ย้อนเวลามาครั้งนี้ ฉันขอเป็นนักธุรกิจสาวดาวรุ่งแห่งยุค 80 (จบ) - บทที่ 177 เด็กน้อยจอมจ้อ
- Home
- ย้อนเวลามาครั้งนี้ ฉันขอเป็นนักธุรกิจสาวดาวรุ่งแห่งยุค 80 (จบ)
- บทที่ 177 เด็กน้อยจอมจ้อ
“นั่นสิ” มู่เยี่ยนฟางที่กำลังจูงมือเสี่ยวเปากับจงอี้เอ่ยขึ้น “ตอนนี้
บ้านเดิมก็คับแคบลงทุกที ทั้งเสี่ยวอี้ เสี่ยวเริ่นก็โตขึ้นเรื่อย ๆ อีก
หน่อยก็คงอยากมีห้องนอนกว้าง ๆ หนูว่าซื้อไว้ก็ไม่เสียหายนะคะน้า
เฟิน”
เห็นบ้านหลังใหญ่โตแล้ว เสี่ยวเปาก็ร้องขึ้น “แม่คะ หนูอยากได้
ห้องใหม่เหมือนกัน!”
เกาซูได้ยินดังนั้นจึงเอ่ยขึ้นบ้าง “พี่เยี่ยนคะ ฉันว่าพี่เองก็ควร
จะต้องหาบ้านใหม่ใกล้ ๆ โรงงานสักหลังนะ เอาแต่เช่าบ้านอยู่
รวมกันหลายปีมานี้ก็สามารถซื้อบ้านเป็นของตัวเองได้แล้ว เสี่ยวเปา
ก็กำลังโต ฉันว่าพี่รีบลงทุนอสังหาไว้ตั้งแต่ตอนนี้จะเป็นผลดีใน
อนาคตนะคะ ที่สำคัญ อีกแค่ไม่กี่ปี ราคาบ้านจะพุ่งสูงขึ้นไปอีก ฉัน
ว่าพี่รีบใช้เงินเก็บซื้อบ้านดี ๆ สักหลังเถอะค่ะ”
มู่เยี่ยนฟางทำท่าครุ่นคิด ไม่ใช่ว่าเธอไม่มีความคิดเรื่องนี้
เพียงแต่เธอไม่ใช่คนที่ดูอสังหาริมทรัพย์เป็น อีกอย่าง ตู้เหลียง สามี
เธอก็ยังไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไร จึงไม่ได้รีบร้อนจะต้องมี แต่พอเกาซู
พูดมาแบบนี้ เธอก็เริ่มอยากจะคุยกับสามีอย่างจริงจังเสียที
“แต่ไม่ใช่ว่าบ้านแถวนี้ราคาสูงหรอกเหรอ?” มู่เยี่ยนฟางถาม
เกาซูยิ้ม ก่อนจะจับมืออีกฝ่าย “ไม่แพงมากหรอกค่ะ ถ้าเทียบกับ
อีกไม่กี่ปีข้างหน้า ถ้าไม่ใช้เงินตอนนี้จะไปใช้ตอนไหน คิดซะว่าให้
รางวัลจากการทำงานหนักมาตลอดหลายเถอะนะคะ”
“นั่นสิเสี่ยวฟาง” ตู้เหลียงโอบไหล่ภรรยาไว้ แววตาของเขาแลดู
เห็นด้วยกับเกาซูเป็นอย่างมาก
แทนที่วันนี้จะเป็นการมาดูร้านใหม่เพียงอย่างเดียว กลับ
กลายเป็นว่าต่างฝ่ายต่างสนับสนุนให้ซื้อบ้านกันเสียอย่างนั้น
เกาซูมองดูทุกคนแล้วยิ้ม “พ่อคะ แม่คะ… จริง ๆ หนูก็คิด
เหมือนกันค่ะ ถ้าซื้อบ้านหลังนั้นไปด้วย เราก็จะสะดวกมาก ๆ แม่จะ
ได้ไปมาระหว่างร้านกับบ้านได้สะดวก ๆ”
“แต่… มันจะไม่แพงเกินไปหรือจ๊ะเสี่ยวซู?” มู่เฟินถามอย่างเป็น
ห่วง
“ไม่หรอกค่ะ” เกาซูตอบพลางลูบหัวเกาเริ่นที่หลับไปแล้วในอ้อม
แขน “ตอนนี้โรงงานก็ไปได้ด้วยดี เงินเก็บที่ไม่เกี่ยวกับโรงงานของ
หนูกับอวิ่นเฉิงรวมกันก็ซื้อทั้งสองหลังนี้ได้อย่างสบาย”
“แล้วบ้านเดิมล่ะ?” มู่เยว่ถาม
“บ้านเดิมเราจะปล่อยเช่าค่ะ หนูไม่ขายหรอก เพราะตั้งใจจะเก็บ
เป็นมรดกตกทอดตระกูลน่ะค่ะ”
“งั้นก็ดีจ้ะ” มู่เฟินยิ้มกว้าง “เอาตามที่ลูกเห็นว่าดีได้เลย ส่วนแม่ก็
จะดูแลร้านอาหารอย่างเต็มที่”
หลังจากคุยกับเสร็จแล้ว เกาซูก็ขอให้นายหน้าช่วยประสานงาน
เรื่องบ้านหลังข้าง ๆ ตึกแห่งนี้ให้
ใช้เวลาเพียงหนึ่งวัน นายหน้าก็จัดการติดต่อซื้อทั้งสองที่ได้
อย่างราบรื่น เกาซูใช้เงินรวมทั้งสิ้น 111,000 หยวน
ส่วนบ้านของมู่เยี่ยนฟาง เกาซูได้แนะนำให้เธอเลือกหาหลังที่
เหมาะสมและชอบที่สุด ผ่านไปกว่าสองเดือน ในที่สุดครอบครัว
ตระกูลตู้ก็ได้บ้านหลังที่ถูกใจ ซึ่งอยู่ถัดไปอีกราวสองหมู่บ้าน
กิจการร้านอาหารได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี ส่วนโรงงานก็ถือว่า
เติบโตขึ้นตามความนิยม
ผ่านไปหนึ่งปี บ้านตระกูลมู่ก็คึกคักเป็นอย่างมาก เด็ก ๆ วิ่งเล่น
ที่สนามหน้าบ้านกันด้วยความสนุกสนาน เกาเริ่นเข้าสู่วัยกำลังจ้อไม่
หยุด
เด็กหญิงตัวน้อยส่อแววเหมือนเกาซูขึ้นไปทุกที เวลาที่แม่เอาแต่
ยุ่งอยู่กับงาน เกาเริ่นก็มักจะวิ่งมาขอนั่งตัก และถามนั่นถามนี่ไปเรื่อย
เปื่อยราวกับคุยรู้เรื่อง
วันนี้ก็เหมือนเช่นเคย
“แม่คะ…” หนูน้อยเดินมาเกาะขาผู้เป็นแม่ เงยหน้ามองด้วย
ดวงตากลมโต
“ว่าไงจ๊ะเสี่ยวเริ่น” เกาซูวางชุดตัวอย่างในมือลง แล้วอุ้มลูกสาว
ขึ้นมานั่งตัก
“แม่ทำอะไรอยู่เหรอคะ?”
“แม่กำลังดูแบบเสื้อผ้าอยู่จ้ะ” เกาซูชี้ไปที่ภาพสเก็ตช์ซึ่ง
เหมือนกับชุดที่วางบนโต๊ะ
เกาเริ่นมองภาพวาดด้วยความสนใจ “สวยจังเลยค่ะ! แล้วนี่เสื้อ
ของใครเหรอคะ?”
“นี่เป็นเสื้อที่แม่กำลังจะทำให้พี่จวงหลิวจ้ะ” เกาซูตอบพลางลูบ
ผมเด็กช่างจ้อเบา ๆ
“พี่จวงหลิวชอบใส่เสื้อสวย ๆ ตลอดเลยนะคะแม่” เกาเริ่นพูด
พลางชี้ไปที่นิตยสารบนโต๊ะซึ่งมีภาพของดาราสาวสวมชุดที่เกาซู
เป็นผู้ออกแบบ
“ใช่จ้ะ แล้วเสี่ยวเริ่นชอบชุดไหนมากที่สุดเหรอ?”
“เสี่ยวเริ่นชอบชุดสีชมพูที่มีดอกไม้ค่ะ!” เด็กน้อยตอบอย่าง
ตื่นเต้น “แม่คะ ทำไมแม่ถึงชอบทำเสื้อผ้าเหรอคะ?”
เกาซูยิ้มกับคำถามของลูกสาวตัวน้อย “เพราะแม่อยากให้ทุกคน
ใส่เสื้อผ้าสวย ๆ แล้วมีความสุขไงจ๊ะ เหมือนที่เสี่ยวเริ่นใส่ชุดสวย ๆ
แล้วมีความสุขไงล่ะ”
“หนูอยากทำเหมือนแม่บ้าง!” เกาเริ่นประกาศเสียงใส
“จริงเหรอ?” เกาซูหัวเราะเบา ๆ “แล้วลูกอยากทำชุดแบบไหนงั้น
เหรอ?”
“หนูอยากทำชุดสวย ๆ ให้ตุ๊กตาค่ะ” เด็กน้อยชี้ไปที่ตุ๊กตาตัว
โปรดซึ่งวางอยู่ที่มุมห้อง “แล้วก็อยากทำให้พี่จงอี้กับพี่เปาด้วย!”
“ดีมากจ้ะ” เกาซูกอดลูกสาวแน่น “รอให้หนูโตกว่านี้แม่ถึงจะ
สอนนะ”
“ทำไมคะ? แต่หนูอยากทำตอนนี้นี่นา”
เกาซูลูบแก้มย้วย ๆ ของเด็กน้อยอย่างเบามือ ก่อนจะตอบด้วย
น ้าเสียงเอ็นดู “หนูยังเด็กเกินไป เด็กห้ามเล่นของมีคม ส่วนเข็มเป็น
ของมีคม อันตรายมาก ถ้าหนูถูกเข็มจิ้มจะมีเลือดออก หนูกลัว
ไหม?”
“กลัวค่ะ! หนูกลัวเลือดออก!”
“ฮึฮึ รอให้หนูอ่านหนังสือออก แล้วแม่ค่อยสอนหนู ดีไหม?”
“ดีค่ะ!?” ดวงตาของเกาเริ่นเป็นประกายด้วยความดีใจ “แม่คะ
แล้วถ้าหนูทำเสื้อเก่ง ๆ หนูจะได้ทำโรงงานเหมือนแม่ไหมคะ?”
เกาซูรู้สึกซาบซึ้งใจกับคำพูดของลูกสาวตัวน้อย “ได้สิจ๊ะ ถ้าหนู
ตั้งใจเรียนรู้ โตขึ้นหนูก็จะได้ทำในสิ่งที่ชอบเหมือนกับแม่”
“แล้วพี่จวงหลิวจะใส่ชุดที่หนูทำไหมคะ?” เด็กน้อยถามต่อด้วย
ความหวัง
“ถ้าหนูตั้งใจฝึกฝน วันหนึ่งพี่จวงหลิวก็ต้องใส่ชุดที่หนูทำ
แน่นอนจ้ะ” เกาซูตอบพลางจูบที่แก้มลูกสาว
“แม่คะ…” เกาเริ่นกอดคอแม่แน่น “หนูรักแม่ที่สุดเลยค่ะ!”
“แม่ก็รักหนูที่สุดเหมือนกันจ้ะ” เกาซูตอบพลางลูบหลังลูกสาว
เบา ๆ
หลังจากนั้น เกาเริ่นก็คอยดูแม่ทำงานไปพลาง ถามนั่นถามนี่ไป
เรื่อย ๆ
เกาซูตอบคำถามลูกสาวด้วยความเอ็นดู ในใจก็อดยิ้มไม่ได้ที่
เห็นเกาเริ่นสนใจในสิ่งที่ตนรัก แม้จะเป็นเพียงความคิดของเด็กน้อย
วัยสามขวบ แต่การที่ลูกอยากจะเดินตามรอยแม่ก็ทำให้เธอรู้สึก
อบอุ่นใจไม่น้อยเลยทีเดียว
ขณะที่เกาซูกำลังสนุกกับการตอบคำถามของลูกสาว จู่ ๆ ประตู
ห้องก็เปิดออก มู่เฟินยืนอยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้าลำบากใจ
“เสี่ยวซู…” มู่เฟินเอ่ยเสียงเบา “เอ่อ… คือ… คุณอู๋ซิ่ว… กับเกาเห
วิน… มาขอเจอลูกน่ะ”
ใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มของเกาซูเปลี่ยนเป็นเย็นชาลงในทันที เธอ
ค่อย ๆ อุ้มเกาเริ่นลงจากตัก
“เสี่ยวเริ่น ไปหาย่าก่อนนะ แม่มีธุระนิดหน่อยจ้ะ”
เด็กน้อยพยักหน้ารับแล้ววิ่งไปหามู่เฟิน
แม้วินาทีนั้นจะรู้สึกตกใจมากแค่ไหน แต่เธอก็ยังมีสติรีบเปิด
ลิ้นชัก หยิบแฟ้มเอกสารที่เก็บไว้อย่างดีออกมา ในนั้นมีกระดาษแผ่น
หนึ่งซึ่งมีลายเซ็นของแม่และพ่อ โดยยืนยันว่าจะไม่มายุ่งเกี่ยวกับเธอ
อีก
เธอยังจำความแค้นที่มีต่อตระกูลนี้ได้อย่างฝังใจ ดังนั้น ต่อให้
ต้องลากอีกฝ่ายเข้าคุกก็จะทำ!