ย้อนเวลามาครั้งนี้ ฉันขอเป็นนักธุรกิจสาวดาวรุ่งแห่งยุค 80 (จบ) - บทที่ 54 ต่างคนต่างมีเป้าหมาย
- Home
- ย้อนเวลามาครั้งนี้ ฉันขอเป็นนักธุรกิจสาวดาวรุ่งแห่งยุค 80 (จบ)
- บทที่ 54 ต่างคนต่างมีเป้าหมาย
ความวุ่นวายในวันนี้ใกล้จะจบลงแล้ว ในขณะที่ฝูงชนกำลัง
สลายตัว มีชายคนหนึ่งวิ่งออกมา ขอให้ตำรวจพาตัวเขาไปด้วย
“ผม! ผมเห็นฟู่จิงซือแอบแปะกระดาษตอนกลางคืน ผมเห็นกับ
ตาตัวเองเลย… แต่ก่อนหน้านี้ผมไม่กล้าพูด เพราะกลัวว่าพวกเขาจะ
มาแก้แค้น…”
คนที่มาเป็นคนรู้จักของตู้เหลียง ก็คือคนดูแลโกดัง ที่จริงแล้วก็
คือพ่อของเสี่ยวเจียว
“พ่อ! มาสักทีนะคะ!” เสี่ยวเจียวกระทืบเท้าตึงตังไปหาพ่อ
ส่วนฟู่จิงซือนั้น ที่จริงถูกตำรวจรวบตัวไปสถานีตำรวจแล้ว
เกาซูไปถึงสถานีตำรวจก็เห็นเขานั่งหงอยเหงาเซื่องซึม ข้าง ๆ
เขามีเสี่ยวอวี้และตู้เหลียงยืนอยู่
“ฉันเห็นพี่เขยไล่ตามคนนี้บนรถ เลยบอกให้เสี่ยวอวี้ลงไปช่วย
ไล่ตามด้วย” มู่อวิ่นเฉิงพูดข้าง ๆ เกาซู
“ขอบคุณ!” ตอนนี้เกาซูมีเรื่องมากมายที่อยากคุยกับเขา แต่
ไม่ใช่สถานที่และเวลาที่เหมาะสม
หลังจากเดินทางมาถึงสถานีตำรวจ ก็มีขั้นตอนที่ต้องดำเนินการ
ตามกฎหมาย
ในขณะที่เกาซูกำลังให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ มู่อวิ่นเฉิงก็
รออยู่ด้านนอก
ไม่ว่าจะเป็นกระดาษที่เต็มไปด้วยถ้อยคำหยาบคายที่เกาซูนำมา
เป็นหลักฐาน หรือร่องรอยการถูกทำร้ายที่ปรากฏชัดเจนบนใบหน้า
ของเธอ ล้วนแต่พิสูจน์ได้ว่าเธอคือผู้เสียหาย หลังจากให้ปากคำเสร็จ
เธอก็ได้รับอนุญาตให้ออกมาได้
เกาซูเดินออกมา ก็เห็นมู่อวิ่นเฉิงนั่งอยู่ในรถจี๊ป
หน้าต่างรถเปิดอยู่
ในตอนนี้เป็นเวลาเย็นย ่าแล้ว แสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์สาด
ส่องลงมา ปกคลุมผืนดิน และอาบไล้รถที่เขานั่งอยู่ด้วยสีทองอ่อน ๆ
ใบหน้าด้านข้างของเขาปรากฏอยู่ในขอบหน้าต่าง โครงหน้า
ของเขาดูเปล่งประกายและชัดเจน
ช่างหล่อเหลาเสียจริง…
ทันใดนั้น เขาก็ขยับตัว หันหน้ามาทางเธอ พร้อมกับขมวดคิ้ว
เล็กน้อย “ไม่ขึ้นรถเหรอ ยืนทำอะไรอยู่?”
“อื้ม! จะขึ้นเดี๋ยวนี้แหละ!” เธอรู้สึกตัวว่าเผลอมองเขาเพลินไป
หน่อย จึงรีบวิ่งไปที่รถ
เมื่อประตูรถปิดลง เธอจึงเห็นว่าบนเบาะหน้ายังมีคนอื่นนั่งอยู่
คนขับรถคือ พลทหารเหิง ส่วนอีกคนหนึ่งเธอไม่รู้จัก
“คนนี้คือผู้บังคับการต้า” มู่อวิ่นเฉิงแนะนำเพียงสั้น ๆ
“สวัสดี ฉันคือผู้บังคับการต้า” เกาซูรู้สึกเกร็งเล็กน้อย ไม่รู้ว่า
ควรจะพูดอะไรในบรรยากาศแบบนี้ดี
ผู้บังคับการต้าพยายามทำตัวเป็นกันเองที่สุด แต่ถึงอย่างนั้น
เกาซูก็ยังรู้สึกหวั่นใจอยู่ดี!
“ส่งเทปบันทึกเสียงแล้วหรือยัง? ให้พี่เขยไปเอามาส่งให้ตำรวจ
หรือเปล่า?” มู่อวิ่นเฉิงถามเธอ
“เทปบันทึกเสียง? เทปอะไรเหรอ?” เกาซูงุนงงทันที
มู่อวิ่นเฉิงขมวดคิ้วแน่นด้วยความสงสัย “เธอไม่ได้บอกว่า
อัดเสียงไว้หรอกเหรอ?”
เกาซูเงียบไปครู่หนึ่ง เพราะไม่รู้จะบอกสามีว่าอย่างไร
มู่อวิ่นเฉิงเห็นท่าทางแค่นั้นก็เข้าใจในทันที “เธอหลอกเขาใช่
ไหม?”
“ก็… คนเรามันก็ต้องหาทางเอาตัวรอดสิ… ฉันผิดตรงไหนที่
อยากให้คนร้ายรับผิด…” เกาซูพูดด้วยน ้าเสียงฟังดูไม่ค่อยมั่นใจนัก
มู่อวิ่นเฉิงเองก็ไม่ได้พูดอะไร แต่คำพูดของเธอทำให้ผู้บังคับ
การต้าและพลทหารเหิงหัวเราะออกมา
ผู้บังคับการต้ายังพูดอีกว่า “ผู้กองมู่ ภรรยาของนายนี่น่าสนใจดี
นะ!”
ผู้บังคับการต้าดูเหมือนจะเป็นผู้ใหญ่ที่อาวุโส การที่เขาชมเธอ ก็
เหมือนกับการชมลูกหลานในบ้านนั่นเอง
แต่กลับกัน มู่อวิ่นเฉิงกลับรู้สึกปวดหัวแทน “ท่านครับ อย่าชม
เธอเลย ชมอีกเดี๋ยวเธอจะเหลิงเอาหรอก!”
“เกาซู…” มู่อวิ่นเฉิงกลับมาพูดด้วยน ้าเสียงจริงจังอีกครั้ง
“สถานการณ์วันนี้ เล่าให้ฉันฟังอย่างละเอียดหน่อย ถ้าฉันไม่ได้
บังเอิญผ่านมา เธอจะทำยังไง?”
พูดถึงเรื่องนี้ เกาซูเองก็สงสัยเหมือนกัน “จริงด้วย… ทำไมคุณถึง
มาวันนี้… ฉันจะทำยังไงดีล่ะ?”
เธอครุ่นคิดอยู่ดี ๆ ก็นึกอย่างรู้เรื่องอื่นมากกว่า
“ว่าแต่คุณเถอะ มาที่นี่ได้ยังไง”
“ฉันบังเอิญผ่านมาพอดี” มู่อวิ่นเฉิงตอบเสียงเข้ม “จดหมายที่พี่
เยี่ยนส่งมา ฉันได้อ่านหมดแล้ว เลยรู้ว่าพวกเธออยู่ที่นี่ พอดีผ่านมา
ผู้บังคับการก็เลยให้ฉันแวะมาดูพวกเธอด้วย”
ราวกับโชคชะตากำลังเล่นตลก นำพาให้ทั้งสองคนมาพบกันใน
สถานการณ์ที่ไม่น่าเป็นไปได้
มู่อวิ่นเฉิงจ้องมองเกาซูด้วยสายตาคมกริบราวกับพายุที่กำลังก่อ
ตัว “ถ้าฉันไม่มา เธอคิดจะทำยังไงล่ะ?”
“ฉัน… ก็แค่… พยายามไม่ให้เป่าเจียงซานกับฟู่จิงซือเจอกัน
หลอกเป่าเจียงซานว่าฟู่จิงซือสารภาพแล้ว และบอกฟู่จิงซือว่าเป่า
เจียงซานยอมรับผิดแล้ว…” เสียงของเกาซูแผ่วลงเรื่อย ๆ เธอสัมผัส
ได้ถึงเพลิงโทสะที่คุกรุ่นในแววตาของเขา จึงไม่กล้าปริปากต่อ
ผู้บังคับการต้าหัวเราะในลำคอ “จับแยกงั้นเหรอ! ไม่เลวนี่ เด็ก
คนนี้กล้าหาญและมีไหวพริบจริง ๆ”
“ผู้บังคับการต้า…” มู่อวิ่นเฉิงอึกอัก เขาไม่กล้าต่อว่าเกาซูต่อ
หน้าเจ้านายของตนเอง
ใบหน้าของชายหนุ่มยังคงดูเคร่งขรึม “ฉันคงต้องสั่งพี่เขยให้พา
เธอกับพี่เยี่ยนกลับบ้านไปให้เร็วที่สุดแล้ว!”
“ไม่เอานะ!” เกาซูคว้าชายเสื้อเขาไว้แน่น ร้องประท้วงด้วยท่าที
ร้อนรน
คิ้วเข้มของมู่อวิ่นเฉิงขมวดมุ่น สายตาดุดันราวกับตำหนิความ
ดื้อรั้นของเธอ
หญิงสาวรู้สึกได้ว่า ถ้าไม่มีผู้บังคับการต้าอยู่ตรงนั้น เธอคงโดน
เขาตะคอกใส่ไปแล้ว…
เกาซูกอดแขนเขาแน่น “คุณมีเป้าหมายของคุณ ฉันก็มี
เป้าหมายของฉันเหมือนกัน! ฉันสนับสนุนงานของคุณ ดูแลบ้าน พ่อ
แม่ และจงอี้ แต่ฉันก็มีชีวิตของฉัน ทำไมความฝันของฉันต้องถูก
ทำลายเพราะคุณด้วย!”
ชายหนุ่มหลุบตามองมือคู่สวยที่กำลังวางบนแขนของเขา
นาทีนั้น เกาซูก็รู้สึกได้ถึงความเห่อร้อนตามใบหู จึงรีบปล่อยมือ
กระแอมเสียง แล้วมองไปทางอื่นอย่างเขินอาย
หญิงสาวได้แต่สงสัยว่า หรือการที่เธอกับมู่อวิ่นเฉิงสนิทสนมกัน
ต่อหน้าผู้บังคับการอย่างนี้จะเป็นการทำผิดกฎอีกแล้ว?
“ยังไงฉันก็ไม่กลับไปหรอกนะ!” เธอพึมพำอย่างเอาแต่ใจ
มู่อวิ่นเฉิงถอนหายใจยาวเหยียด เขาพยายามระงับอารมณ์ขุ่น
มัวที่เริ่มก่อตัวขึ้น ก่อนจะเอ่ยอย่างใจเย็น
“ถ้าเธอไม่อยากอยู่บ้าน อยากพิสูจน์ตัวเอง เธอก็กลับไปที่
หมู่บ้านสิ ไปเป็นครูสอนเด็ก ๆ ที่โรงเรียนประถม งานรับใช้ประชาชน
แบบนั้นก็น่าภาคภูมิใจดีจะตาย หรือถ้าอยากอยู่ในเมือง ก็ไปสมัคร
งานในโรงงานดี ๆ เป็นพนักงานประจำก็มั่นคง ไม่ดีกว่าหรือไง?
ปลอดภัยกว่าการเดินทางเร่ร่อนแบบนี้ตั้งเยอะ”
“ฉันไม่เอาด้วยหรอก!” เกาซูเถียงทันควัน ถึงแม้ปกติเธอจะเชื่อ
ฟังเขาแทบทุกอย่าง แต่เรื่องงาน เธอยืนกรานจะเลือกเส้นทางของ
ตัวเอง
“คุณเคยสัญญากับฉันแล้วว่าจะสนับสนุนฉัน ไม่ว่าฉันจะทำ
อะไรนี่!”
แม้จะพูดอย่างหนักแน่น แต่เธอก็ยังอดกังวลไม่ได้ว่าท่าทีแบบนี้
จะทำให้เจ้านายของสามีมองเธอในแง่ลบ เกาซูจึงแอบเหลือบมองสี
หน้าของมู่อวิ่นเฉิงอย่างระมัดระวัง โชคดียังดีที่เขาดูเหมือนจะไม่ได้
โกรธอะไรมากนัก
มู่อวิ่นเฉิงพยายามข่มความโมโหที่เริ่มปะทุขึ้นอีกครั้ง เขาถาม
เธอด้วยน ้าเสียงราบเรียบ “ถ้าอย่างนั้น… เธอลองบอกฉันมาสิว่า ถ้า
เจอสถานการณ์แบบวันนี้อีก เธอจะทำยังไง?”
เธอยังกลัวว่าท่าทีที่แข็งกร้าวของตัวเองแบบนี้ จะทำให้เกิดความ
ประทับใจที่ไม่ดีต่อหน้าผู้นำอย่างมู่อวิ่นเฉิง ขณะที่พูดก็แอบมองสี
หน้าด้านข้างของผู้บังคับการ ยังดีที่ผู้บังคับการดูเหมือนจะไม่มีท่าที
โกรธเคือง
มู่อวิ่นเฉิงเริ่มรู้สึกโมโหเล็กน้อย แต่ก็พยายามอดกลั้นไว้ แล้ว
ถามเธอว่า “แล้วเธอจะอยู่ไปเพื่ออะไร?”
“ฉันบอกแล้วว่า ฉันมีเป้าหมายของตัวเอง ใครบ้างที่พอใจกับ
ชีวิตที่ต้องก้ม ๆ เงย ๆ อยู่แต่ในไร่…” เกาซูพูดงึมงำ อยากจะเกาะ
แขนเขาและทำตัวออดอ้อน แต่เพราะมีผู้บังคับการและเพื่อนทหาร
ของมู่อวิ่นเฉิงอยู่ด้วย จึงไม่กล้าทำตัวเกินเลย ได้แต่พูดด้วยน ้าเสียงที่
อ่อนหวานขึ้น “ฉันอยากเปลี่ยนสถานะทางครอบครัวของเรา ไม่ต้อง
กังวลไปหรอก ฉันสามารถปกป้องตัวเองได้ คุณวางใจได้เลย!”
พอเกาซูพูดจบ ก็รู้สึกว่าสายตาของมู่อวิ่นเฉิงที่จ้องมองใบหน้า
เธอนั้นไม่ยอมลดละไปไหน
ความสงสัยแล่นริ้วผ่านแววตาของเธอ หรือว่าใบหน้าของเธอมี
อะไรผิดปกติไป?