ย้อนอดีตกลับไปเป็นแมว - ตอนที่ 8 อยู่บ้านคนเดียวต้องเป็นเด็กดี
เพราะเรื่องของชายแปลกหน้าคนนั้น ทั้งอาหวงและจ่าจึง
สงบเสงี่ยมเจียมตัวอยู่ในบ้านไปหลายวัน เจ้าอ้วนยังคงสไตล์เดิม
คือถ้าไม่เรียกก็ไม่ออก ส่วนเจิ้งทั่นได้ตอบตกลงไปถ่ายโฆษณา
อาหารแมวของเสี่ยวกัวแล้ว พ่อเจียวหย่วนพาเขาไปที่ศูนย์กลาง
สัตว์เลี้ยง ‘มันเป็นแบบนี้’ เพื่อถ่ายภาพตลอดสองวัน
โฆษณาตัวแรกไม่ใช่ภาพเคลื่อนไหวแบบที่เจิ้งทั่นคิด แต่
เป็นการใช้ภาพบอกเล่าเรื่องราว
ก่อนหน้านี้เจิ้งทั่นมองข้ามไปเรื่องหนึ่ง ในสมัยนี้การ
เผยแพร่คลิปทางอินเตอร์เน็ตยังไม่แพร่หลายเท่าสิบปีให้หลัง
หลายคนยังไม่คิดถึงการทำประชาสัมพันธ์บนอินเตอร์เน็ต ไม่คิด
ว่ามันจะช่วยทำกำไรให้ได้ หรือบางคนยังบอกว่ามันดูไร้
ความหวัง
แต่เสี่ยวกัวไม่คิดเช่นนั้น เขาพูดขึ้นขณะที่ทำสัญญากับพ่อ
เจียวหย่วนว่า “เสน่ห์ของอินเตอร์เน็ตอยู่ที่การอัปเดตเทคโนโลยี
ใหม่ๆ ทำสิ่งที่โบราณคร ่าครึให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง” ประโยคนี้
ทำให้เจิ้งทั่นมองเสี่ยวกัวอย่างชื่นชมเพิ่มขึ้น ในฐานะที่เขาผ่าน
อะไรมาเยอะกว่า เจิ้งทั่นรู้ดีกว่าใครว่าอีกสิบปีให้หลังอินเตอร์เน็ต
จะพัฒนาไปมากแค่ไหน
เมื่อเทียบกับรูปโฆษณาโดดๆ ของร้านอื่นแล้ว การที่
เสี่ยวกัวใช้รูปแบบการถ่ายโฆษณาแบบใช้ภาพเล่าเรื่องราวดูจะมี
แรงดึงดูดมากกว่า ต่อให้ไม่ใช่คนมีสัตว์เลี้ยงก็ยังชอบดู อย่างน้อย
ก็ช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับแบรนด์สินค้า
มีเจิ้งทั่นอยู่ การถ่ายรูปแนวนี้จึงไม่จำเป็นต้องเปลืองแรง
เท่าไร แม้แต่อาหารแมวก็ไม่ได้เปิดใช้ ซึ่งทำให้เสี่ยวกัวพอใจ
มากๆ หากจะทำให้แมวมีสีหน้าดั่งที่ต้องการนั้นยากมาก ข้อจำกัด
ในแต่ละยุคสมัยทำให้บรรดาเจ้าของสินค้าไม่ค่อยอยากลงทุนกับ
โฆษณารูปแบบนี้เท่าไร
การโฆษณาบอกเล่าเรื่องราวผ่านรูปภาพแบบบนี้เสี่ยวกัวจะ
โพสต์ลงในเว็บบอร์ดสัตว์เลี้ยงทางอินเตอร์เน็ต และใน
ขณะเดียวกันก็ตีพิมพ์ลงในนิตยสารด้วย ก่อนหน้านี้เพื่อนคนหนึ่ง
ของเสี่ยวกัวได้เปิดตัวนิตยสารสัตว์เลี้ยง ออกจำหน่ายเดือนละ
ครั้ง เสี่ยวกัวจึงใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์
อันที่จริงก่อนที่เจิ้งทั่นจะมาศูนย์กลางสัตว์เลี้ยง เสี่ยวกัวได้
ลองใช้แมวตัวอื่นดู บางตัวเป็นแมวราคาแพง แต่ตอนถ่ายและผล
ที่ได้…ทำให้เขาถึงกับโกรธจนปวดท้อง
แต่พอเจิ้งทั่นมา การถ่ายก็ราบรื่นไปหมด ไม่ว่าจะท่าไหน
แววตาแบบไหน ไม่จำเป็นต้องออกแรงพูดกำกับให้มากความ
เสี่ยวกัวจึงไม่ปวดท้องอีกต่อไป อาหารแมวก็ประหยัดลงไปอีก
จึงรีบให้พ่อเจียวหย่วนเซ็นต์สัญญาทันที
เนื่องจากนิตยสาร ‘รักสัตว์เลี้ยง’ ออกเป็นรายเดือน ดังนั้น
เจิ้งทั่นไปถ่ายแค่เดือนละครั้งก็เพียงพอ สำหรับเจิ้งทั่นแล้วมัน
สบายมาก นอกจากจะได้ค่าขนมนิดหน่อยแล้ว เขาเองก็ทำงาน
ด้วยความสนุก ที่น่าตลกที่สุดก็คือ ในท้ายล่างสุดของรูปภาพมี
อักษรตัวเล็กๆ เขียนว่า ‘นักแสดง : blackc’
การใส่ชื่อสัตว์เลี้ยงลงไปเป็นความเคยชินของเสี่ยวกัว ส่วน
‘blackc’ เป็นไอเดียของพ่อเจียวหย่วนที่ไม่ได้บอกชื่อจริงของ
เจิ้งทั่นไป ซึ่งก็เหมือนเป็นการปกป้องเจิ้งทั่นอย่างหนึ่ง
สำหรับชื่อ ‘blackc’ เสี่ยวกัวเองก็ได้ถามถึงเหตุผล พ่อเจียว
หย่วนได้อธิบายว่า black คือสีดำ ส่วน ‘c’ ในตารางธาตุหมายถึง
‘คาร์บอน’ นี่แหละเหตุผล…
การถ่ายโฆษณาครั้งแรกเสี่ยวกัวให้ค่าตัว 1,000 หยวน แม่
เจียวหย่วนบอกว่าได้มากกว่าที่คิดเอาไว้ เงินเท่านี้ถ้าเป็นเจิ้งทั่น
เมื่อก่อนแล้วก็ดูไม่เยอะเท่าไร แต่ตอนนี้กลับเป็นเงินที่ได้มาอย่าง
ยากลำบาก
พ่อเจียวหย่วนได้เปิดบัญชีทำบัตรธนาคารไว้ให้เจิ้งทั่นเพื่อ
เอาไว้ฝากเงินที่ได้จากการถ่ายโฆษณาโดยเฉพาะ อันที่จริงไม่ใช่
แค่เจิ้งทั่นเท่านั้น เจียวหย่วนกับกู้โยวจื่อต่างก็มีบัตรธนาคารเป็น
ของตนเอง เอาไว้เก็บเงินแต๊ะเอียหรือเงินที่ได้เป็นรางวัลจากการ
สอบ เอาไว้ใช้ส่วนตัว แต่บัตรจะถูกเก็บไว้ที่พ่อ เพื่อป้องกันเด็ก
ทั้งสองใช้จ่ายเกินตัว นี่เป็นวิธีสอนในแบบของพ่อเจียวหย่วน
แต่สิ่งที่ทำให้เจิ้งทั่นไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรก็คือ ทำไมพ่อเจียว
หย่วนถึงได้ใช้วิธีนี้กับแมว
บางครั้งเจิ้งทั่นก็ไม่เข้าใจว่ารองศาสตราจารย์เจียวคิดอะไร
อยู่กันแน่ แต่อย่างไรก็ตามจากที่ได้อยู่ด้วยกันมาสามเดือนกว่า
เจิ้งท่านก็ได้เข้าใจเขาในระดับหนึ่งว่าอย่างน้อยเขาก็ไม่ได้มี
จุดประสงค์ร้ายแน่ๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาอยู่ในแวดวง
วิทยาศาสตร์หรือเปล่าถึงได้ยอมรับเรื่องที่มันแปลกประหลาดได้
ง่ายแบบนี้
หากคนข้างนอกรู้ถึงวิธีที่พ่อเจียวหย่วนใช้กับแมวในบ้าน
ตัวเองขึ้นมา ไม่รู้ว่าจะตกตะลึงกันขนาดไหน แม้แต่คนในอย่าง
แม่เจียวหย่วน เจียวหย่วน และกู้โยวจื่อก็ไม่รู้เรื่องนี้ด้วยเช่นกัน
พอถ่ายโฆษณาเสร็จเจิ้งทั่นก็ว่าง หลังจากอุดอู้อยู่ในว่าง
สองวันเขารู้สึกเบื่อจึงออกไปเดินเล่นข้างนอก ครั้งนี้ไม่พบคนที่
น่าสงสัย เขาไปสำรวจที่สนามหญ้าใหญ่หนึ่งครั้งก็ไม่พบผู้ชายที่
เจอกันครั้งก่อน แต่ได้เจอกับหนูตะเภาตัวนั้น เด็กผู้หญิงที่โตกว่า
กู้โยวจื่อไม่เท่าไรกับแม่ของเขากำลังมองดูหนูตะเภาตัวนี้เดินอยู่
ในสนามหญ้า หลังจากที่เจิ้งทั่นคิดดีแล้วจึงอยู่ห่างจากแม่ลูกคู่นี้
ไปไกลอีกหน่อย เพื่อที่จะไม่ได้เป็นเรื่องขึ้นมาอีก
วันนี้หลังจากที่เจิ้งทั่นไปเดินเล่นกลับมาแล้ว ยังไม่ทันที่จะ
ได้เข้าบ้านเขาก็ได้กลิ่นแปลกๆ
มีแขกเหรอ?
บรรยากาศในห้องรับแขกดูไม่ค่อยดี มันเงียบสงบเกินไป
แม่เจียวหย่วนกำลังทำกับข้าวอยู่ในครัว แต่ดูใจลอยนิดหน่อย พ่อ
เจียวหย่วนกับแขกกำลังนั่งสูบบุหรี่อยู่บนโซฟา โดยที่ทั้งสอง
ไม่ได้มีการพูดคุยกัน
แขกคนนี้อายุพอๆ กับพ่อเจียวหย่วน สภาพจิตใจดูแล้วหด
หู่ ในดวงตาเห็นเส้นเลือดชัดเจน คล้ายกับคนที่อดนอนมาหลาย
วัน พ่อเจียวหย่วนเรียกเขาว่า ‘อ้วน’ แสดงว่าสนิทกันพอสมควร
แต่ทำไมตอนนี้ทั้งสองคนจึงเอาแต่เงียบจนน่าประหลาด เจิ้งทั่น
ไม่ค่อยเข้าใจ
ในห้องของเจียวหย่วนมีโต๊ะตัวเล็กๆ วางอยู่หนึ่งตัว เวลามี
แขกแล้วไม่สะดวกให้เด็กทั้งสองอยู่ด้วย แม่เจียวหย่วนจะเอาโต๊ะ
ไม้ที่มีลายธงชาติจีนตัวนี้ออกมาให้เจียวหย่วนกับกู้โยวจื่อกินข้าว
ในนั้น เรื่องของผู้ใหญ่บางครั้งก็ไม่เหมาะที่จะให้เด็กมารับฟัง
ดังนั้นพอเห็นแบบนี้ยิ่งเพิ่มความน่าสงสัยมากยิ่งขึ้นว่าเรื่อง
อะไรที่ถึงกับไม่สามารถให้เด็กอยู่ฟังได้
เจิ้งทั่นกระโดดขึ้นไปยังเก้าอี้ของตัวเองแล้วหมอบลง
พักผ่อนพลางรอดูเหตุการณ์
พฤติกรรมของเจิ้งทั่นพ่อเจียวหย่วนเงยหน้ามามองเล็กน้อย
โดยที่ไม่พูดอะไร
ตอนนี้ไม่สนแล้วว่าทำไมก่อนหน้าถึงได้มีแต่ความเงียบ
พอดื่มเหล้าไปสามแก้ว ปากที่เคยปิดสนิทก็เริ่มเปิดออก
ในบทสนทนาของผู้ชายรุ่นใหญ่ทั้งสองนั้นเคล้าไปด้วย
น ้าตา เจิ้งทั่นค่อยๆ เข้าใจเรื่องราวแล้ว
ศาสตราจารย์หยวนอาจารย์ที่ปรึกษาสมัยที่พ่อเจียวหย่วน
เรียนปริญญาโทคือพ่อของ ‘อ้วน’ ตอนนี้ท่านเป็นมะเร็งปอด
ระยะที่สี่อาการไม่ค่อยดีแล้ว คาดว่าคงอยู่ได้อีกประมาณสอง
เดือน
ตอนที่พ่อเจียวหย่วนเรียนจบจากมหาวิทยาลัยหนานหัว
ศาสตราจารย์หยวนก็ไปต่างประเทศพอดี ในเมื่อท่านไม่อยู่พ่อ
เจียวหย่วนจึงไม่ได้อยู่ทำงานที่นั่นต่อ เขาเลือกที่จะกลับบ้านเกิด
มณฑลจิงฮั่นมาเป็นอาจารย์อยู่ที่ฉู่หัว
มหาวิทยาลัยหนานหัวเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำติดทะเล
ในทางใต้ของจีน อยู่ในทำเลเดียวกับมหาวิทยาลัยฉู่หัวที่อยู่ทาง
ภาคกลาง
ตอนที่พ่อแม่เจียวหย่วนกับ ‘อ้วน’ อยู่ที่หนานหัวค่อนข้าง
สนิทกัน และแน่นอนว่าก็มีความสัมพันธ์อันดีกับศาสตราจารย์
หยวนเช่นกัน วันนี้ได้ยินข่าวแบบนี้ทั้งสองจึงรู้สึกโศกเศร้า
‘อ้วน’ ไม่ได้รับช่วงต่อด้านงานวิจัยจากพ่อของตัวเอง เขา
ไม่สนใจในด้านนี้ หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นพวกที่ไม่เอาถ่าน
เหมือนกับเจิ้งทั่นสมัยก่อนเป็นพวกเสเพลไปวันๆ
เจิ้งทั่นไม่รู้ว่า ‘อ้วน’ ได้พบเจออะไรมาบ้างหลังเรียนจบ
จิตใจบอบช ้ามาเท่าไรกับเรื่องอาการป่วยของพ่อ เท่าที่ฟังจากบท
สนทนาของทั้งสอง อ้วนเปลี่ยนไปเยอะมากเหมือนกับที่พ่อเจียว
หย่วนพูดเมื่อครู่ว่า “เขากลับตัวแล้ว”
คนเลวกลับใจ แต่หลายครั้งที่คนเลวเลือกที่จะเป็นคนเลว
ไปตลอดชีวิต เพราะว่าพอกลับใจแล้วเขาอาจต้องสูญเสียอะไรที่
ยิ่งใหญ่ไป ดังนั้นจึงยอมที่จะไม่สูญเสียดีกว่า
“ดังนั้นถ้าเฟ่ยหางไม่บอกฉันว่านายมาเมืองฉู่หัว นายก็จะ
แบกรับภาระต่อไปคนเดียวอีกใช่ไหม ปิดบังทุกคนไปตลอด
ชีวิต!” พ่อเจียวหยวนตาแดง เสียงที่พูดไม่สูง แต่สั่นเครือ เห็นได้
ชัดว่าเขาควบคุมอารมณ์ไม่อยู่แล้ว
แม่เจียวหย่วนไม่พูดอะไร นั่งเช็ดน ้าตาอยู่ข้างๆ อย่างเงียบๆ
“พ่อเขา…ไม่อยากให้คนรู้เยอะ ตอนนี้ท่านไม่รับการรักษา
อะไรอีกแล้ว ท่านอยากจากไปอย่างสงบในบ้านเกิด” อ้วนพูด
พลางสะอื้น
สมัยนั้นพ่อเจียวหย่วนเป็นศิษย์เอกของศาสตราจารย์หยวน
ตอนนั้นมีใครบ้างในสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพแห่งมหาวิทยาลัย
หนานหัวที่ไม่อิจฉาศาสตราจารย์หยวนที่มีลูกศิษย์เก่งขนาดนี้
บวกกับที่ลูกตัวเองเป็นคนไม่เอาไหน ท่านจึงรักพ่อเจียวหย่วน
เสมือนเป็นลูกของตัวเอง ความสำเร็จของพ่อเจียวหย่วนในทุก
วันนี้ล้วนแต่เป็นฝีมือของศาสตราจารย์หยวนทั้งสิ้น แต่หลังจากที่
ท่านไปต่างประเทศแล้ว ทั้งสองคนก็คุยกันผ่านโปรแกรมแชท
บ้างเป็นครั้งคราวหรือไม่ก็ส่งอีเมล คล้ายกับว่าท่านมีเรื่องต่างๆ ที่
ต้องทำมากมาย สัปดาห์ก่อนพ่อเจียวหย่วนได้รับอีเมลจาก
ศาสตราจารย์หยวน ท่านเขียนมาบอกว่าคงไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์
ไปอีกนาน จนถึงตอนนี้ท่านคงไม่คิดจะบอกใครจริงๆ
หลังจากเงียบไปสักพักพ่อเจียวหย่วนก็คุมอารมณ์ได้ดีขึ้น
จึงถามขึ้น “แล้วครั้งนี้นายมาเมืองฉู่หัวทำไมล่ะ เฟ่ยหางบอกว่า
นายมาสำรวจ สำรวจอะไรเหรอ มีอะไรให้ช่วยก็บอกมาได้เลยไม่
ต้องเกรงใจ”
อ้วนเอามือขึ้นลูบหน้าพลางพูด “ฉันกำลังเตรียมจะเปิด
บริษัทเกี่ยวกับชีวภาพ ไม่ได้คิดจะทำเล่นๆ”
พ่อเจียวหย่วนพยักหน้า “เมืองฉู่หัวทำเลไม่เลว บริษัท
ใหม่ๆ ริมทะเลผุดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นบริษัทในประเทศหรือ
ของต่างประเทศ เมืองหมิงจูทางภาคตะวันออกมีบริษัทหนานฟังจี
อินครองพื้นที่ เมืองหลวงก็มีหัวต้าจีอิน แต่ละพื้นที่ต่างก็มีบริษัท
ใหญ่ๆ ครองตลาดจนกลายเป็นกลุ่มผลประโยชน์ไปแล้ว หากจะ
เข้าไปร่วมใช่ว่าจะไม่ได้ แต่ก็คงต้องเปลืองแรงมาก ในทาง
กลับกันการแข่งขันทางภาคกลางยังไม่มากเท่าไร การพัฒนาก็
เป็นไปอย่างค่อนข้างเร็ว ฉันอยู่ทางนี้ก็ยังพอช่วยเหลือได้บ้าง”
เจิ้งทั่นไม่ค่อยเข้าใจเรื่องที่พ่อเจียวหย่วนกับอ้วนปรึกษากัน
ว่าทั้งสองคนจะเปิดบริษัททำอะไรกันแน่ ดังนั้นหลังจากที่นอน
ฟังอยู่สักพักเขาจึงลุกไปที่ห้องเจียวหย่วน
ผ่านไปหลายวันพ่อเจียวหย่วนก็เรียกเจิ้งทั่นให้เข้าไปหา
เพื่อบอกว่าครอบครัวเจียวทั้งสี่จะไปทางอีสานกัน
บ้านเกิดของศาสตราจารย์หยวนอยู่ทางภาคอีสาน การที่พ่อ
เจียวหย่วนตัดสินใจแบบนี้หลังจากที่ทราบเรื่องเจิ้งทั่นก็เข้าใจดี
แต่ว่า…แบบนี้เขาก็ต้องอยู่บ้านโดยลำพังสิ!
พ่อเจียวหย่วนถามความเห็นของเจิ้งทั่นว่าถ้าอยากไป
ด้วยกันล่ะก็ เขาจะไปยืมรถมาหนึ่งคันแล้วขับไปแทนจะสะดวก
กว่า
เจิ้งทั่นคิดสักพักก็ส่ายหน้า ถ้าไปทางใต้เขาจะไปด้วย
แน่นอน เขาอยากรู้ว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ แต่พอไปทาง
เหนือเขาไม่อยากไปเท่าไร
เจิ้งทั่นไม่อยากถูกส่งไปสถานที่รับฝากสัตว์เลี้ยง และก็ไม่
อยากไปนอนบ้านอื่นด้วย ดังนั้นพ่อเจียวหย่วนจึงทิ้งกุญแจไว้ให้
เขาหนึ่งดอก
ก่อนที่ทั้งสี่จะออกเดินทางได้ผลัดกันกำชับเจิ้งทั่น ซึ่งสรุป
ความได้ว่า “อยู่บ้านคนเดียวต้องเป็นเด็กดี อย่าเปิดประตูให้คน
แปลกหน้า”
“……” นี่เห็นเราเป็นเด็กเหรอ?
เจียวหย่วนกับกู้โยวจื่อก่อนออกไปได้เอาขนมของตัวเอง
ทั้งหมดออกมากองไว้บนโซฟาเพราะกลัวว่าแมวตัวเองจะหิว
พอทั้งสี่คนไปแล้วเจิ้งทั่นก็มองห้องที่ว่างเปล่า อยู่ๆ ก็รู้สึก
ว่าบ้านเก่าๆ นี้ดูกว้างขึ้นทันตา
น่าเบื่อชะมัดเลย
เจิ้งทั่นกลิ้งไปกลิ้งมาบนโซฟาในห้องรับแขก จากนั้นก็
ห้อยตัวลงมาจากขอบโซฟา มองโลกแบบกลับด้าน
สุดท้ายสายตาของเขาไปตกอยู่ที่ปฏิทินแขวน พ่อเจียวหย่
วนบอกว่าพวกเขาจะไปหนึ่งอาทิตย์ วันนี้เป็นวันพุธ ต้องรอไปถึง
พุธหน้า…
วันพุธเหรอ?
เจิ้งทั่นพลิกตัวกลับขึ้นมา
ทุกวันพุธเป็นวันลงสินค้าของบูรพาซุปเปอร์มาเก็ต รถส่ง
ของจะมาตอนบ่ายสี่ห้าโมง และกลับออกไปตอนประมาณหนึ่ง
ทุ่ม
ตอนนี้บ่ายสี่โมงครึ่ง
เจิ้งทั่นเอากุญแจที่พ่อเจียวหย่วนให้คล้องคอแล้วออกจาก
บ้าน
ภายในสามชั่วโมงหลังจากที่ถูกกำชับว่า ‘อยู่บ้านต้องเป็น
เด็กดี’ เจิ้งทั่นก็ตัดสินใจออกไปข้างนอก