ย้อนเวลามาครั้งนี้ ฉันขอเป็นนักธุรกิจสาวดาวรุ่งแห่งยุค 80 (จบ) - บทที่ 16 เสมือนแม่
เขากำลังนั่งคัดตัวอักษรอย่างตั้งอกตั้งใจ
เกาซูค่อย ๆ เดินเข้าไปหา พบว่าจงอี้เขียนตัวเลขเต็มแผ่นไป
แล้ว ส่วนแผ่นที่สองกำลังเขียนพินอินแถวสุดท้ายอยู่
แม้เด็กน้อยจะตั้งใจเขียนเพียงใด แต่มันกลับดูบิดเบี้ยว
เกาซูมองจงอี้เขียนตัวอักษรตัวสุดท้ายเสร็จ แล้วจึงย่อตัวลง
ก่อนอื่น เธอต้องชมที่เขาเขียนหนังสืออย่างตั้งใจ จากนั้นก็มอง
ดวงตาที่เปล่งประกายของเขา
“จงอี้…” เสียงของเธอนุ่มนวล “ต่อไปนี้ เธอช่วยฉันหน่อยได้
ไหม?”
เห็นได้ชัดว่าดวงตาสีดำขลับของจงอี้เผยความประหลาดใจ
ออกมา
“ตอนนี้พ่อของเธออยู่ที่ค่ายทหาร ไม่ค่อยได้กลับบ้าน ปู่ก็อายุ
มากแล้ว ทุกวันต้องออกไปทำงานที่ทุ่งนา เธอเป็นผู้ชายที่อายุยังน้อย
และแข็งแรงที่สุดในบ้าน เธอช่วยฉันดูแลบ้านหลังนี้หน่อยได้ไหม?”
เด็กน้อยมองหญิงที่นั่งข้าง ๆ ตาปริบ ๆ เขาไม่เข้าค่อยใจในคำ
ขอร้องของเธอมากนัก เมื่อครู่ แม่ของเกาซูก็ยังบอกเลยว่า ‘เขาเป็น
คนนอก’ หากจะให้เขาทำตัวเหมือนคนในบ้านนี้คงทำให้เกาซูไม่
พอใจไปด้วย
แม้ว่าช่วงหลายวันมานี้เกาซูจะเปลี่ยนท่าทีที่มีต่อเขาเป็น
อ่อนโยนขึ้น แต่ใครจะรู้ว่า ลึก ๆ แล้วเธอจะคิดเช่นไร เธออาจจะแค่
พยายามอดกลั้นความรู้สึกไม่ชอบใจเพราะเป็นผู้ใหญ่ แต่ความจริง
คงเกลียดเขาไม่ต่างจากแม่ของเธอ
“เป็นอะไรไป กงวัลเหรอ”
“…”
เด็กน้อยไม่ตอบเป็นคำพูด แต่ส่ายหน้าปฏิเสธ ทว่าเกาซูดูออก
จึงอมยิ้มแล้วลูบหัวเจ้าเด็กน้อยเบา ๆ
“ที่เธอโดนว่าเมื่อกี้ อย่าใส่ใจเลย”
“แต่…”
“แม่ฉันต่างหากที่เป็นคนนอก สำหรับบ้านหลังนี้ และตระกูลนี้
เธอก็คือลูกของเรา”
จงอี้นิ่งอึ้งไปพักใหญ่ เมื่อครู่นี้ เกาซูพูดว่า ‘ลูกของเรา’ นั่น
หมายถึง เธอก็คิดว่าเขาเป็นลูกชายคนหนึ่งอย่างนั้นเหรอ
เด็กน้อยตาแดงก ่า ราวกับว่าน ้าตาจะรื้นขึ้นมาอย่างไรอย่างนั้น
“เพราะฉะนั้น เธอเป็นลูกบ้านนี้ ก็ต้องทำตัวดี ๆ เป็นเด็กที่่น่ารัก
ไม่ทำให้พ่อต้องเป็นห่วง เข้าใจไหม”
ได้ยินดังนั้น เด็กน้อยก็ปล่อยโฮออกมาดังลั่น ซึ่งนั่นก็ทำให้เกาซู
ตกใจไม่แพ้กัน
เธอรีบดึงเจ้าหนูมากอดไว้เพื่อปลอบประโลม เมื่อร่างเล็ก ๆ ใน
อ้อมแขนสะอื้นตัวโยนขนาดนี้ เกาซูก็รู้ได้ในทันทีว่า ที่ผ่านมา จงอี้
คงจะเจ็บปวดและกังวลมากกับการที่ต้องถูกชาวบ้านมองว่า ‘ลูกไม่มี
พ่อไม่มีแม่’
“ฮึก… ฮือออ… ผมจะเป็นเด็กดี… จะไม่ทำให้พ่อกับ ‘แม่’ ต้อง
เป็นห่วง…”
คำว่า ‘แม่’ ที่หนูน้อยเอ่ยมาขณะที่กำลังร้องไห้โฮนั้น แสดงถึง
ความรู้สึกอันท่วมท้นในใจ และมันก็ทำให้เกาซูอดไม่ได้ที่จะรู้สึกยินดี
กับคำคำนี้มาก
ชาติที่แล้ว เป็นเธอเองที่มีทิฐิล้นเหลือ จนทำให้ความสัมพันธ์อัน
ดีถูกขัดขวาง กระทั่งเธอและจงอี้ต่างก็มีระยะห่างที่มากเกินไป ทั้งที่
ความจริงแล้ว เด็กคนนี้อยากจะเข้าหาเธอและถูกเธอยอมรับว่าเป็น
ลูกชายคนหนึ่ง มาตอนนี้ เธอคิดว่า นี่คือเวลาอันดีที่จะเริ่มต้นสิ่งใหม่
และทำมันให้ดีกว่าเดิม
เกาซูยิ้มบาง ๆ แล้วเธอยื่นนิ้วก้อยไปหาเด็กน้อย “เธอต้องช่วย
แม่ตลอดไปนะ สัญญาก่อน!”
“สัญญาครับ!” จงอี้ไม่ลังเลที่จะเกี่ยวก้อยสัญญากับเธอ
หลังจากนั้น เกาซูก็พาเขากลับไปกินอาหาร
ดูท่าทางเด็กชายจะชอบของหวานเป็นพิเศษ เห็นขนมฟักทอง
แล้วตาก็เป็นประกายเลยทีเดียว
เกาซูยิ้มแล้วพูดว่า “วันนี้ทำการบ้านได้ดีมาก เย็นนี้เราเข้าเมือง
กัน กลับมาค่อยทำของอร่อย ๆ ให้กินอีก”
จงอี้ได้ยินดังนั้นก็ยิ่งตาเป็นประกาย ไม่ว่ายังไง เด็ก ๆ ก็ชอบกิน
ขนมกันมากจริง ๆ…
หลังจากทานอาหารเสร็จ เธอก็พาจงอี้ออกเดินทาง
จุดหมายแรกคือร้านขายเสื้อผ้า เสื้อผ้าที่จงอี้ใส่อยู่นั้น ทั้งเก่า ทั้ง
สั้นเขิน ตรงหัวเข่าก็ขาดเป็นรูกว้าง โดนปะไปหลายรอบจนรอยปะก็
ขาดวิ่นไปหมดแล้ว
เพราะก่อนหน้านี้ เธอทำตัวห่างเหินและแสดงออกว่าไม่ชอบเด็ก
คนนี้จนเกินไป ผนวกกับที่มู่อวิ่นเฉิงเป็นชายฉกรรจ์ไม่รู้ประสีประสา
จึงไม่ทันสังเกตว่า ที่เด็กคนนี้คอยปฏิเสธการซื้อเสื้อผ้าใหม่ ๆ อยู่
เรื่อยนั้น ก็เพราะเจ้าหนูเกรงใจและเจียมตัวว่าตนเองเป็นเพียง
ลูกบุญธรรมเท่านั้น
ระหว่างที่เดินเข้าไปในร้าน เกาซูก็สังเกตเห็นว่า จงอี้ไม่ได้แสดง
ท่าทางตื่นเต้นกับสิ่งต่าง ๆ ในเมืองเลยสักนิด ราวกับว่าเขาคุ้นเคยกับ
มันเป็นอย่างดี…
เกาซูนึกถึงแม่ของจงอี้ ผู้หญิงที่ไม่เคยถูกพูดถึง ไม่ว่าจะเป็นใน
ชาติที่แล้วหรือชาตินี้ก็ไม่เคยปรากฏตัว ไม่รู้ว่าหญิงคนนั้นเป็นคน
แบบไหนกันแน่…
หญิงสาวซื้อเสื้อผ้าให้จงอี้สองชุด รองเท้าสองคู่ คิดอยู่ครู่หนึ่งก็
เดินไปที่แผนกขายไหมพรม เธอใช้เวลาเลือกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะ
ตัดสินใจซื้อ
เกาซูถักไหมพรมเก่งมาก ฤดูใบไม้ร่วงกำลังจะมาถึง เธอตั้งใจจะ
ถักเสื้อไหมพรมให้ทุกคนในครอบครัว
เมื่อเดินผ่านร้านเสื้อผ้าสตรี เธอเห็นเสื้อเชิ้ตสีแดงตัวหนึ่งดูสวยดี
จึงซื้อมาให้เกาผิง น้องสาวของเธอ
ตอนนี้ ในมือของเธอก็เต็มไปด้วยข้าวของมากมาย กว่าจะซื้อ
อุปกรณ์การเรียนและหนังสือเรียนเสร็จ ในมือของจงอี้ก็เต็มไปด้วย
ของชิ้นเล็กชิ้นน้อย
เกาซูรู้สึกเสียดายเล็กน้อย เมื่อเทียบกับยุคใหม่ หนังสือเตรียม
สอบเข้ามหาวิทยาลัยในยุคนี้มีน้อยมาก มันช่างแตกต่างกันราวฟ้า
กับเหว
เธอแบกข้าวของมากมายไปยังเป้าหมายสุดท้าย นั่นคือโรงงาน
น ้าตาลของรัฐ
มีคนรู้จักที่แสนสำคัญของเธออยู่ที่นั่น
แต่โชคไม่ดีที่เขาไม่อยู่บ้าน
ช่างน่าเสียดายจริง ๆ ยุคนี้ไม่มีโทรศัพท์ การติดต่อสื่อสารไม่
สะดวกและล่าช้าเกินไป
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เธอกับคนคนนั้นก็ยังเป็นแค่คนแปลกหน้า…
หากพยายามตามหามากเกินไป ก็อาจทำให้อีกฝ่ายกลัวจนหนีเตลิด
ไปก็เป็นได้
ช่างเถอะ ไว้ค่อยเจอกันใหม่เมื่อมีโอกาส
เกาซูซื้อลูกอมสองห่อและขนมจีบที่ร้านค้าในโรงงานน ้าตาล
เพื่อให้จงอี้กินระหว่างทางกลับบ้าน
กว่าจะถึงบ้านก็มืดแล้ว แม่สามีกำลังทำอาหารเย็นอยู่ พ่อสามีก็
กลับมาจากทำงานพอดี
เมื่อเห็นว่าเธอถือของพะรุงพะรัง ทั้งสองคนก็ลอบสงสัยในใจ แต่
ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
เกาซูล้างมือแล้วเข้าไปช่วยทำอาหารในครัว
ส่วนจงอี้ก็เดินตามเข้ามา ร่างเล็ก ๆ ในครัวแคบ ๆ เดินชนมู่เฟิน
ที ชนเกาซูที ทำตัวยุกยิกน่าเอ็นดู
มู่เฟินเห็นแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ “ครัวแค่นี้ จะมาเบียดกันทำไม”
เด็กคนนี้มักจะเป็นแบบนี้เสมอ ไม่ว่าเมื่อไรก็จะพยายามทำตาม
สัญญาที่ให้ไว้อยู่เสมอ
เธอหยิบผลไม้ส่งให้เด็กน้อย “จงอี้ ช่วยเอาไปล้างให้หน่อยได้
ไหม”
เจ้าหนูพยักหน้า หยิบกะละมังใบเล็กไปล้างผลไม้ในทันที
วันนี้เกาซูตั้งใจจะทำถังหูลู่ ตามที่สัญญากับจงอี้ไว้
แต่ไม่คิดว่า เด็กที่ชอบกินของหวานมากขนาดนี้ พอกัดไปคำ
หนึ่งก็ไม่ยอมกินต่อ
“เป็นอะไรหรือเปล่า ไม่อร่อยเหรอ” เกาซูถาม
จงอี้ส่ายหัวปฏิเสธเป็นพัลวัน “เปล่าครับ ผมเก็บไว้กินพรุ่งนี้…”
“กินเถอะ พรุ่งนี้ก็เหนียวแล้ว ถ้าชอบ พรุ่งนี้แม่จะทำให้กินใหม่”
จงอี้ได้ยินดังนั้นก็ยอมกินจนหมด
หลังอาหารเย็น เกาซูก็หยิบของที่ซื้อจากร้านแรกมา ไหมพรม
สิบม้วนใหญ่ ทั้งหมดเป็นสีเข้ม เธอให้พ่อแม่สามีเลือกสีที่ชอบ
พ่อแม่สามีถึงกับตะลึงงัน มองเธอราวกับมองผีในที่มืด
เกาซูกระแอมไปสองครั้งเพื่อเรียกสติทั้งคู่กลับมา ชาติที่แล้วเธอ
คงทำเวรทำกรรมไม่ดีไว้มาก อีกฝ่ายจึงได้ตกใจกับการกระทำเล็ก ๆ
น้อย ๆ ของเธอ
“อวิ่นเฉิงสั่งไว้ บอกว่าใกล้เข้าฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ให้ซื้อเสื้อผ้าให้
พ่อกับแม่ค่ะ หนูคิดว่าอยู่ชนบทแบบนี้ เสื้อผ้าที่ต้องใส่ทำงานก็ควรจะ
เป็นแบบที่ทำเอง เลยซื้อให้จงอี้แค่สองชุด อีกเดือนสองเดือน อากาศ
ก็จะเริ่มเย็นแล้ว หนูจะถักเสื้อไหมพรมให้คนละตัว” ข้อดีอย่างหนึ่ง
ของการที่สามีไม่อยู่คือ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เธอก็ใช้เขาเป็นข้ออ้าง
ได้
คำอธิบายนี้แม้จะฟังขึ้น แต่ก็ไม่น่าเชื่อถือเท่าไร แต่พ่อแม่สามีก็
ไม่ได้พูดอะไรออกมา เพียงแค่เลือกสีมาแบบส่ง ๆ
“งั้นเอาสองสีนี้ให้พ่อกับแม่ สีนี้ให้จงอี้”
เมื่อคุยกันเสร็จแล้ว เกาซูก็เก็บไหมพรมทั้งหมดขึ้นมาที่ห้อง
ตกกลางคืนไม่มีอะไรทำ เธอก็เลยเริ่มถักในทันที