ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 105 บุปผามังกรคำราม และค่ายกลพฤกษากลืนกิน!
บทที่ 105 บุปผามังกรคำราม และค่ายกลพฤกษากลืนกิน!
ฉู่โม่วรู้สึกเพียงแค่ว่าเหมือนตนเองได้เดินผ่านเยื่อบาง ๆ มา แล้วทันใดนั้นโลกก็หมุนไปหมด ประสาทการรับรู้สับสนไปชั่วขณะ และเมื่อทุกอย่างสงบลง ภาพของโลกเบื้องหน้าก็เปลี่ยนไปแล้ว
“นี่คือ… เขตแดนลับเมฆาครามงั้นเหรอ?”
เมื่อเงยหน้ามอง
ทุก ๆ อย่างรอบตัวเป็นบรรยากาศของป่าที่เขียวชะอุ่ม
และบนท้องฟ้ามีเมฆสีสันสดใสดูเป็นฤกษ์งามยามดีปรากฏให้เห็น
นั่นไม่ใช่เมฆจริง ๆ แต่อย่างใด
มันคือสิ่งที่เกิดจากการที่อณูแห่งชีวิตภายในโลกนี้มารวมตัวอัดแน่นกันเป็นกลุ่มก้อน
ยืนอยู่จุดเดิมและสูดหายใจเข้าลึก ๆ เขาสามารถสัมผัสได้ถึงอณูแห่งชีวิตภายในอากาศ ที่เมื่อมันเข้ามาภายในร่างกาย มันกลายเป็นของเหลวและเติมเต็มส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย ขจัดความติดขัดตามกล้ามเนื้อและแทนที่ด้วยความชุ่มชื้นทั่วร่างกาย
ลมปราณที่อยู่ในจุดตันเถียนเริ่มหลั่งไหลไปทั่วร่าง บรรยากาศภายในเขตแดนนี้กำลังกระตุ้นการทำงานของมันจริง ๆ!
‘ทำไมถึงมีอณูแห่งชีวิตเข้มข้นขนาดนี้เนี่ย!?’
‘สมเป็นเขตแดนลับขนาดใหญ่จริง ๆ บรรยากาศแบบนี้ มันจะต้องมีสมบัติบรรพกาลเกิดขึ้นในสักแห่งหนึ่งอย่างแน่นอน!’
แววตาของฉู่โม่วเป็นประกาย เขาคิดกับตนเอง
ภายใต้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยอณูแห่งชีวิตนี้ ต่อให้เป็นเพียงวัชพืชก็มีโอกาสที่จะเติบใหญ่เป็นหญ้าวิญญาณลมได้ ยิ่งไปกว่านั้น อณูแห่งชีวิตภายในเขตแดนลับนี้ยังเข้มข้นราวกับว่ามันจะกลั่นรวมกับแก่นแท้ของร่างกายตลอดเวลาเลยด้วย
“จริง ๆ การที่อณูแห่งชีวิตหนาแน่นแบบนี้ มันไม่ใช่เรื่องปกติของเขตแดนลับขนาดใหญ่หรอก เหตุผลที่แท้จริงก็เพราะว่า พฤกษาบรรพกาลต้นนี้ดูดกลืนรอยแยกของมิติเข้ามาแล้วนำพลังที่หลั่งไหลอยู่ภายในนั้นออกมาตลอดต่างหาก เขตแดนลับแห่งนี้จึงเกิดการเปลี่ยนแปลง!”
ตอนนั้น…
หมัวซานซานที่ได้สติพอดี เห็นสีหน้าตกใจของฉู่โม่ว เธอก็อดไม่ได้ที่จะช่วยอธิบาย
ฉู่โม่วพยักหน้า
ทั่วบริเวณนั้น เขาสามารถพบเห็นผู้ฝึกยุทธ์กระจายตัวกันไปทั่วราวกับสัตว์ป่าที่อาศัยตามถิ่นที่อยู่ และจะมีอยู่ทิศทางหนึ่งที่พวกเขาต่างพากันมุ่งหน้าไป
ทางนั้น
เป็นบริเวณที่มีซากปรักหักพังอยู่เยอะ ไม่ว่าจะมุมไหนก็มีแต่หอคอย มันถูกสร้างไว้ตามภูเขา ซากที่เห็นได้ชัดที่สุดเหมือนจะเป็นเจดีย์ทองคำ สิ่งนั้นสูงกว่าร้อยเมตร มันสูงเด่นกว่าหอคอยอื่น ๆ แถมยังมีดอกไม้หลากสีสันส่องแสงอยู่โดยรอบด้วย
สิ่งปลูกสร้างส่วนใหญ่ล้วนแต่พังทลายตามอายุขัย
เหลือไว้เพียงสิ่งนี้
ที่ไม่ว่าจะผ่านมากี่สิบหรือกี่ร้อยปี มันก็ยังตั้งตระหง่านราวกับถูกหยุดเวลาเอาไว้ ผิวหน้าของสิ่งเหล่านี้มีแสงสว่างระยิบระยับให้เห็นอยู่เป็นนิจ
ชัดเจน…
มันเป็นสิ่งเดียวที่ไม่มีทีท่าว่าจะพังทลาย
“พวกนั้นกำลังทำอะไรกันน่ะ?”
ฉู่โม่วถาม
“ที่นี่มีโบราณสถานมากมายถูกค้นพบตั้งแต่ครั้งก่อน ๆ น่ะ หนึ่งในโบราณสถานพวกนั้นก็คือ โบราณสถานของกองกำลังที่เรียกว่าสำนักกระบี่สวรรค์ สำนักนั้นสร้างที่พำนักไว้เพราะตั้งใจจะเข้าไปพิชิตหอคอยวรยุทธ์ อ๊ะ นั่นไง …เป็นหอคอยทองคำตรงนั้น!”
หมัวซานซานชี้ไปยังโบราณสถานขนาดใหญ่ที่เห็นได้จากไกล ๆ
“นั่นคือ… หอคอยวรยุทธ์เหรอ?”
ในข้อมูลที่เขาเคยอ่านก่อนหน้า มันมีเรื่องของหอคอยวรยุทธ์ถูกบันทึกไว้ด้วย เพราะงั้นเขาจึงรีบถามต่อ “แล้วพวกเราจำเป็นต้องเข้าไปด้วยหรือเปล่า?”
“ไม่จำเป็น”
หญิงสาวส่ายหน้าและพูดอธิบาย “มีคนอีกมากมายที่ตั้งใจจะเข้าไปในหอคอยนั่น ไม่ว่าจะเป็นตอนนี้หรือในอดีต เพราะงั้นพวกเขายังต้องต่อแถวอีกนานเลย พวกเราถ้าไปตอนนี้ก็จะมีแต่เสียเวลาเหมือนกัน”
“เขตแดนลับนี้เปิดเป็นเวลาหนึ่งเดือนครึ่ง เพราะงั้นหลังจากที่เราเสาะหาสมบัติบรรพกาลจากภายในนี้ได้แล้วค่อยกลับมาเข้าคิวขึ้นไปในหอคอยวรยุทธ์ก็ยังไม่สาย!”
ฟังคำอธิบายเช่นนั้น ฉู่โม่วก็พยักหน้าและพูด “เข้าใจแล้ว”
ด้วยเหตุนี้
หมัวซานซานจึงหยิบเอาแผนที่ขึ้นมา ระบุปลายทางแล้วมุ่งหน้าไปยังจุดนั้นพร้อมกับฉู่โม่วแทน
ระหว่างทาง
“หมัวซานซาน ตอนนี้น่าจะบอกได้แล้วมั้งว่าสมบัติที่เธอต้องการคืออะไร?”
ฉู่โม่วกล่าวถามขึ้นมา
ก่อนหน้านี้ เมื่อตอนที่หมัวซานซานมาชวนเขา เธอไม่ได้บอกเลยว่าเธอตั้งใจจะมาหาสมบัติอะไร เธอเพียงแค่บอกไว้ว่าจะบอกเขาตอนที่เข้ามาในเขตแดนลับแล้วเฉย ๆ
สิ่งนี้ทำให้ฉู่โม่วสงสัยมาตลอด
เพราะงั้นในตอนที่กำลังเดินทาง ฉู่โม่วจึงอดไม่ได้ที่จะถาม
“ได้สิ”
ทางด้านหมัวซานซานที่ไม่ได้คิดจะปิดบังอะไรก็พูดออกไปตรง ๆ “มันคือบุปผามังกรคำรามน่ะ!”
“บุปผามังกรคำราม?”
ฉู่โม่วทวนชื่อนั้นด้วยความสงสัย
“อื้อ บุปผามังกรคำราม เป็นดอกไม้ที่อุดมไปด้วยพลังงานลึกลับที่สามารถช่วยจัดการรากฐานร่างกายสำหรับผู้ปลุกพลังได้น่ะ แล้วก็มันยังสามารถเร่งพลังกายให้สามารถเข้าสู่การเป็นจ้าวยุทธ์ได้ด้วย… พ่อของฉัน ตอนนี้ท่านค้างอยู่ที่ขั้นนายพลเมืองระดับสูงมาเจ็ดปีแล้ว ท่านพยายามมาทุกวิถีทางเพื่อจะทลายขีดจำกัดแล้วขึ้นเป็นจ้าวยุทธ์ แต่ในทุกครั้งมันก็ล้วนแต่ล้มเหลวทั้งหมด เหตุผลเป็นเพราะร่างกายของเขาต้องได้รับการปรับปรุงใหม่ ด้วยเหตุนี้ฉันเลยอยากจะมาหาบุปผามังกรคำรามเพื่อนำกลับไปให้ท่านใช้สำหรับปรับปรุงพื้นฐานร่างกาย… หากฟ้ายังเป็นใจ ท่านจะต้องได้ขยับขึ้นเป็นจ้าวยุทธ์สมใจแน่ ๆ!”
“ส่วนสาเหตุที่ทำให้ฉันรู้ว่าภายในเขตแดนลับนี้มีบุปผามังกรคำรามก็เพราะว่า เมื่อตอนที่เขตแดนลับนี้เปิดขึ้นครั้งก่อน มีผู้ฝึกยุทธ์จากพันธมิตรพ่อค้าหยกแก้วเผอิญสำรวจแล้วเจอมันเข้า แต่เพราะตอนนั้นความแข็งแกร่งของเขาไม่เพียงพอ ผนวกกับกว่าจะพบสิ่งนี้ มันกำลังใกล้จะหมดเวลาที่เขตแดนจะเปิดแล้ว สิ่งเดียวที่เขาทำได้ก็คือการจำตำแหน่งที่พบไว้แล้วรีบออกมาก่อน”
“เพราะงั้นการที่ฉันเข้ามาในเขตแดนลับครั้งนี้ด้วยตนเอง ก็เพราะตั้งใจจะนำสิ่งนี้กลับไปให้พ่อของฉันนั่นแหละ!”
พูดถึงตรงนี้ หมัวซานซานก็หันไปมองฉู่โม่วพร้อมกับพูดด้วยความจริงใจ “ฉู่โม่ว ตราบใดก็ตามที่นายช่วยให้ฉันได้บุปผามังกรคำรามมา ฉันจะยอมทำทุกอย่างที่นายขอ ไม่ว่าจะอะไรก็ตาม!”
“หมัวซานซาน ฉันไม่มีอะไรจะขอจากเธอทั้งนั้นสำหรับตอนนี้”
ฉู่โม่วพูด “อย่าบอกนะว่าลืมไปแล้ว เรื่องที่เธอเคยสอนวิชาหลอมวิญญาณฉันแทนรางวัลน่ะ ตอนนั้นฉันสัญญากับเธอไว้แล้วนี่ว่าจะช่วยให้ได้สมบัติบรรพกาลชิ้นนี้มา ฉันไม่ลืมสัญญานั่นหรอกนะ!”
“ขอบคุณนะ”
เธอกล่าวจากใจจริง
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังคุยกันอยู่นั้นเอง ไม่นานพวกเขาก็มาถึงส่วนที่เป็นเนินเขากันแล้ว
“ตำแหน่งที่ระบุไว้คือแถว ๆ นี้แหละ!”
หมัวซานซานหยุดและพูด
ฉู่โม่วเองก็หันมองไปรอบตัวด้วยเช่นกัน เขาเห็นต้นไม้งอกขึ้นมาตามเนินเขานั้น และที่บนต้นไม้ก็มีพุ่มไม้เล็ก ๆ ปรากฏให้เห็น นอกจากสิ่งเหล่านี้ ก็ไม่เห็นจะมีสิ่งใดที่ดูน่าสงสัยอีก
“ทุกคนกระจายตัวกันออกไปหาให้ทั่ว… แล้วก็อย่าลืม ต้องระวังตัวให้ดีนะ!”
หญิงสาวออกคำสั่ง
กลุ่มของผู้ฝึกยุทธ์ที่ติดตามมาด้วยกระจายตัวกันออกไปตามหาด้วยความระมัดระวังทันที
ไม่นาน
พวกเขาก็พบเข้ากับสถานที่พิสดาร
“คุณหนูครับ ต้นไม้บริเวณนี้ค่อนข้างจะแปลกมาก ๆ ไม่ว่าจะด้วยทิศและระยะห่างระหว่างแต่ละต้นมันเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ดูเหมือนว่าจะเป็นระเบียบเกินกว่าจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติได้…”
ปรมาจารย์ยุทธ์คนหนึ่งหันมองไปยังตำแหน่งของต้นไม้ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า เขาอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
“เป็นระเบียบเหรอ?… หรือว่าจะเป็นกับดัก?”
หมัวซานซานรีบมองไปยังทิศทางนั้น แต่เธอก็ไม่พบอะไรที่ดูผิดปกติอย่างอื่น เพราะงั้นจึงทำได้เพียงขมวดคิ้วและสั่งการ “ทุกคน ระวังตัวด้วย…”
ยังไม่ทันพูดจบประโยค
ทันใดนั้น
ผู้ปลุกพลังคนหนึ่งก็เผลอชนเข้ากับกิ่งไม้กิ่งหนึ่ง
และจังหวะต่อมา…
กิ่งไม้ดังกล่าวก็เริ่มขยับราวกับมีชีวิต มันสั่นสะเทือนแล้วอ่อนยวบลงมา จากนั้นก็ฟาดร่างของผู้ฝึกยุทธ์ที่เพิ่งจะชนมันรุนแรง
เพียะ!
ด้วยเสียงของแส้ที่หวดผ่านอากาศมา แส้กิ่งไม้นั้นฟาดเข้ากับร่างของปรมาจารย์ยุทธ์ระดับสูงโดยตรง
ร่างที่ถูกฟาดนั้นไม่มีโอกาสได้ส่งเสียงร้องหรือรู้สึกอะไร ร่างของเขาระเบิดกระจุยราวกับถูกฝังระเบิดไว้ภายใต้ผิวหนังในทันที
นั่นยังไม่จบ
ภายหลังจากที่เลือดสีแดงของเขากระจายไปทั่วบริเวณ
ต้นไม้ต้นอื่น ๆ ทั่วทั้งเนินเขาก็ดูเหมือนจะมีชีวิตขึ้นมากันหมด กิ่งก้านของมันอ่อนยวบลงกลายเป็นแส้พร้อมกับโบกสะบัดไปมาใส่ผู้ปลุกพลังที่เข้าใกล้
“ไม่ดีแล้ว!”
“ต้นไม้พวกนี้มีชีวิต!”
“ค่ายกล! มันคือค่ายกลจริง ๆ!”
“เร็วเข้า… รีบหาทางหยุดมัน!”
ผู้ปลุกพลังทุกคนหน้าเสีย พวกเขาพยายามรับมือและหาทางหยุดต้นไม้เหล่านี้ไว้
ทุกคนในที่นี้ล้วนแต่เป็นปรมาจารย์ยุทธ์ระดับสูงโดยที่บางคนก็เป็นถึงนายพลเมืองระดับต้นด้วย
มันเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมการโจมตีถึงรุนแรงยิ่งนัก นี่ยังไม่รวมเรื่องที่พวกเขามีวิธีรับมือการโจมตีจากแส้ไม้ได้อย่างรวดเร็วและสามารถโต้ตอบกลับไปได้จนต้นไม้บางต้นแหลกสลายไปได้เลย
แต่อย่างไรก็ตาม
ต้นไม้เหล่านี้หลายต้นมีเปลือกที่หนามาก ๆ
การโจมตีจากผู้ปลุกพลังบางคนนั้น แทบไม่สร้างร่อยรอยความเสียหายใด ๆ บนเปลือกไม้นั้นเลยแม้แต่น้อย
ยิ่งในส่วนของแส้ไม้ที่มาจากต้นไม้ขนาดใหญ่นั้นก็ยิ่งเป็นปัญหา พวกมันรวดเร็วประดุจว่าเป็นสายลมก็มิปาน
เพียงแค่มันฟาดโดนร่างของผู้ปลุกพลังสักคน ร่างนั้นก็สลายหายไปเลย
เพราะแบบนี้
เพียงชั่วพริบตา
ผู้ปลุกพลังขั้นต่าง ๆ ร่วมสิบคนก็ต้องตายลงอย่างน่าอนาถ