสำนักชั้นใน นางจะมีถ้ำฝึกกับทุ่งวิญญาณเป็นของตนเอง อีกทั้งเงินเดือนที่ได้รับก็สูงขึ้น
นางวางแผนจะปลูกสมุนไพรวิญญาณรอบถ้ำ แต่ระดับการฝึกตนของน้องชายต่ำเกินไป และมีทักษะการปลูกถ่ายวิญญาณไม่มากพอ ดังนั้นจึงถามสวี่หยางว่าสนใจเข้ามาหรือไม่ แต่สมาชิกครอบครัวกลับไม่ยินยอม หมายความว่าภรรยาทั้งสองจะต้องอาศัยอยู่ในเมืองฟางซึ่งอยู่บริเวณตีนเขาของสำนักชิงหยาง
“จริงใจไม่เบา ขนาดมีเรื่องดีเจ้าก็ยังคิดถึงข้า”
มันคือถ้ำของสำนักชิงหยาง ต่อให้ใช้นิ้วเท้าคิดก็ทราบว่าสภาพแวดล้อมการฝึกตนจะต้องดีมากอย่างแน่นอน
สวี่หยางในตอนนี้ยิ่งมั่นใจว่าหวงเสี่ยวเหมยยังคงมีใจให้กับเขา
แต่น่าเสียดายที่เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะแยกกับภรรยาแม้ว่าจะให้พวกนางอยู่ที่ตีนเขาของสำนักชิงหยางได้ก็ตาม
ต้องจับตาดูต่อไป
หลังจากนั้น หวงเสี่ยวเหมยยังกล่าวอีกว่าจะมีการจัดงานฉลองขนาดเล็กสำหรับศิษย์ชั้นใน นางจึงอยากเชิญสวี่หยางให้มาร่วมงานด้วย ซึ่งมีการบอกเป็นนัยว่าผู้บำเพ็ญที่มีภูมิหลังจะมาที่นี่ เขาอาจจะสามารถสร้างความสัมพันธ์จากการเข้าร่วมดังกล่าวได้
ความสัมพันธ์ของสำนักชิงหยางเป็นประโยชน์กว่าความสำคัญของตระกูลผู้บำเพ็ญที่นี่
หากทำการเปรียบเปรย ตระกูลผู้บำเพ็ญที่นี่จะเทียบเท่ากับเจ้าของบ้าน
ส่วนสำนักขนาดใหญ่จะเทียบเท่ากับกลุ่มข้ามชาติซึ่งไม่อาจนำมาเทียบได้
นอกจากนี้ หวงเสี่ยวเหมยยังบอกอีกว่าในตอนท้ายของการแข่งขันของสำนักชั้นในจะมีการนำยา สมุนไพร ศัสตราศักดิ์สิทธิ์ ยันต์และวัตถุชิ้นอื่นมาทำการประมูล ซึ่งหนึ่งในนั้นมียาทะลวงขั้น และนางโชคดีพอที่จะได้รับตั๋วเข้าร่วมมา
การที่นางเชิญสวี่หยางก็เพราะหวังว่าเขาอาจจะได้รับยาทะลวงขั้นจนสามารถเข้าสู่ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นปลายได้โดยไว
หลังอ่านจดหมายจบ หัวใจของสวี่หยางก็สั่นไหว
“ยาทะลวงขั้น!”
แน่นอนว่าเขาต้องการยาทะลวงขั้น แต่นั่นต้องแลกกับการมุ่งหน้าสู่สำนักชิงหยางซึ่งอยู่ไกลลิบ…
“ถนนหนทางก็อันตราย”
ไม่เหมือนเมื่อสามปีก่อน ช่วงเวลาแห่งความสบายทำให้เขาขาดความกระตือรือร้น
ตกกลางคืน เสิ่นม่านอวิ๋นก็ปิดประตูร้าน
พวกเขามารวมตัวกันรอบลานร้านเพื่อรับประทานอาหาร
ทุกวันนี้เมืองฟางปลอดภัยมาก พวกเขาต่างเกียจคร้านที่จะกลับเมืองชั้นในก่อนจะพากันอยู่อาศัยที่ร้านในวันปกติ
หลังจากรับประทานมื้อเย็น สวี่หยางก็แสดงจดหมายให้ภรรยาทั้งสองดู
“สำนักชิงหยาง? สามีวางแผนที่จะไปหรือ?” หลินอวี้อดไม่ได้ที่จะถาม
“ข้ายังไม่ได้วางแผนจะไป มันเป็นการเดินทางไกล ในฐานะผู้บำเพ็ญขอบเขตกลั่นลมปราณระดับหก ย่อมเป็นเรื่องง่ายที่จะเผชิญกับเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง”
สวี่หยางส่ายหน้า
“ข้าก็คิดว่ามันอันตรายเช่นกัน แต่หวงเสี่ยวเหมยเชิญเจ้าไปเข้างานฉลองขนาดเล็กสำหรับศิษย์ชั้นใน นี่นับว่าเป็นโอกาสที่จะสร้างความสัมพันธ์อันดี…” เสิ่นม่านอวิ๋นลังเล
“ข้าจะลองคิดดู”
……
ตกกลางคืนก็มีฝนพรำลงมาตามชายคาประหนึ่งเสียงจักจั่น
ภายในบ้านปรากฏแสงอบอุ่น
หลินอวี้พิงหลังซบไหล่ของสวี่หยาง เส้นผมตกลงมาที่ด้านข้างของใบหน้าเขา ทำให้รู้สึกคันไม่น้อย “สามี อวิ๋นเอ๋อร์ยังคงฝึกเขียนยันต์อยู่หรือ?”
“อื้ม เมื่อไม่นานมานี้ทักษะการสร้างยันต์ของนางพัฒนาขึ้นมาก เพราะงั้นนางอยากเพิ่มอัตราความสำเร็จผ่านการฝึกให้มากขึ้น”
“ช่างเก่งกาจสามารถนัก”
สวี่หยางยิ้ม “เจ้าก็เก่งกาจสามารถเช่นกัน เจ้าคอยดูแลร้านให้มีระเบียบ อวิ๋นเอ๋อร์มักชื่นชมเจ้าต่อหน้าข้า มิหนำซ้ำเรื่องบนเตียงก็มีแต่ดียิ่งขึ้น…”
การได้รับคำชมจากสวี่หยางทำให้หลินอวี้มีความสุข นางพึมพำขณะเผยสายตารักใคร่ออกมา “ขอบคุณสามีมาก ถ้าข้าไม่เจอเจ้าก็คงไม่มีความสุขอย่างทุกวันนี้ พอมองย้อนกลับไปเมื่อสามปีก่อน ตอนที่พ่อของข้าด่วนจากไป ตอนนั้นข้าเคยคิดที่จะตายตามไปด้วย”
สวี่หยางตบหลังนาง “ทั้งหมดมันเป็นอดีตไปแล้ว…”
“สามี เจ้ากับอวิ๋นเอ๋อร์ต่างเป็นคนที่มีหวังในการสร้างรากฐาน หากมีโอกาสก็จงไปสำนักชิงหยางกับคนอื่นเถอะ แบบนั้นจะได้ปลอดภัยไปในตัว หากสามารถประมูลยาทะลวงขั้นมาได้จะต้องดีมากอย่างแน่นอน”
หลินอวี้มองออกว่าสวี่หยางอยากไปสำนักชิงหยาง
สวี่หยางพยักหน้าขณะสนทนาสองสามครั้ง จากนั้นก็ปล่อยให้หลินอวี้พักผ่อน ส่วนเขาเดินไปที่ห้องถัดไป
ตอนนี้ ห้องถัดไปเป็นห้องทำงานของเสิ่นม่านอวิ๋นซึ่งเต็มไปด้วยวัสดุสร้างยันต์
“เป็นอย่างไร สหายเต๋าสวี่ เจ้าไม่ได้รังแกอวี้เอ๋อร์ใช่หรือไม่?”
เสิ่นม่านอวิ๋นวางยันต์ใบใหม่ขณะพูดหยอกล้อด้วยรอยยิ้มสดใส
นางเพียงสวมสายรัดเอวกับชุดตัวบางเท่านั้น เรียกได้ว่าเป็นการแต่งตัวที่ล่อแหลมไม่น้อย
นี่เป็นนิสัยที่ทำจนเคยชิน ทุกวันหลังจากอาบน้ำเสร็จ นางจะมาที่นี่เพื่อฝึกสร้างยันต์อยู่พักหนึ่ง ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวอีกฝ่ายจะไม่ใส่เสื้อผ้าเยอะชิ้น
ถึงอย่างไรพวกเขาล้วนเป็นสมาชิกครอบครัว ดังนั้นนางไม่จำเป็นต้องสนใจ
“โอ้ สร้างยันต์อัคคีขั้นสูงระดับหนึ่งสำเร็จแล้วหรือ?”
สวี่หยางมองยันต์สีเหลืองใบใหม่ขณะขมวดคิ้วมุ่น
เสิ่นม่านอวิ๋นยิ้ม “ตอนนี้ข้ากำลังสร้างยันต์อัคคีขั้นสูงระดับหนึ่งอยู่ อัตราความสำเร็จเกินหกส่วนแล้ว”
“สูงขนาดนั้นเชียว? เช่นนั้นคงต้องตกรางวัลให้อย่างงามแล้ว”
สวี่หยางเข้าหาเสิ่นม่านอวิ๋น แต่นางยังไม่ทราบว่าอีกฝ่ายจะมอบรางวัลอะไรให้
ดีที่นางสร้างยันต์เสร็จพอดี ประกอบกับสนใจที่จะทำอยู่แล้ว หลังจากกลอกตามองสวี่หยาง นางก็ย่อกายลงแล้วยกขากางเกงของอีกฝ่ายขึ้น
……
“พี่สวี่ พี่สวี่…”
เมื่อสวี่หยางกับเสิ่นม่านอวิ๋นกำลังเตรียมตัวสู่การปลุกปล้ำรอบสองในห้องสร้างยันต์ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
“เสียงของสวีเหวินเผิง” เสิ่นม่านอวิ๋นหมดคำจะพูด “ชายหนุ่มผู้นี้นิสัยไม่ดี เมื่อครู่ข้ากำลังเพลิดเพลินอยู่เลย”
สวี่หยางตำหนิเขาเสียงแข็ง “ถึงจะหมดอารมณ์ก็จริง แต่มันก็แค่นั้น เจ้าไปพักก่อน เดี๋ยวข้าไปดูเขาเอง”
ในช่วงสามปีนี้ สวีเหวินเผิงกับสหายบางส่วนมักแวะเวียนมาที่ร้าน สวี่หยางให้ความช่วยเหลือกับอีกฝ่ายมากมาย ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองเป็นไปได้ด้วยดี
เมื่อเปิดประตู สวีเหวินเผิงก็เดินเข้ามาตัวเปียกซ่ก
ทุกวันนี้ ใบหน้าของเขาจ้ำม่ำ รูปร่างสูงโปร่ง เทียบกับรูปลักษณ์วัยเยาว์เมื่อตอนพบกับครั้งแรกแล้ว ตอนนี้ผิวพรรณของอีกฝ่ายค่อนข้างคล้ำและมีสีหน้าที่เคร่งขรึมเย็นชา
ส่วนระดับการฝึกตนก็เข้าสู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับหกได้สำเร็จ
ส่วนสวีเชี่ยนเชี่ยนผู้เป็นพี่สาว หนึ่งเดือนหลังจากนัดดูตัวกัน นางก็เข้าสู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับแปดได้สำเร็จ ตระกูลสวีจึงให้ความสนใจนางมากขึ้นเป็นเท่าตัว
“พี่ใหญ่สวี่ ข้าเปิดประตูเข้ามาแบบนี้ ไม่ได้รบกวนการพักผ่อนของเจ้าใช่หรือไม่?” สวีเหวินเผิงยิ้มกว้าง ทั้งสองคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงตรงเข้าร้านทันทีโดยไม่รอคำอนุญาตจากสวี่หยาง
“ข้ากำลังสร้างยันต์กับภรรยาอยู่ มีอะไรหรือ? เหตุใดเจ้าถึงมาร้านข้าช่วงกลางดึกแบบนี้”
“พี่ใหญ่สวี่ พี่สาวกับข้าจะไปสำนักชิงหยางพรุ่งนี้…”
กลายเป็นว่าพวกเขาก็ทราบเรื่องสมุนไพรกับโอสถวิญญาณจำนวนมากที่จะถูกนำมาประมูลที่เมืองฟางของสำนักชิงหยาง ตระกูลสวีจึงได้ส่งคนบางส่วนไปหาของดีเหล่านั้น
นอกจากนี้มันยังเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกหลานของตระกูลสวีได้ออกไปเปิดโลกกว้างไกลขึ้น
“พี่สวี่ ข้าได้ยินมาจากพ่อว่าครั้งนี้สำนักชิงหยางนำยาทะลวงขั้นมาประมูลไม่ต่ำกว่าสิบเม็ด ข้าทราบว่าเจ้าติดอยู่ที่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับหกมาหลายปี นี่จึงนับว่าเป็นโอกาสอันดี หากมียาทะลวงขั้น เจ้าก็จะสามารถเข้าสู่ระดับเจ็ดได้ไวขึ้น ถึงตอนนั้น พี่สาวข้าอาจจะมองเจ้าต่างออกไปก็ได้”
สวีเหวินเผิงเอ่ยคำด้วยสายตาร้อนผ่าว
เมื่อสามปีก่อน การดูตัวระหว่างสวี่หยางกับสวีเชี่ยนเชี่ยนล้มเหลว ทำเอาสวีเหวินเผิงเสียดายเป็นอย่างยิ่ง
เพราะเขารู้สึกมาตลอดว่าสวี่หยางไม่ได้ขี้ขลาดเหมือนหนูอย่างที่คนอื่นพูดกัน ถึงอย่างไร พวกเขาก็ผ่านประสบการณ์ที่ทะเลสาบปี้กุ้ยมาด้วยกัน ซึ่งอีกฝ่ายแสดงให้เห็นแล้วว่ามีความกล้าหาญและไหวพริบ การที่ผู้บำเพ็ญธรรมดาจะมาถึงจุดนี้ได้แทบไม่มีทางเป็นไปได้เลย
นอกจากนี้ หัวหน้าตระกูลยังให้ค่ากับสวี่หยางอีกด้วย เขาจึงรู้สึกว่าอีกฝ่ายอาจมีวาสนายิ่งใหญ่ก็เป็นได้
ดังนั้น เขาจึงรู้สึกอยากขอโทษแทนพี่สาวมาโดยตลอด ประกอบกับเมื่อไม่นานมานี้นางไปนัดดูตัวกับลูกชายของตระกูลหลี่ เขารู้สึกไม่ดีกับคนผู้นั้น มิหนำซ้ำชื่อเสียงของอีกฝ่ายยังฉาวโฉ่อีกด้วย
แต่พี่สาวกลับถูกใจเสียอย่างนั้น…
ดังนั้นเขาจึงคิดว่าขณะที่พี่สาวกับลูกชายของตระกูลหลี่ยังไม่แต่งงานกัน เขาก็จะให้นางเข้าหาสวี่หยางให้มากขึ้น จนอาจจะเปลี่ยนมุมมองได้ในท้ายที่สุด
เขาจึงมาหาอีกฝ่ายตอนนี้
แน่นอนว่าสวี่หยางไม่ทราบถึงความคิดของสวีเหวินเผิง เขาเพียงคิดว่าอีกฝ่ายทำเพื่อผลประโยชน์ตัวเองถึงได้มาเชื้อเชิญ
“พี่สวี่ เจ้าว่าอย่างไร? ข้าบอกพ่อล่วงหน้าแล้วว่าจะมาเชิญเจ้า”
สวี่หยางอ้าปากด้วยความประหลาดใจ
ผ่านไปสักพัก เขาถอนหายใจ “พี่เหวินเผิง ถ้าเจ้ายืนกรานขนาดนี้ ข้าจะร่วมทางไปสำนักชิงหยางด้วยก็ได้”
คราวนี้เขาออกเดินทางพร้อมกับกองทัพขนาดใหญ่ของตระกูลสวี เนื่องจากมีความปลอดภัยมากกว่า เขาจึงไม่ต้องกังวลอะไร
เมื่อกล่าวลาสวีเหวินเผิง สวี่หยางก็ปิดประตูก่อนเปิดค่ายกลป้องกันอีกครั้ง
ครั้นกลับไปที่ลานบ้าน เงามืดก็เข้ามาสวมกอดเขา ถ้าไม่ใช่เสิ่นม่านอวิ๋นแล้วจะเป็นใครไปได้อีก?
นางสวมเพียงสายรัดเอว ส่วนขาก็พันรอบร่างของสวี่หยางขณะเอ่ยเสียงแผ่วเบา “สหายเต๋าสวี่ เจ้าตัดสินใจจะไปสำนักชิงหยางแล้วใช่หรือไม่?”
“ใช่แล้ว”
สวี่หยางกอดเสิ่นม่านอวิ๋นประหนึ่งลูกแมว “หลังจากข้าไปแล้ว เจ้ากับอวี้เอ๋อร์ต้องดูแลบ้านให้ดีล่ะ”