ย้อนเวลามาครั้งนี้ ฉันขอเป็นนักธุรกิจสาวดาวรุ่งแห่งยุค 80 (จบ) - บทที่ 169 ร่วมงานกับดาราดัง
- Home
- ย้อนเวลามาครั้งนี้ ฉันขอเป็นนักธุรกิจสาวดาวรุ่งแห่งยุค 80 (จบ)
- บทที่ 169 ร่วมงานกับดาราดัง
เกาซูรู้ดีว่านี่เป็นปัญหาที่เธอต้องหาทางแก้ไขอย่างรวดเร็ว แต่
เธอก็ยังคงลังเล เธอควรทำอย่างไรดีเพื่อจะจัดการสถานการณ์นี้
อย่างสงบสุข และรักษาทั้งศักดิ์ศรีของโรงงานและความสัมพันธ์กับ
ชาวบ้านที่กำลังโกรธแค้น
เธอครุ่นคิดถึงวิธีแก้ไขปัญหาที่หน้าโรงงานอยู่นาน จนในที่สุด
ตัดสินใจโทรหามู่อวิ่นเฉิงที่อยู่ในกองทัพ เล่าถึงสถานการณ์ที่เธอ
กำลังเผชิญอย่างละเอียด
หลังจากฟังจนจบ มู่อวิ่นเฉิงก็เสนอความคิดให้ลองเพิ่มกำลัง
การผลิตและรับคำสั่งซื้อจากห้างใหม่ ๆ ที่เคยติดต่อเข้ามา วิธีนี้จะ
ช่วยให้โรงงานสามารถจ้างงานเพิ่มได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องต้นทุนใน
ระยะยาว ซ ้ายังสร้างโอกาสให้ชาวบ้านกลุ่มนี้ได้ทำงานชั่วคราวไป
ด้วย
คำแนะนำของมู่อวิ่นเฉิงดูจะเข้าท่า เกาซูจึงติดต่อกลับไปยังห้าง
ใหญ่แห่งหนึ่งที่เคยขอสั่งซื้อกับเธอเมื่อสามเดือนก่อน คราวนี้เธอตก
ลงรับคำสั่งซื้อเสื้อผ้าล็อตใหม่จำนวน 80,000 ชุด ซึ่งต้องส่งมอบ
ทั้งหมดภายในสามเดือน
ด้วยจำนวนงานที่เพิ่มขึ้นนี้ เกาซูจึงจ้างคนงานชั่วคราวเข้ามา
เสริมทีมเพิ่มอีก 40 คน
มู่เยี่ยนฟางซึ่งเป็นผู้จัดการคนงานก็คอยช่วยดูแลจัดการการ
ทำงานและฝึกอบรมคนงานชั่วคราว ให้พวกเขาสามารถทำงาน
ออกมาได้ตามมาตรฐานของโรงงาน
ส่วนตู้เหลียงก็จัดซื้อจักรเย็บผ้าและเครื่องจักรเพิ่มเติมเข้ามา
ตามคำสั่งของเกาซู ทุกอย่างจึงเริ่มดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
คนงานชั่วคราวก็ตั้งใจทำงานร่วมกับคนงานประจำได้อย่างไม่มี
ปัญหา โรงงานของเกาซูเริ่มมีชีวิตชีวาและเต็มไปด้วยพลังงานการ
ทำงานที่คึกคัก
ในขณะที่เกาซูกำลังยุ่งกับการจัดการเอกสารและเตรียมขนส่ง
สินค้าล็อตแรกของปี
จู่ ๆ ตู้เหลียงก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้องทำงานของเธอ ราวกับ
เพิ่งเจออะไรที่น่าตกใจอย่างถึงที่สุด
หญิงสาวมองตู้เหลียงที่หายใจหอบ แล้วก็ขมวดคิ้วถาม “เกิด
อะไรขึ้นคะ ทำไมพี่ถึงดูตื่นตกใจขนาดนั้น?”
ตู้เหลียงสูดหายใจเข้าลึก ๆ พยายามเรียบเรียงคำพูด ก่อนตอบ
ด้วยน ้าเสียงตื่นเต้น “เสี่ยวซู มีดาราดังมาขอพบเธอที่หน้าโรงงาน!”
คำพูดนั้นทำเอาเกาซูถึงกับชะงักไปด้วยความประหลาดใจ เธอ
เผลอคิดในใจทันทีว่า ทำไมดาราดังถึงได้มาที่นี่? และต้องการอะไร
จากเธอกันแน่?
เธอยืนรออยู่ในห้องรับรองโดยพยายามควบคุมความตื่นเต้นไว้
แต่เมื่อ ‘หลีจวงหลิว’ ก้าวเข้ามาในห้อง ทุกสิ่งรอบตัวก็เงียบลงไป
ในทันที
สายตาของเกาซูหยุดนิ่งอยู่ที่ดาราสาวผู้เปล่งประกาย ด้วย
ใบหน้าสดใสที่ประดับด้วยรอยยิ้มเบิกบาน ทำให้ทุกคนในห้องแทบละ
สายตาไปไม่ได้เลย
นอกห้องรับรอง คนงานหลายคนต่างมุงดูกันอยู่ตรงหน้าตึก
บริหาร พวกเขากระซิบกระซาบกันอย่างตื่นเต้น หลายคนจดจำได้
ทันทีว่านี่คือหลีจวงหลิว ดาราสาวที่กำลังโด่งดังที่สุดในยุคนี้ และยิ่ง
น่าทึ่งเข้าไปอีก เมื่อเห็นว่าเธอสวมชุดจากคอลเลคชั่นฤดูใบไม้ผลิ
ของเกาซู ซึ่งวางจำหน่ายเมื่อปีที่แล้ว ชุดนั้นที่ดูสวยงามอยู่แล้วกลับ
ดูโดดเด่นและมีชีวิตชีวาขึ้นอีกเมื่ออยู่บนตัวของเธอ
“สวัสดีครับ ผมจ้าวอวิ๋นจื่อ เป็นผู้จัดการของหลีจวงหลิว” ชาย
หนุ่มวัยเดียวกันแนะนำตัวเองกับเกาซู ก่อนจะเริ่มอธิบายจุดประสงค์
ที่พวกเขามาในวันนี้ด้วยน ้าเสียงที่จริงจังและมั่นใจ
“คุณเกาซู พวกเราอยากเสนอโอกาสในการเป็นหุ้นส่วนกับ
โรงงานของคุณครับ คุณหลีจวงหลิวพร้อมที่จะเป็นหน้าเป็นตาให้กับ
แบรนด์ชิงชิง และช่วยให้แบรนด์นี้กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างมาก
ยิ่งขึ้น ขอแค่คุณตอบตกลง เราก็พร้อมที่จะลงทุนกับคุณทันที”
เกาซูพยายามเก็บความตื่นเต้นไว้ในใจ เธอรับฟังรายละเอียด
ข้อเสนอจากผู้จัดการด้วยสีหน้าเคร่งขรึม และเมื่อตอบกลับ น ้าเสียง
ของเธอก็ยังคงสุภาพและใจเย็น
“ขอบคุณที่มองเห็นศักยภาพในโรงงานของเรานะคะ แต่ต้อง
บอกตามตรงว่าตอนนี้ทุกอย่างค่อนข้างลงตัวแล้ว ทั้งในเรื่องกำลัง
การผลิตและพื้นที่การทำงาน เรายังไม่พร้อมที่จะขยายธุรกิจใน
ขณะนี้ค่ะ”
ผู้จัดการได้ยินเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะพูดเสริม “ถ้าอย่างนั้น ทำไม
เราไม่ลองพิจารณาขยายสาขาโรงงานไปยังเมืองอื่นล่ะครับ? ผมเชื่อ
ว่าสิ่งนี้จะเป็นประโยชน์ในระยะยาวสำหรับโรงงานและแบรนด์ของ
คุณ”
แต่เกาซูกลับส่ายหน้าเบา ๆ พร้อมกับอธิบายเหตุผลอย่างสุภาพ
“ฉันยังต้องเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ค่ะ ถ้าขยายสาขาเพิ่ม ภาระงานก็คง
จะมากขึ้น ซึ่งฉันไม่มีเวลามากพอที่จะดูแลได้เต็มที่”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้จัดการก็หน้าหงอยไปเล็กน้อย แต่เกาซูก็ไม่
อยากทำให้พวกเขาผิดหวัง เธอคิดอย่างรวดเร็วเพื่อหาทางออกที่ดี
ให้กับทุกฝ่าย
“เอาอย่างนี้ดีไหมคะ ฉันมีข้อเสนออีกแบบค่ะ” เกาซูพูดขึ้น
พร้อมรอยยิ้ม “หากคุณหลีจวงหลิวสนใจจะร่วมงานกับเรา ฉันอยาก
ให้เธอเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับแบรนด์มากกว่าค่ะ ถ่ายรูปลงใน
นิตยสาร เพื่อโปรโมตคอลเลคชั่นใหม่ ๆ แล้วฉันจะมอบส่วนแบ่ง 15
เปอร์เซ็นต์จากยอดขายให้ค่ะ”
ข้อเสนอนี้ทำให้ผู้จัดการและหลีจวงหลิวหันมามองหน้ากันอย่าง
สนใจ เกาซูเชื่อมั่นว่า ชื่อเสียงของหลีจวงหลิวซึ่งเป็นดาราที่คนทั้งยุค
รู้จักดี จะช่วยกระตุ้นยอดขายให้กับโรงงานของเธอ และยังช่วยให้
สินค้าค้างสต็อกที่มีอยู่ได้รับความนิยมมากขึ้นราวกับเป็นกลยุทธ์
การตลาดสมัยใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครทำในวงการนี้
หลีจวงหลิวฉีกยิ้มให้กับเกาซูอย่างพอใจ “ฉันยินดีที่จะร่วมงาน
กับแบรนด์ชิงชิงค่ะคุณเกาซู และหวังว่าคอลเลคชั่นใหม่ของคุณจะ
ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม อีกอย่าง… ฉันก็เป็นแฟนตัวยง
เสื้อผ้าของคุณด้วยค่ะ ฉันตามเก็บทุกแบบ และจะดีมากถ้าเป็นคน
แรกที่ได้ใส่มันทุกชุด”
“ยินดีค่ะ ฉันเองก็เป็นแฟนคลับคุณ ฉันเชื่อมั่นว่าคุณจะพาแบ
รนด์ของเราให้เติบโตมากขึ้นได้ในอนาคต”
ทั้งสองจับมือกันด้วยรอยยิ้ม เกาซูรู้สึกอุ่นใจที่การเจรจาครั้งนี้
เป็นไปได้ด้วยดี
ข้อเสนอจากเกาซูสร้างความพึงพอใจให้กับหลีจวงหลิวและ
ผู้จัดการของเธออย่างมาก เพราะไม่เพียงแค่ไม่ต้องลงทุนอะไรเลย
แต่ยังได้เงินจากยอดขายไปฟรี ๆ ด้วยการใช้เพียงชื่อเสียงและ
หน้าตาของหลีจวงหลิวที่มีอิทธิพลต่อผู้คนอย่างมากอยู่แล้ว
อีกทั้งแบรนด์ของเกาซูก็ได้รับความนิยมจากลูกค้าพื้นฐานมา
อย่างต่อเนื่อง การร่วมงานในครั้งนี้จึงเสมือนเป็นโอกาสที่ได้เงินมา
ง่าย ๆ
อย่างไรก็ตาม คนที่ได้ประโยชน์จากการเจรจาครั้งนี้ที่สุดกลับ
เป็นเกาซู เธอมาจากอนาคตและรู้ดีว่าหลีจวงหลิวจะโด่งดังมากยิ่ง
กว่านี้ไปอีก
สองปีข้างหน้า หลีจวงหลิวจะได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์ตำนาน
ระดับโลก ซึ่งจะเป็นใบเบิกทางให้เธอกลายเป็นดาวเด่นในระดับสากล
การที่แบรนด์ชิงชิงมีหลีจวงหลิวเป็นพรีเซ็นเตอร์จึงเป็นเหมือนการ
ลงทุนล่วงหน้าในชื่อเสียง เมื่อถึงเวลานั้นเกาซูมั่นใจว่าแบรนด์ของ
เธอจะได้ก้าวสู่สายตาชาวโลกอย่างแน่นอน
หลังจากตกลงปลงใจกันแล้ว เกาซูได้นัดทำสัญญากับหลีจวง
หลิวในวันรุ่งขึ้น
ตกกลางคืน เธอก็รีบร่างสัญญาอย่างรอบคอบที่สุด โดย
พยายามให้เนื้อหาในสัญญาเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย และเพื่อให้
มั่นใจว่าแบรนด์ชิงชิงจะได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากความสำเร็จใน
อนาคตของหลีจวงหลิว
เช้าวันต่อมา ในห้องประชุมที่เต็มไปด้วยบรรยากาศจริงจัง เกาซู
และหลีจวงหลิวพร้อมด้วยผู้จัดการได้ลงนามในสัญญาอย่างเป็น
ทางการ
หลังจากเซ็นสัญญาเรียบร้อย เกาซูรู้สึกเหมือนก้าวเข้าสู่
ความสำเร็จครั้งใหญ่ที่เธอเฝ้ารอมานาน ขณะเดียวกัน คนงานใน
โรงงานที่เฝ้ารอข่าวดีก็ยินดีกับความสำเร็จนี้ เมื่อทราบว่าดาราดังจะ
มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้แบรนด์ชิงชิง พวกเขาต่างยิ้มแย้มและพูดคุย
กันอย่างตื่นเต้น ข่าวดีแพร่สะพัดออกไปจนกลายเป็นที่พูดถึงทั่วเมือง