ย้อนเวลามาครั้งนี้ ฉันขอเป็นนักธุรกิจสาวดาวรุ่งแห่งยุค 80 (จบ) - บทที่ 72 ผมไม่ยกให้หรอกนะ!
- Home
- ย้อนเวลามาครั้งนี้ ฉันขอเป็นนักธุรกิจสาวดาวรุ่งแห่งยุค 80 (จบ)
- บทที่ 72 ผมไม่ยกให้หรอกนะ!
แม่ของตู้เหลียงเอาแต่พูดโม้อย่างเกินจริง จนแม้แต่ญาติเองก็ยัง
อดหมั่นไส้ไม่ได้
ซึ่งสาเหตุที่เธอเอาแต่คุยโวชนิดที่ไม่ให้ใครแทรกแบบนี้ เพราะที่
ผ่านมา เธอต้องเก็บจากการถูกชาวบ้านดูถูกลูกชายคนโต ว่าเป็น
พวกเกียจคร้าน ไม่เอาไหน วัน ๆ ไม่ทำอะไรเลย นอกจากนอนให้เมีย
ปรนนิบัติ มาวันนี้ เมื่อมีโอกาส เธอก็อยากประกาศให้รู้โดยทั่วกันว่า
ลูกชายของเธอเก่งกาจที่สุด
แต่การอวดอ้างนี้ทำให้ตู้เหลียงรู้สึกอับอายเป็นอย่างมาก
“แม่! พอแล้ว!” ตู้เหลียงส่งสัญญาณให้แม่หลายครั้งแล้ว แต่แม่
ของเขาก็ยังไม่รู้ตัว เขาจึงต้องเอ่ยปากขึ้นมาด้วยน ้าเสียงจริงจัง
“หยุดพูดจาเหลวไหลจะได้ไหม?” พูดจบ เขาก็มองเกาซูด้วยสายตา
สำนึกผิด
เกาซูยิ้มให้เขา แสดงให้เห็นว่าเธอไม่ถือสาอะไร
ตู้เหลียงรู้ดีว่า ‘การทำตัวสงบเสงี่ยม ไม่คุยโวโอ้อวด คือสิ่งที่ดี
ที่สุด’ ระหว่างที่คิดอยู่นั้น เขาก็มองไปยังป้าของตนเองที่นั่งข้าง ๆ ตู้
จินเฟิงผู้เป็นแม่ จริง ๆ แล้วเขาไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรเลย แต่บังเอิญ
ว่าอีกฝ่ายกลับเข้าใจว่าเขากำลังดูถูกเธอในใจ จึงพูดออกมาว่า “มี
อะไรเหรอเสี่ยวเหลียง? เธอกลัวว่าพอป้ารู้เรื่องนี้แล้วจะไปเกาะ
ครอบครัวเธอเป็นปลิงหรือยังไง? หึ ดีจริง ๆ! มีเงินเข้าหน่อยก็ทำเป็น
จองหองแล้ว!”
คำพูดของเธอเต็มไปด้วยการเสียดสี แถมยังพาดพิงถึงมู่เยี่ย
นฟาง ภรรยาของตู้เหลียงอีกด้วย “อ้อ… ญาติทางฝั่งเมียเธอคงจะดี
เลิศกว่าใช่ไหม ถึงได้ข้ามหัวพวกเราไปเหมือนหัวหลักหัวตอ!”
ตู้จินเฟิงร้อนรนแทนลูกชาย เธอรีบโบกมือปฏิเสธ แล้วพูดแก้
ต่างแทนว่า “พี่เข้าใจผิดแล้ว เสี่ยวเหลียงไม่ได้ดูถูกใครเลย เขาแค่
เป็นคนถ่อมตัว แล้วเธอก็น่าจะรู้ดีว่าเสี่ยวเหลียงรักและเคารพญาติ
ทุกคนในครอบครัว”
พี่สาวของตู้จินเฟิงไม่ได้สนใจคำแก้ตัว เธอกลับฉวยโอกาสนี้
เอ่ยปากขอให้ตู้เหลียงช่วยหางานให้ลูกชายตัวเอง “ลูกชายฉันก็โต
พอจะทำงานแล้ว ถ้าอย่างนั้น ให้เสี่ยวเหลียงช่วยหางานในโรงงานให้
เขาได้ไหม?”
ยังไม่ทันที่ตู้เหลียงจะได้เอ่ยปาก แม่ของเขาก็กระตือรือร้น
รับปากพี่สาวทันที “ไม่มีปัญหา! ไว้ใจลูกชายฉันได้เลย เขาสนิทกับ
ผู้จัดการโรงงานมาก เหมือนพี่น้องที่กันคลานตามกันมาอย่างนั้น
แหละ พี่ไม่ต้องห่วง ยังไงเสี่ยวเหนียนจะต้องได้ทำงานแน่”
ตู้เหลียงสุดจะทนกับคำโอ้อวดเกินจริงของแม่ เขาจึงวางตะเกียบ
ลงพร้อมเอ่ยขัด “แม่! พวกเรากำลังกินข้าวกันอยู่นะ ผมไม่ได้เก่งกาจ
อย่างที่แม่พูดสักหน่อย ผมก็ต้องพึ่งพาคนอื่นเหมือนกันนะ”
“นั่นไงล่ะ! ไม่อยากช่วยก็พูดมาตามตรงเถอะ จะพูดจาอ้อมโลก
ทำเป็นถ่อมตัวแบบนี้ไปทำไม แต่ก็แปลกนะ… ทีกับน้องสะใภ้ เธอ
กลับช่วยพาเข้าไปทำงานได้ แต่ฉันนี่เป็นญาติฝั่งแม่เธอแท้ ๆ กลับ
ไม่สนใจไยดี! เอาเถอะ! ฉันจะได้รู้เอาไว้ ว่าช่วยเหลือกันให้ได้
เงินเดือนแค่ไม่กี่สิบหยวนยังช่วยไม่ได้ ต่อไปก็ไม่ต้องหวังพึ่งพากัน
อีก” ผู้เป็นป้ายังคงพูดจาเหน็บแนม แถมยังประชดประชันเรื่อง
เงินเดือนอีกด้วย
ใบหน้าของตู้เหลียงซีดเผือด เขารู้สึกอับอายขายหน้าอย่างมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายตาของเกาซูที่มองมา เขาอยากจะหายตัวไป
จากตรงนั้นในทันที แต่เนื่องจากตอนนี้เป็นงานเลี้ยงฉลองวันเกิด
น้องชาย เขาจึงต้องอดทนฝืนยิ้มต่อไป
ในขณะที่โต๊ะของผู้ใหญ่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย โต๊ะของเด็ก ๆ
ก็โกลาหลไม่แพ้กัน
บนโต๊ะอาหารของเด็ก ๆ ทั้งจงอี้และเสี่ยวเปาทานอาหารอย่าง
เรียบร้อยและมีมารยาท ต่างกับลูก ๆ ของญาติตู้เหลียงที่ทานอย่าง
ตะกละตะกลาม โดยเฉพาะจานเป็ดย่างที่ตอนนี้เหลือเนื้อเป็ดชิ้น
สุดท้ายแล้ว
แน่นอนว่า เมื่อเหลือชิ้นสุดท้าย ย่อมเป็นที่หมายตาของเหล่า
เด็กตะกละ
เด็กอ้วนท้วมคนหนึ่งตั้งจะยื่นตะเกียบไปคีบมัน แต่ก็ถูกตัดหน้า
ไปโดยเหมาเจียงที่เร็วกว่ามาก และตามนิสัยเด็ก เมื่อถูกแย่งอะไรไป
ก็มักจะโวยวายเป็นธรรมดา
กวงกวง เด็กน้อยที่ถูกแย่งเป็ดย่างชิ้นสุดท้ายไปก็ร้องไห้โฮ
ออกมา “ฮือ! เสี่ยวเหมาใจร้าย! เสี่ยวเหมานิสัยไม่ดี!”
จงอี้มองดูเหตุการณ์ด้วยความใจเย็น ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ทำไม
ต้องแย่งกันด้วย มันอร่อยขนาดนั้นเลยเหรอ?”
ท่าทางและน ้าเสียงของจงอี้ทำให้เด็ก ๆ ที่จ้องจะกินเจ้าเป็ดย่าง
เกิดความไม่พอใจขึ้นมา “พูดแบบนี้เพราะไม่เคยกินล่ะสิ! เป็ดย่างมัน
จะไม่อร่อยได้ยังไง ถามอะไรโง่ ๆ”
จงอี้แค่นหัวเราะ “บ้านฉันกินจนเบื่อแล้วล่ะ”
“โม้จริง ๆ! บ้านไหนจะกินเป็ดย่างได้ทุกวัน” เหมาเจียงไม่เชื่อ
“ไม่เชื่อก็ถามเสี่ยวเปาดูสิ พวกเรากินอาหารฝรั่ง กินเค้ก อร่อย
กว่าเป็ดย่างตั้งเยอะ กินที่เมืองหลวงด้วย นายคงไม่เคยไปเมืองหลวง
ไม่เคยเห็นเค้กครีมสวย ๆ สินะ” จงอี้เชิดหน้าอย่างภาคภูมิใจ
เหมาเจียงไม่พอใจ จึงหันไปถามเสี่ยวเปาว่า “จริงเหรอ ที่บ้าน
เธอกินเป็ดย่างทุกวันเหรอ?”
“ใช่… เอ่อ… ไม่ใช่” เสี่ยวเปาทั้งยอมรับและปฏิเสธ ทำเอาเหมา
เจียงคิดไปเองว่าจงอี้โกหก
ทว่าเสี่ยวเปากลับพูดต่อว่า “ไม่ได้กินเป็ดย่างทุกวันหรอก บาง
วันก็กินไก่ กินหมูตุ๋น บางวันก็กินขาหมู”
คำตอบของเสี่ยวเปาทำให้เหมาเจียงหน้าถอดสี “อะไรนะ? ยังมี
อย่างอื่นอีกเหรอ!? เคยกินเค้กครีมจริง ๆ เหรอ?”
เสี่ยวเปาพยักหน้ารับ ยืนยันคำพูดของจงอี้
ฝ่ายจงอี้ก็เหลิง เมื่อเห็นว่าเข้าทางตนเองแล้ว ก็ล้วงกระเป๋าเอา
หมากฝรั่งที่กำลังเป็นที่นิยมออกมา
เหมาเจียงและน้องชายอีกสองคนจ้องมองตาค้าง แล้วก็อดกลืน
น ้าลายตามไม่ได้ “นั่นมัน… หมากฝรั่ง… ใช่ไหม?”
“ใช่แล้ว!” จงอี้ตอบด้วยท่าทางที่ดูภูมิใจในตัวเอง
เด็กอ้วนท้วมทั้งสามคนมองหน้ากันอย่างตกตะลึง
เหมาเจียงหันไปถามเสี่ยวเปา “เธอมีแบบนั้นบ้างไหม?”
เสี่ยวเปาพยักหน้า แล้วล้วงหมากฝรั่งออกมาจากกระเป๋า
“เอามาให้ฉันกินบ้าง!” เหมาเจียงเอ่ยเสียงดังลั่น พยายามจะแย่ง
หมากฝรั่งจากเสี่ยวเปา
จงอี้รีบเข้ามาปกป้องน้องสาว “ทำอะไรน่ะ!? กล้าดียังไงมาแย่ง
ของคนอื่น!”
เหมาเจียงไม่ยอมแพ้ คิดจะใช้กำลังแย่งชิงมา เขาไม่สนใจจงอี้
แล้ววิ่งเข้าไปหาเสี่ยวเปาเพื่อจะล้วงหมากฝรั่งในกระเป๋า แต่จงอี้กลับ
ใช้วิชาการต่อสู้ที่เรียนมาจากมู่อวิ่นเฉิง เตะเข้าที่ขา จนเหมาเจียงล้ม
หน้าคว ่าลงกับพื้น แล้วร้องไห้เสียงดัง
เสียงร้องไห้ของเหมาเจียงทำให้ผู้ใหญ่หันมาสนใจ
ตู้จินเฟิงเห็นหลานชายร้องไห้ก็รีบเข้ามาปลอบ เธอชี้หน้าด่าจงอี้
ด้วยน ้าเสียงโกรธเกรี้ยว “แก! ไอ้เด็กเหลือขอ ทำไมถึงทำรุนแรงแบบ
นี้!?”
คำว่า ‘เด็กเหลือขอ’ ทำให้จงอี้รู้สึกเจ็บแปลบในใจ
ที่ผ่านมา เกาซูเลือกที่จะอดทนกับพฤติกรรมของตระกูลตู้ แต่
ครั้งนี้เธอทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว เมื่อเห็นตู้จินเฟิงกำลังจะต่อว่าลูก
ชายของตัวเอง เธอจึงรีบเข้าไปปกป้องจงอี้ทันที
หญิงสาวโอบกอดเด็กน้อยไว้แนบอก เตรียมพร้อมที่จะโต้กลับ
ทันใดนั้น เธอก็รู้สึกถึงแรงบีบที่มือ จงอี้กำลังบีบมือเธอพร้อมกับ
ขยิบตาให้เป็นนัย เกาซูไม่เข้าใจความหมาย แต่เธอก็เลือกที่จะเชื่อ
ใจลูกชาย จึงถอยห่าง
“ผมไม่ยกให้หรอกนะ!”
พวกผู้ใหญ่ต่างก็งงงวยกับคำพูดของจงอี้
“ไม่ให้อะไร?”
“เหมาเจียงจะแย่งหมากฝรั่งจากเสี่ยวเปา! ผมไม่ยอมยกให้หมาก
ฝรั่งของเสี่ยวเปาให้เขาแน่!”
เหมาเจียงตัวสั่น ตะโกนลั่นอยู่ในอ้อมกอดของย่า “ฉันก็ไม่ยอม
เหมือนกัน! ย่าบอกว่าฉันเป็นพี่ของพวกนายแล้ว! ต่อไปนี้ ไม่ว่าจะ
ของกิน ของเล่น บ้าน หรือเงิน ฉันก็ต้องได้เหมือนพวกนาย! ไม่ก็…
ต้องได้มากกว่าพวกนายด้วย!”