ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 1026 ความมืดในใจ
บทที่ 1026 ความมืดในใจ
ทุกคนกำลังนึกถึงคนคนเดียวกัน
ผู้ปลุกพลังทุกคนจำได้ทันทีว่า ในบรรดาอัจฉริยะรุ่นปัจจุบันที่อยู่ต่ำกว่าราชันย์เทวะยุทธ์ในเผ่าพันธุ์มนุษย์ นอกเหนือจากเทพเจ้าเฟยเหลียนที่มีชื่อเสียงมายาวนาน ก็ยังมีอีกคนหนึ่ง!
เธอมักอาศัยอยู่อย่างสันโดษเสมอ
แต่ชื่อเสียงของเธอก็โด่งดัง ราวกับฟ้าร้องท่ามกลางเผ่าพันธุ์มนุษย์!
“ภรรยาของบุตรแห่งโชคชะตาฉู่!”
“เฉินซีเวย!”
“เธอเป็นผู้ปลุกพลังที่คว้าอันดับหนึ่งแห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์!”
“จะเป็นเธอหรือเปล่านะ”
“แต่เธอมาถึงระดับนี้แล้วจริง ๆ เหรอ?”
“จะแปลกอะไร ขนาดบุตรแห่งโชคชะตาฉู่ยังน่าทึ่งและมีพรสวรรค์มากขนาดนั้น แม้เขาจะออกเดินทางไปหลายปีแล้วและยังไม่กลับมา แต่เขาก็อาจกลายเป็นจักรพรรดิเทวะยุทธ์ไปแล้ว ดังนั้นในฐานะภรรยาที่มีพรสวรรค์ไม่ด้อยไปกว่ากัน ก็ไม่แน่ว่าในอนาคต ท่านเฉินซีเวยอาจจะกลายเป็นจักรพรรดิเทวะยุทธ์ได้เช่นกัน!”
“ใช่แล้ว บุตรแห่งโชคชะตาฉู่กับท่านเฉินซีเวยเป็นสามีภรรยากัน พวกเขาเป็นคู่ที่เหมาะสม จนเรียกได้ว่าเจ้าชายกับสาวงามได้เลย หากท่านเฉินซีเวยเป็นผู้ทำให้เกิดภัยพิบัติครั้งนี้ ก็ถือว่าสมเหตุสมผลแล้ว!”
“นอกจากนี้นายลืมอะไรไปหรือเปล่า? เมื่อสามปีก่อน ท่านเฉินได้เดินทางไปที่ทะเลดวงดาวแห่งความโกลาหลและสังหารสัตว์อสูรที่มีพลังเทียบได้กับราชันย์เทวะยุทธ์สำเร็จด้วยระดับพลังเพียงมหาเทวะยุทธ์ ซึ่งน่าจะเกี่ยวข้องกับการเตรียมตัวเพื่อทะลวงเป็นราชันย์เทวะยุทธ์เป็นแน่!”
“จริงด้วย ต้องใช่แน่ ๆ!”
“หากเทพธิดาเฉินสามารถเอาชนะสัตว์อสูรระดับราชันย์เทวะยุทธ์ได้ การที่เธอพยายามเลื่อนขั้นเป็นราชันย์เทวะยุทธ์ในตอนนี้จึงเป็นเรื่องปกติ เลยสามารถดึงดูดทัณฑ์สายฟ้าอันน่าสะพรึงกลัวมาปรากฏขึ้นได้!”
เหล่าผู้ปลุกพลังต่างถกเถียงกัน
ฉู่โม่วที่ได้ยินเรื่องราวนี้ ก็อดยิ้มไม่ได้ “ฉันไม่คิดว่าหลายปีมานี้ ซีเวยจะมีชื่อเสียงในเผ่าพันธุ์มนุษย์มากขนาดนี้ และเธอยังใช้พลังศักดิ์สิทธิ์ของตัวเองเอาชนะราชันย์เทวะยุทธ์ได้ด้วย ดูเหมือนเธอจะแข็งแกร่งไม่น้อย”
เมื่อคิดแบบนั้น ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะมองด้วยความคาดหวัง
ทัณฑ์สายฟ้าได้ฟาดลงมาอีกหลายระลอก ซึ่งแต่ละครั้งจะมีพลังและความน่ากลัวมากกว่าครั้งก่อน
เมื่อระลอกสุดท้ายใกล้มาถึง ระดับพลังของเธอก็ได้ไปถึงขั้นราชันย์เทวะยุทธ์แล้ว
ดังนั้นไม่ว่าสายฟ้าจะน่ากลัวแค่ไหน เมื่อใดก็ตามที่มันตกลงมา ก็จะถูกแสงศักดิ์สิทธิ์ของเฉินซีเวยป้องกันไว้
หลังจากผ่านไปอีกสักพัก
เฉินซีเวยก็ได้ผ่านพ้นภัยพิบัติอันน่าตกใจนี้ไปแล้ว ซึ่งทุกอย่างดูง่ายดายมาก
ผู้ชมจำนวนมากที่เห็นฉากนี้ต่างก็ตกตะลึง แม้แต่ผู้เป็นราชันย์เทวะยุทธ์แล้ว ก็มีสีหน้าไม่อยากจะเชื่อเช่นกัน พวกเขาคิดย้อนกลับไปเมื่อครั้งผ่านพ้นทัณฑ์สายฟ้า ซึ่งก็มีอาการสั่นกลัวเช่นกัน แม้เตรียมตัวมาอย่างดีแล้วก็ตาม พวกเขากลัวว่าอาจมีอุบัติเหตุบางอย่างเกิดขึ้นก็เป็นได้
ซึ่งกว่าจะเอาชนะภัยพิบัติไปได้ ก็ต้องเจอกับความยากลำบากไม่น้อย
แต่เมื่อดูท่าทางของเฉินซีเวยในตอนนี้ สถานการณ์ของเธอก็ชัดเจนว่าทัณฑ์สายฟ้าครั้งนี้รุนแรงกว่าของพวกเขามาก แต่เธอกลับสามารถผ่านมันไปได้อย่างง่ายดาย
นี่เป็นช่องว่างความแตกต่าง!
“คิดเปรียบเทียบไปก็เท่านั้น!”
ราชันย์เทวะยุทธ์หลายคนลอบถอนหายใจ
…
ภัยพิบัติสายฟ้าผ่านพ้นไปแล้ว
แต่ยังมีความมืดในใจของแต่ละคนเช่นกัน
อันที่จริง ความมืดในใจสำหรับเผ่าพันธุ์มนุษย์นับว่าเป็นสิ่งที่เอาชนะได้ง่ายที่สุด โดยผู้ปลุกพลังส่วนใหญ่ที่สามารถเลื่อนขั้นเป็นราชันย์เทวะยุทธ์ได้ มักใช้เวลานับหมื่นหรือมากกว่าแสนปี ดังนั้นสภาพจิตใจของแต่ละคนจึงสมบูรณ์และไม่มีปัญหาใดรบกวน
ด้วยพรสวรรค์ของเฉินซีเวยจึงไม่น่าเป็นปัญหาเช่นกัน
ดังนั้นเทพเจ้าหลายคนจึงคิดจะเข้าไปร่วมแสดงความยินดี
แต่สิ่งที่หลายคนไม่คาดคิดก็คือ หลังจากภัยพิบัติสายฟ้าคลายตัวไปเป็นเวลานาน เฉินซีเวยกลับยังไม่ออกมาจากการเก็บตัว ทั้งยังไม่มีกลิ่นอายของราชันย์เทวะยุทธ์กระจายออกมา
“อะไรน่ะ เกิดอะไรขึ้น?”
“ท่านเฉินถูกความมืดในใจของตัวเองขัดขวางงั้นเหรอ?”
“ไม่ควรเป็นแบบนั้นนะ!”
ผู้ปลุกพลังมนุษย์ต่างมองหน้ากันด้วยความสับสนไม่น้อย
อีกฝั่งหนึ่ง
ฉู่โม่วก็รู้สึกถึงบางอย่างที่ผิดปกติ ทำให้สีหน้าของเขาพลันเปลี่ยนไป
ชายหนุ่มยังรู้สึกได้ถึงสภาวะผิดปกติที่มาจากร่างกายของเฉินซีเวย ราวกับเธอถูกขังอยู่ในความมืดในใจของตัวเอง
“หรือว่า…”
จู่ ๆ ฉู่โม่วก็นึกถึงความเป็นไปได้บางอย่าง จึงขยายจิตสัมผัสออกไปทันที
ณ ดินแดนบรรพชนของเผ่าพันธุ์มนุษย์ ในห้องอันเงียบสงบ
เฉินซีเวยกำลังนั่งฌาณ
เธอสวมชุดกระโปรงยาว พร้อมกับรูปร่างหน้าตาที่งดงามแต่เย็นชา ราวกับนางฟ้าในวังจันทรา
ทว่าใบหน้าอันงดงามของเธอในตอนนี้กลับกำลังขมวดคิ้วด้วยความเจ็บปวดและกังวลมากขึ้น ราวกับเธอได้เห็นสิ่งเลวร้าย
เฉินซีเวยตกอยู่ในความมืดภายในใจ
เดิมที เธอไม่ได้สนใจความมืดในตัวเอง แต่จู่ ๆ เธอก็มองเห็นนิมิตของฉู่โม่วอย่างไม่คาดคิด แม้เธอจะรู้ว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องโกหก แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกคิดถึงมัน
และเมื่อความคิดนี้เกิดขึ้น ความมืดในใจพลันเปลี่ยนไปอีกครั้ง
ภาพลวงตานับไม่ถ้วนเกิดขึ้นและรบกวนจิตใจของเธออย่างต่อเนื่อง มีคลื่นกระแทกไม่มีที่สิ้นสุดกระทบคฤหาสน์สีม่วง ด้วยริ้วแสงสีดำจำนวนนับไม่ถ้วนที่ดูจะสามารถฉุดห้วงวิญญาณของเธอจมลงไปสู่ก้นบึ้งที่ไร้ขอบเขต
ภายในริ้วแสงสีดำนั้นได้ก่อตัวเป็นปรากฏการณ์แปลก ๆ มากมาย และค่อย ๆ พัฒนาขึ้น
มันสร้างภาพเฉินซีเวยที่กำลังหันหลังให้กับฉู่โม่ว หรือแม้กระทั่งเห็นสามีตาย… ทุกฉากล้วนทำให้เฉินซีเวยหัวใจแทบแหลกสลาย จนเธอไม่สามารถดึงตัวเองให้หลุดออกมาจากภวังค์ได้
ผ่าง!
เมื่อเห็นว่าห้วงวิญญาณของเธอกำลังจะพังทลายได้ทุกขณะ จู่ ๆ ก็มีพลังงานภายนอกกระจายเข้ามาโอบอุ้มตัวเธอไว้ทันที
หลังจากนั้น เธอก็เห็นแสงสีทองอันยิ่งใหญ่บานสะพรั่ง ปราบวิญญาณชั่วร้ายสีดำทั้งหมด และในไม่ช้า กลิ่นอายที่คุ้นเคยก็แพร่กระจายและผสานเข้ากับคฤหาสถ์สีม่วงของเธอ
“นี่มัน… สามีของฉันงั้นเหรอ?”
“นี่เป็นกลิ่นอายของเขาไม่ใช่หรอ เขากลับมาแล้วเหรอ?!”
เฉินซีเวยตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจู่ ๆ ก็แสดงสีหน้าประหลาดใจ
เพียงแต่เธอก็แปลกใจและลังเลไม่น้อย “นี่อาจเป็นภาพลวงตาที่เกิดจากความมืดในใจหรือเปล่า?”
“ซีเวย นี่ฉันเอง”
ตอนแรกเฉินซีเวยก็ยังลังเล แต่เมื่อได้ยินน้ำเสียงอ่อนโยนลอยเข้ามาในหูของเธอ ก็เหมือนกับสายฟ้าฟาดที่ปัดเป่าทุกสิ่งสลายไป จนก่อตัวเป็นพายุในหัวใจเธอทันที
“นี่เป็นความจริง สามีของฉัน หรือว่านี่จะไม่ใช่จินตนาการของฉัน แต่เขากลับมาแล้วจริง ๆ งั้นเหรอ?!”
เธอร้องไห้ด้วยความดีใจ
“ซีเวย ฉันกลับมาแล้ว ตอนนี้เธอกำลังเผชิญกับภัยพิบัติ จิตวิญญาณของเธอถูกพันธนาการโดยความมืดในใจ เธอต้องระวังจิตใจของตัวเองและอย่าได้ถูกภาพลวงตาจากความมืดในใจหลอกเด็ดขาด ฉันจะคอยดูแลเธอจากภายนอกเอง!
ฉู่โม่วปลอบเธออย่างอ่อนโยน
เมื่อได้ยินเสียงนี้ เฉินซีเวยก็รู้สึกว่าหัวใจของเธอได้ถูกเติมเต็มด้วยความอบอุ่น
หลังฉู่โม่วจากไป กี่ปีแล้วที่เธอไม่ได้ยินเสียงนี้
เธอจดจำรูปร่างของฉู่โม่วในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้เสมอ แม้สำหรับผู้ปลุกพลังในขั้นนี้ เพียงหลายปีหรือหลายทศวรรษจะเป็นเพียงชั่วพริบตาเดียวก็ตาม
แต่สำหรับเฉินซีเวย การแยกจากกันครั้งนี้ยาวนานเกินไป!
และตอนนี้สามีของเธอกลับมาแล้ว!
ขณะนี้เธอรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นและความแข็งแกร่ง พลันทำให้หัวใจของเธอสงบลง
“สามี ฉันจะฟื้นฟูปฐมวิญญาณของฉันสักครู่ โปรดรอฉันก่อนนะ”
เธอกล่าว จากนั้นก็ควบคุมสติและระเบิดพลังวิญญาณออกมาเป็นแสงที่ลุกโชน รัศมีพลังน้ำแข็งนับไม่ถ้วนแผ่กระจายออกไป พร้อมกับแช่แข็งริ้วแสงสีดำที่ได้มาจากความมืดในใจทันที
ไม่เพียงแค่นั้น คลื่นแสงก็กระจายออกไปและก่อตัวเป็นเมฆหมอกลอยขึ้น ซึ่งเต็มไปด้วยแสงวุ่นวายนับไม่ถ้วนของพลังวิถี
เนื่องจากความแข็งแกร่งของพลัง มันจึงก่อตัวเป็นโซ่ตรวนเกี่ยวพันกันและห้อยลงมา
พร้อมกับพลังแห่งกฎเกณฑ์และวิถีอันเข้มข้นได้แผ่ขยายออกไป ดูงดงามอย่างมาก