ย้อนเวลาพร้อมมือถือเทพ สู่บัลลังก์เจ้าพ่อไอที - บทที่ 48 - ความหวั่นไหวของจ้าวเหมิง
- Home
- ย้อนเวลาพร้อมมือถือเทพ สู่บัลลังก์เจ้าพ่อไอที
- บทที่ 48 - ความหวั่นไหวของจ้าวเหมิง
บทที่ 48 – ความหวั่นไหวของจ้าวเหมิง
“เชี่ย! เซี่ยตง นาย… นายโคตรเทพเลยว่ะ!”
ไอ้หัวทองพุ่งเข้ามาคนแรก ความกลัวบนใบหน้ายังไม่จางหายดี แต่น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
“เมื่อกี้ฉันนึกว่าจะได้ไปไหว้บรรพบุรุษซะแล้ว! จังหวะนั้นของนาย แม่งเหมือนถ่ายหนังเลย!”
หลี่ลี่สาวแว่นก็ขยับแว่น มองเซี่ยตงแล้วพูดเสียงเบาว่า “ส… สุดยอดเลย ปฏิกิริยาไวมาก”
ลุงหวังยกนิ้วโป้งให้เซี่ยตง ใบหน้าซื่อๆ เต็มไปด้วยความนับถือ “พ่อหนุ่ม ไม่ธรรมดาจริงๆ ฮีโร่ชัดๆ!”
ชั่วขณะนั้น คำว่า “โคตรเจ๋ง” “สุดยอด” “ฮีโร่” ดังระงมไม่ขาดสาย
เซี่ยตงรู้สึกทำตัวไม่ถูกกับสถานการณ์กะทันหันนี้
เขาแค่ทำในสิ่งที่คนปกติควรจะทำเท่านั้นเอง
แต่เขารู้ดีว่า ความเยือกเย็นนี้มาจากจิตวิญญาณวัยสามสิบกว่าปีข้างใน
ถ้าเป็นเซี่ยตงวัยสิบแปดจริงๆ ป่านนี้คงได้แต่นั่งกอดคอร้องไห้กับจ้าวเหมิงไปแล้ว
อุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้เซี่ยตง “สร้างชื่อในชั่วข้ามคืน” ที่โรงเรียนสอนขับรถหงถู
จากเด็กใหม่ขับรถเก่ง เลื่อนขั้นเป็น “เทพเจ้ากู้ภัย” ระดับตำนาน
หลายวันต่อมา ครูฝึกหลิวเหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
แกยังคงเป็นเสือยิ้มยากเหมือนเดิม แต่เสียงคำรามที่เคยเอาเป็นเอาตายลดลงไปอย่างเห็นได้ชัด
โดยเฉพาะเวลาอยู่ต่อหน้าเซี่ยตง แกถึงขั้นยื่นบุหรี่ให้ด้วยซ้ำ แม้เซี่ยตงจะโบกมือปฏิเสธทุกครั้งก็ตาม
สายตาที่แกมองเซี่ยตง ไม่ใช่ครูฝึกมองลูกศิษย์อีกต่อไป แต่เป็นการมองแบบเท่าเทียม หรือแฝงความพินิจพิเคราะห์ด้วยซ้ำ
ส่วนจ้าวเหมิง กลายเป็นเงาตามตัวเซี่ยตงไปแล้ว
เธอไม่ได้แค่นั่งเงียบๆ อยู่ข้างๆ เหมือนเมื่อก่อน
ขอแค่มีเซี่ยตงอยู่ สายตาของเธอก็จะคอยมองตามเขาอย่างไม่รู้ตัว
ช่วงพักเบรก เธอจะคอยยื่นทิชชู่ให้เขาซับเหงื่อเงียบๆ
ตอนพักกินข้าวกลางวัน เธอจะช่วยจัดตะเกียบกับช้อนให้เขาเสร็จสรรพ
คำถามของเธอก็เยอะขึ้นด้วย
“เซี่ยตง ถอยจอดเทียบข้างเนี่ย ฉันกะจังหวะหักพวงมาลัยไม่ถูกสักที… นายช่วยสอนฉันอีกรอบได้มั้ย?” เสียงเธอเบาหวิว แฝงความพึ่งพาแบบเกรงใจ
เซี่ยตงก็ไม่ได้หวงวิชา ถ่ายทอดเทคนิค “สายความรู้สึก” ที่สรุปได้จากการเป็นสารถีในชาติที่แล้วให้เธอจนหมดเปลือก
“อย่าไปท่องจำจุดตายตัวที่ครูฝึกบอก”
เซี่ยตงยืนอยู่นอกรถ คอยกำกับจ้าวเหมิงที่กำลังฝึกซ้อม
“รถมันมีชีวิต คุณต้องสัมผัสมันให้ได้ อย่างเวลาถอยหลัง ให้จินตนาการว่าล้อหลังคือส้นเท้าของคุณ รู้สึกว่ามันจะเหยียบเส้นเมื่อไหร่ ก็หักพวงมาลัยเมื่อนั้น”
ทฤษฎีนามธรรมแบบนี้ ถ้าครูฝึกหลิวได้ยินคงคว้าประแจมาไล่ฟาด
แต่จ้าวเหมิงกลับตั้งใจฟังเป็นพิเศษ ลองผิดลองถูกซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อหา “ความรู้สึก” แบบที่เซี่ยตงบอก
น่าแปลก พอเธอเลิกยึดติดกับจุดตายตัว แล้วผ่อนคลายลง เซ้นส์การขับรถกลับดีขึ้นเรื่อยๆ
บ่ายวันหนึ่ง หลังฝึกเสร็จ แสงอาทิตย์ยามเย็นทอดยาวดึงเงาของทุกคนให้ยืดยาว
ทุกคนแยกย้ายกันกลับ
เซี่ยตงเก็บของ เตรียมจะไป แต่เห็นจ้าวเหมิงยังยืนอยู่ที่เดิม ก้มหน้าเหมือนลังเลอะไรบางอย่าง
“เป็นไร? ยังไม่กลับอีก?” เซี่ยตงถาม
จ้าวเหมิงเงยหน้า แก้มที่ต้องแสงอาทิตย์อัสดงดูแดงระเรื่อ
“เซี่ยตง…”
“หือ?”
“วันนั้น… ขอบคุณนะ”
เธอขอบคุณอีกครั้ง น้ำเสียงจริงจังกว่าครั้งไหนๆ
“เรื่องเล็กน่า อย่าใส่ใจเลย” เซี่ยตงยิ้ม
“ไม่ ไม่ใช่เรื่องเล็ก” จ้าวเหมิงส่ายหน้า มองเขาด้วยสายตามุ่งมั่น “ถ้าไม่ได้นาย ฉัน…”
เธอพูดไม่จบ แต่ความหวาดกลัวและความซาบซึ้งในแววตา อธิบายทุกอย่างได้ชัดเจน
เซี่ยตงมองเธอ ดวงตาของเด็กสาวใสกระจ่างดุจบ่อน้ำ สะท้อนเงาของเขา และปะปนไปด้วยอารมณ์บางอย่างที่เขาอ่านไม่ออก แต่ก็ดูคุ้นเคยแปลกๆ
บุญคุณช่วยชีวิต สำหรับเด็กสาวที่เพิ่งเริ่มมีความรัก มันมีน้ำหนักมากเหลือเกิน
หลังเลิกฝึกอีกวัน แสงเย็นทอดเงายาวเหยียด
จ้าวเหมิงสะพายเป้ใบเล็ก เดินตามหลังเซี่ยตงต้อยๆ
“เซี่ยตง” จู่ๆ เธอก็พูดขึ้น เสียงไม่ดัง แต่ใสกังวาน
“หือ?” เซี่ยตงหยุดเดิน หันกลับมามอง
แก้มเด็กสาวแดงระเรื่อเพราะแดด ผมสั้นปลิวไสวตามลม เผยให้เห็นหน้าผากเกลี้ยงเกลา
“เพื่อ… เพื่อเป็นการขอบคุณที่นายช่วยฉันไว้คราวก่อน ฉันอยากเลี้ยงข้าวนายสักมื้อ”
เสียงเธอค่อยลงเรื่อยๆ จนแทบไม่ได้ยิน ก้มหน้างุด เหมือนคำเชิญนี้ใช้ความกล้าทั้งหมดที่มีไปแล้ว
เซี่ยตงมองนิ้วมือที่กำสายสะพายเป้แน่นด้วยความตื่นเต้นของเธอ แล้วจู่ๆ ก็ยิ้มออกมา
“เอาสิ”
สองพยางค์สั้นๆ แต่ทำเอาจ้าวเหมิงเงยหน้าขวับ นัยน์ตาเป็นประกายด้วยความดีใจ
“จริงนะ?”
“จริงสิ ผมกินจุนะ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน” เซี่ยตงพูดติดตลก
ในที่สุดจ้าวเหมิงก็ยิ้มออก รอยยิ้มท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็นนั้น ใสซื่อบริสุทธิ์เหมือนคริสตัล
“ไม่เสียใจแน่นอน!”
ทั้งคู่ไปร้านอาหารตามสั่งในตัวเมือง
เป็นเวลาอาหารเย็นพอดี ในร้านคนพลุกพล่าน อบอวลด้วยกลิ่นอาหารและเสียงคุยโขมงโฉงเฉง ได้บรรยากาศชีวิตชีวา
จ้าวเหมิงดูเหมือนจะเป็นลูกค้าประจำ สั่งเมนูแนะนำอย่างคล่องแคล่ว
ไก่ผัดเม็ดมะม่วง หมูเส้นผัดเปรี้ยวหวาน เต้าหู้ทรงเครื่อง
เป็นกับข้าวธรรมดาๆ ที่กินกับข้าวสวยร้อนๆ แต่อร่อยล้ำและเยียวยาจิตใจที่สุด
ช่วงแรก บรรยากาศยังเกร็งๆ อยู่นิดหน่อย
เพราะนอกจากเรื่องขับรถ ดูเหมือนพวกเขาจะไม่มีเรื่องคุยกันเท่าไหร่
จ้าวเหมิงก้มหน้าก้มตาเคี้ยวข้าวคำเล็กๆ แอบชำเลืองมองเซี่ยตงแวบหนึ่งเป็นพักๆ แล้วก็รีบก้มหน้ากลับไป แก้มแดงปลั่ง
เซี่ยตงไม่ถือสา ชาติที่แล้วเขากินข้าวกับกรรมกรก่อสร้าง กินเลี้ยงกับโปรแกรมเมอร์ใส่เสื้อลายสก๊อต ผ่านมาทุกสังเวียน เขาเลยเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนา
“เลือกคณะเสร็จเรียบร้อยแล้วใช่มั้ย?”
นี่คือหัวข้อที่ปลอดภัยและสำคัญที่สุดสำหรับเด็กที่เพิ่งสอบเสร็จ
เป็นไปตามคาด ตาของจ้าวเหมิงเป็นประกาย เธอวางตะเกียบลง
“เรียบร้อยแล้ว ฟังคำแนะนำของนาย ลงคอมพิวเตอร์ไป”
“อื้มๆ วันแรกที่เจอที่โรงเรียนสอนขับรถก็ได้ยินคุณพูดแล้ว แต่ยังไม่รู้เลยว่ามหาลัยไหน?” เซี่ยตงเริ่มสนใจ
“มหาวิทยาลัยไปรษณีย์และโทรคมนาคมปักกิ่ง (BUPT)” น้ำเสียงของจ้าวเหมิงเจือความคาดหวังและความไม่แน่ใจ “คะแนนน่าจะ… พอไหวนะ ว่าแต่นายล่ะ ลงคณะอะไร มหาลัยไหน?”
มือที่กำลังคีบกับข้าวของเซี่ยตงชะงักไป
ใบหน้าเขาปรากฏรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“บังเอิญจังแฮะ?”
“บังเอิญอะไรเหรอ?” จ้าวเหมิงยังตามไม่ทัน กระพริบตาปริบๆ ด้วยความสงสัย
เซี่ยตงค่อยๆ ส่งเต้าหู้เข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ แล้วมองตาเธอ พูดชัดถ้อยชัดคำ:
“ผมก็ลง มหาวิทยาลัยไปรษณีย์และโทรคมนาคมปักกิ่ง สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี เหมือนกัน”
อากาศรอบตัว เงียบสนิทอีกครั้ง
ตะเกียบในมือจ้าวเหมิงสั่นกึก
ไก่ผัดเม็ดมะม่วงฉ่ำซอสชิ้นหนึ่ง ร่วงจากปลายตะเกียบ “แปะ” ลงบนโต๊ะ
แต่เธอไม่รู้ตัวเลยสักนิด
ตาของเธอค่อยๆ เบิกกว้าง ปากเผยอค้าง สีหน้าตอนนี้น่าจะช็อกยิ่งกว่าตอนเห็นรถซานตาน่าเกือบชนต้นไม้เสียอีก
“นาย… นาย…”
เธอพูดคำว่า “นาย” ค้างอยู่อย่างนั้น พูดไม่จบประโยคสักที แก้มเปลี่ยนสีจากชมพูระเรื่อเป็นแดงก่ำด้วยความเร็วแสง
เซี่ยตงมองท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูของเธอแล้วอดหัวเราะออกมาไม่ได้