ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 130 จัดตั้งกองกำลัง
บทที่ 130 จัดตั้งกองกำลัง
นี่เป็นวันที่สามแล้วหลังจากที่ตระกูลสวี่ล่มสลายไป
คฤหาสน์ที่ถูกสวี่หล่างทำลายไปนั้นได้รับการซ่อมแซมใหม่แล้วจากทีมช่างนิรนาม แถมพวกเขายังขยายพื้นที่เพิ่มให้และทำให้คฤหาสน์หลังนี้ให้ดูหรูหรายิ่งกว่าเดิม
ฉู่โม่วไม่ได้สอบถามอะไรนัก เขากลับเข้าไปอยู่ด้านในคฤหาสน์เพื่อทำจิตใจให้สงบ
ในขณะนั้นเองที่ชั้นสามภายในห้องที่เงียบสงัด
กู่ชาง บรรพบุรุษตระกูลกู่กำลังรายงานผลจากการออกคำสั่งครั้งก่อนให้ฉู่โม่วฟัง
“คุณฉู่โม่ว ตามความต้องการของคุณ ตอนนี้ตระกูลสวี่ถูกตระกูลกู่ของฉัน ตระกูลโจวและตระกูลเสิ่นกำจัดจนหมดสิ้นจากฐานจินหลิงไปแล้ว ไม่มีผู้ปลุกพลังตระกูลสวี่หลงเหลืออยู่อีก ในส่วนของคนธรรมดาในตระกูลสวี่ พวกเขาถูกขับไล่ให้ไปอยู่เขตเหมืองแร่ และถ้าหากไม่มีเหตุอะไรเกิดขึ้น พวกเขาจะไม่สามารถออกจากเขตเหมืองแร่ไปได้ตลอดชีวิต!”
ไม่รู้เลยว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ฝนเริ่มจะเทลงมา แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
เขานั่งครุ่นคิดและเอ้อระเหยอยู่ภายในความสงบดังเดิม
หลังฟังรายงานจากกู่ชาง ภายในใจของฉู่โม่วนึกย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของความบาดหมางระหว่างเขาและตระกูลสวี่
อันที่จริง ทั้งเขาและอีกฝ่ายไม่เคยมีปัญหาอะไรกันเลย ทั้งหมดนี้มันเริ่มจากเมื่อครั้งที่เขาเจอสวี่เฟิง บุตรชายคนโตของตระกูลสวี่ที่ฐานลู่หยางครานั้น
ภายหลังจากที่มาถึงฐานจินหลิงแล้ว เขาก็ดันมาถูกคนในตระกูลนี้หมายหัวอีกหลังจากไปมีเรื่องกลับตระกูลสวี่โม่ว!
จากเรื่องในครั้งนั้น…
เขากลายเป็นเสี้ยนหนามในสายตาสวี่โม่วไปโดยปริยาย มีนักฆ่ามากมายส่งมาหาเขาเรื่อย ๆ
จริง ๆ การกระทำของตระกูลสวี่นี้ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถเข้าใจได้เสียทีเดียว
ยังไงเสีย…
มันคงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วสำหรับกองกำลังใหญ่ ๆ เช่นนี้ที่จะปล่อยให้คนในตระกูลถูกคนนอกมาฆ่าตายโดยตนเองไม่ทำอะไรสักอย่าง
ไม่ต้องพูดถึง
ช่วงที่เขายังเป็นเพียงหนอนแมลงในสายตาของตระกูลสวี่นั่นด้วย
ไม่ว่ายังไง ความอ่อนแอก็เป็นบาปที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิด
เฉกเช่นโจวชี่และโจวเฉิงรวมถึงลูก ๆ ของพวกเขา
เหมือนกับตระกูลสวี่ที่เชื่อว่าผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่เหนือผู้ที่อ่อนแอ และมีแต่ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่ควรเคารพ!
และเพราะพวกเขาเชื่อแบบนั้น…
ฉู่โม่วจึงใช้ความแข็งแกร่งของเขาทำลายตระกูลสวี่จนสิ้นซาก มันจึงเป็นเรื่องทั่วไปหากเขาจะได้รับการยอมรับ
แน่นอนว่าการฆ่าล้างบางเช่นนี้ถือเป็นวิธีการที่ค่อนข้างไร้หัวใจ
แต่กับบางสิ่งบางอย่าง หากไม่ถอนรากถอนโคนให้หมด ในอนาคตมันจะกลับมาเป็นปัญหาได้อีกครั้ง
เรื่องนี้ฉู่โม่วเข้าใจได้ชัดเจนตั้งแต่ที่เขาพยายามดิ้นรนสุดชีวิตในชีวิตก่อน
ดังนั้นโลกใบนี้ เขาจึงไม่คิดจะมีความเมตตาใด ๆ อีก!
สติของเขากลับมาอีกครั้ง
ฉู่โม่วพยักหน้าช้า ๆ และพูดด้วยเสียงเบา “ดีแล้วล่ะ”
“หากคุณฉู่โม่วผู้ยิ่งใหญ่ว่าดี ข้าก็ว่าดีครับ”
กู่ชางถอนหายใจด้วยความโล่งอก
จากนั้นเขาก็หยิบเอาถุงเก็บของจากภายในแขนเสื้อออกมาและพูดขึ้น “สิ่งนี้ เป็นวัตถุดิบและของมีค่าที่พวกข้าได้จากการขุดค้นซากปรักหักพังของคฤหาสน์ตระกูลสวี่ครับ ผมอยากจะให้คุณฉู่โม่วผู้ยิ่งใหญ่ดูเสียก่อน”
ชายหนุ่มหันไปมองตาม ในมือของชายชราข้าง ๆ เขานั้นคือถุงเก็บของที่ภายในมีพื้นที่กว่าร้อยตารางเมตร ที่ซึ่งทุกตารางเมตรถูกวางเรียงไว้ด้วยวัตถุดิบสำหรับฝึกฝนจำนวนมากมายมหาศาล เพียงแค่ประเมินคร่าว ๆ มันก็น่าจะมีมูลค่ากว่าหมื่นล้านหินปฐมกาลเข้าไปแล้ว
ไม่ต้องสงสัย สมแล้วที่เป็นตระกูลหลัก
ทว่า…
ฉู่โม่วขมวดคิ้ว “มีแค่นี้เองเหรอ?”
และเพราะการที่ตระกูลสวี่เป็นหนึ่งในสี่ตระกูลหลักแห่งฐานจินหลิง สามารถยืนหยัดเป็นผู้ยิ่งใหญ่ได้ร่วมร้อยปี มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่ทั้งตระกูลจะมีสมบัติเพียงหมื่นล้านหินปฐมกาลเช่นนี้?
ได้ยินถ้อยคำที่ฟังดูจะไม่สบอารมณ์ของฉู่โม่ว กู่ชางก็รีบพูดขึ้น “คะ… คุณฉู่โม่วผู้ยิ่งใหญ่ ได้โปรดอย่าเพิ่งเข้าใจข้าผิดไป ฉันไม่มีความกล้าพอจะซ่อนอะไรจากท่านหรอกครับ!”
“ส่วนเหตุผลที่ทำให้พวกเราเจอของมีค่าภายในตระกูลสวี่เพียงเท่านี้ก็เพราะ ตามปกติแล้วเหล่ากองกำลังหลัก ๆ จะสามารถควบคุมเขตแดนลับของตนเองได้น่ะครับ ดังนั้นแล้วสมบัติส่วนใหญ่ของพวกเขาน่าจะถูกเก็บไว้ในเขตแดนลับที่ว่านั่นหมด”
“หรือถ้าจะพูดง่าย ๆ เขตแดนลับแห่งนี้จะมีเพียงเหล่าสมาชิกตระกูลหลัก ๆ เท่านั้นถึงจะเปิดมันได้ แต่ด้วยความที่ตอนนี้ตระกูลสวี่ถูกทำลายลงอย่างสมบูรณ์แล้ว มันเลยทำให้พวกผมไม่สามารถเปิดเขตแดนลับของตระกูลนี้ได้จริง ๆ และด้วยเหตุนี้พวกข้าจึงหาสมบัติมาได้เพียงเท่านี้ครับ“
ภายหลังจากที่ฟังคำอธิบายของชายชราเบื้องหน้า ฉู่โม่วก็เข้าใจได้ว่าตนเพิ่งจะมองกู่ชางผิดไป
ทั้งสองพูดคุยกันต่ออีกครู่หนึ่ง ก่อนที่ฉู่โม่วจะตัดสินใจไปส่งแขกเพื่อที่จะได้กลับมาฝึกฝนต่อ
ทว่าเมื่อเห็นความลังเลของกู่ชาง ราวกับว่าอีกฝ่ายมีอะไรอยากจะพูดต่อ ฉู่โม่วก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วแล้วถาม “มีอะไรหรือเปล่า? มีเรื่องอะไรที่ฉันต้องรู้อีกไหม?”
“อันที่จริงก็มีครับ… มีเรื่องหนึ่งอยากจะให้คุณฉู่โม่วลองพิจารณาดู”
กู่ชางพูดความลังเล “ภายหลังจากที่ตระกูลสวี่ถูกทำลายลงไปแล้ว มีแหล่งวัตถุดิบและร้านค้ามากมายที่เคยอยู่ภายใต้การดูแลของตระกูลสวี่ที่ถูกปล่อยทิ้งร้าง ฉันเลย เอ่อ… อยากจะรู้ว่าคุณฉู่โม่วอยากจะทำอย่างไรกับสถานที่เหล่านี้ดี…”
ภายในถ้อยคำนั้น แสดงถึงความโลภอยู่จาง ๆ
ได้ยินเช่นนั้น
บนใบหน้าของฉู่โม่วก็แสดงให้เห็นว่าเขาสนใจเรื่องนี้!
ปลายนิ้วที่เคาะไปบนที่วางแขนของเก้าอี้โดยไม่ได้ตัวนั้น ทำให้เกิดเป็นจังหวะทำนองคลอเสียงสายฝนเบา ๆ
ก่อนหน้านั้น ทั่วทั้งฐานจินหลิงเคยถูกทั้งสี่ตระกูลใหญ่กับรวมถึงพันธมิตรเครือหอการค้าหยกแก้ว และ สมาคมผู้ใช้ค่ายกลเวทปกครองอยู่
ท่ามกลางฝ่ายเหล่านี้ พันธมิตรเครือหอการค้าหยกแก้วถือเป็นฝ่ายที่มีทรัพยากรการเงินและความแข็งแกร่งสูงที่สุด แต่พวกเขาก็เลือกที่จะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจใด ๆ ภายในฐาน นอกเสียจากธุรกิจของตนเอง
สมาคมผู้ใช้ค่ายกลเวทก็ยิ่งแล้วใหญ่ พวกเขาไม่สนใจเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเงินตราเลย
ดังนั้นแล้ว ทั้งธุรกิจน้อยใหญ่ต่าง ๆ ภายในฐานแห่งนี้จึงตกอยู่ภายใต้การดูแลของเหล่าสี่ตระกูลหลักแทน จากที่สังเกตเห็นได้ถึงร้านในเครือตระกูลที่กระจายไปอยู่ทั่วทั้งฐาน
ในตอนนี้ตระกูลสวี่ได้ถูกทำลายลงไปแล้ว ดังนั้นจึงมีแหล่งทรัพยากรและธุรกิจจำนวนหนึ่งภายในฐานที่กลายเป็นร้านที่ขาดคนดูแลไป
และถึงแม้จะบอกว่าจำนวนหนึ่ง แต่ก็ถือเป็นร้านที่ให้ผลตอบแทนค่อนข้างสูง สูงขนาดที่ทำให้หลาย ๆ ตระกูลอยากที่จะได้ร้านเหล่านี้มาไว้ในครอบครองกัน
ทว่า…
เพราะฉู่โม่วยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับห้างร้านเหล่านี้ เพราะงั้นเหล่าตระกูลใหญ่ทั้งสามตระกูลที่เหลือจึงไม่ได้ลงมือกันจนถึงตอนนี้
ด้วยเหตุนี้ กู่ชางจึงยิงคำถามนี้ออกมา เสมือนว่าโยนหินถามทางแทนอีกสองตระกูลที่เหลือไปด้วย
เมื่อหาข้อสรุปภายในใจได้
ฉู่โม่วพูดขึ้นช้า ๆ “ทุกตระกูลพยายามได้ดีมากในการล้างบางตระกูลสวี่ครั้งนี้… เท่าที่ฉันรู้สึกน่ะนะ ส่วนตัวฉันเองไม่ค่อยเข้าใจในกระบวนการทางธุรกิจสักเท่าไหร่ เพราะงั้นทรัพย์สินกับห้างร้านครึ่งหนึ่งของตระกูลสวี่จะถูกนำออกมาขายลดราคา และพวกคุณทั้งสามตระกูลรวมถึงสมาคมผู้ใช้ค่ายกลเวทกับพันธมิตรเครือหอการค้าหยกแก้วจะมีสิทธิ์ในการซื้อสิ่งเหล่านี้”
“ส่วนสมบัติที่เหลืออีกครั้งหนึ่ง ฉันจะเป็นคนดูแลเอง แต่ก็ไม่ปฏิเสธหรอกนะหากแต่ละตระกูลอยากจะมีส่วนร่วม พวกเราจะทำเหมือนอย่างที่ทำกันปกติ คุณกู่ชางคิดว่ายังไงบ้าง?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น
สีหน้าของกู่ชางก็แสดงความไม่อยากเชื่อออกมา เขาเผลอถามกลับโดยไม่รู้ตัว “เรื่องนี้… คุณฉู่โม่วพูดจริงเหรอครับ?”
“แน่นอน!”
ชายหนุ่มพยักหน้า
“ขอบคุณมาก ๆ เลยครับ!”
ความสุขอันเปี่ยมล้นผุดขึ้นในแววตาของกู่ชาง
ถึงแม้ว่าฉู่โม่วจะพูดไว้ว่าสมบัติของตระกูลสวี่ครึ่งหนึ่งจะถูกนำมาขาย ซึ่งพวกเขาสามารถครอบครองมันได้เพียงต้องซื้อมาไว้เอง
แต่…
ตระกูลสวี่มีสมบัติและวัตถุดิบหลายชิ้นที่ต่อให้ต้องเสียเงินเพื่อให้ได้มันมาก็ยังคุ้มค่า เป็นการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม!
ยกตัวอย่างเช่น หินปฐมกาลที่ตระกูลสวี่ครอบครองอยู่มาตั้งแต่อดีต ของอะไรพวกนี้ถือเป็นสิ่งที่หาได้ยากมาก ๆ
เมื่อไหร่ก็ตามที่มันมีเจ้าของแล้วก็จะไม่มีใครมาแย่งมันไปได้อีก
และถ้าถูกนำมาวางขายแล้วถูกซื้อไป นั่นหมายถึงผู้ซื้อย่อมต้องมีหนทางในการนำมันมาพัฒนาและแสวงหาผลกำไรอย่างแน่นอน
มูลค่าของมันก็ถือเป็นหลักฐานที่ยืนยันได้แล้วว่าสิ่งนี้มีค่ามากขนาดไหน
กู่ชางคิดไปเรื่อย
หากข่าวนี้ถูกปล่อยออกไปแล้วละก็ บางทีต่อให้เป็นสมาคมผู้ใช้ค่ายกลเวทที่มักจะอยู่สันโดษมาโดยตลอด ก็อาจจะอดไม่ได้ที่จะมาแย่งชิงมันไปด้วยก็ได้
พวกเขาพูดคุยกันอีกนิดหน่อย
จากนั้นกู่ชางก็กล่าวคำอำลาและจากไปด้วยความสุขเหลือล้น
หลังจากที่แขกกลับไปแล้ว ฉู่โม่วก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกเช่นกัน
การนำสินทรัพย์และห้างร้านของตระกูลสวี่มาขายลดราคานี้ ดูเหมือนเขาจะเป็นฝ่ายที่ขาดทุนมากกว่า แต่อันที่จริงในบางมุมมอง การตัดสินใจเช่นนี้กลับเป็นประโยชน์
ธุรกิจต่าง ๆ ของตระกูลสวี่น่ะมีมากเกินความจำเป็น!
หากคิดจะครอบครองสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด มันจะต้องใช้เวลามากเกินไปกว่าจะดูแลครบ
กลับกัน สู้เอาของพวกนี้มาขายให้กับคนที่สามารถควบคุมมันได้ ยังจะแก้ปัญหาได้ดีเสียยิ่งกว่า
อันดับแรก
เขาสามารถนำเวลาที่จะต้องเอาไปดูแลกิจการต่าง ๆ นานานั้นมาฝึกฝนด้วยวัตถุดิบที่ได้จากตระกูลสวี่นี้ได้
และอันดับที่สอง
เขาสามารถใช้โอกาสนี้ในการสร้างมิตรกับกองกำลังต่าง ๆ ได้
ถึงแม้ว่าความแข็งแกร่งของเขาจะอยู่บนจุดสูงสุดของฐานจินหลิงแล้ว แต่การฝึกฝนและพัฒนาตนเองนั้น คงจะพึ่งตนเองเพียงอย่างเดียวไม่ได้
สร้างมิตรให้เยอะลดศัตรูให้น้อยจะเป็นผลดีกับชีวิตมากกว่า!
ขืนทำตัวให้เป็นศัตรูกับคนทั้งโลก มีหวังอายุจะไม่ยืนยาวเอา
ในส่วนของสมบัติอีกครึ่งหนึ่งที่เก็บไว้นั้น
ฉู่โม่วตั้งใจจะใช้มันสำหรับตั้งฝ่ายของตนเอง เพราะตามที่กล่าวไว้ แม้ว่าพลังของเขาจะแข็งแกร่งมากขนาดไหน แต่เป็นไปไม่ได้ที่ลำพังตัวคนเดียวจะจัดการทุกอย่าง
การมีผู้ช่วยทำเรื่องอะไรบางอย่างเช่นการหาข้อมูลหรือจัดการธุรกิจยิบย่อยยังคงเป็นสิ่งจำเป็นอยู่
ยกตัวอย่างเช่น หากเขาต้องการที่จะหาข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์อสูรที่ต้องการ แทนที่จะไปหาแหล่งข้อมูลเอง สู้ส่งคนไปหาข้อมูลแทนยังจะดีเสียกว่าที่ต้องคอยรบกวนพันธมิตรเครือหอการค้าหยกแก้วอยู่ตลอด
ยังไงเสีย หอการค้าหยกแก้วนี้ก็ไม่ใช่กองกำลังส่วนตัวของเขาอยู่แล้ว
หากไปขอให้ที่นี่ช่วยหาข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์อสูรบ่อย ๆ บางทีสักวันหนึ่งคนในหอการค้าหยกแก้วเองก็อาจจะเกิดความสงสัยในตัวเขาขึ้นมาก็ได้
แต่ถ้าด้วยกองกำลังของเขาเอง ปัญหานี้จะหมดไป
…
ระหว่างรับประทานอาหารเย็น ฉู่โม่วพูดเรื่องที่อยากจะสร้างกองกำลังของตนเองให้เฉินซีเวยฟัง
ซึ่งเรื่องนี้เธอเองก็เห็นด้วย
“งั้น นายคิดไว้หรือยังว่ากองกำลังของนายจะชื่อว่าอะไรดี?”
เฉินซีเวยถามด้วยความสนอกสนใจ
พลันเมื่อคำถามนั้นหลุดออกมา ฉู่โม่วก็แสดงสีหน้าครุ่นคิดออกมาเช่นกัน
เขาไม่ได้คิดถึงเรื่องชื่อนี่มาก่อนจริง ๆ
แต่…
พอคิดถึงจุดประสงค์ที่ทำให้เขาอยากจะตั้งกองกำลังของตนเองอย่างการช่วยเขาหาข้อมูลและจัดการบางเรื่องแล้ว ชื่อ ๆ หนึ่งก็ผุดขึ้นมาในห้วงความคิด เขาพูดชื่อนั้นออกมาทันที “ตำหนักลับแห่งสวรรค์!”
เฝ้ามองไปยังฟากฟ้า รู้ผืนหญ้าทุกแดนดิน!
ทำทุกอย่างตามที่ฉู่โม่วต้องการ!
“ตำหนักลับแห่งสวรรค์เหรอ?”
หญิงสาวพึมพำเล็กน้อย แต่เธอก็ค่อนข้างชอบเลยทีเดียว
ด้วยเหตุนี้ชื่อตำหนักลับแห่งสวรรค์จึงถูกนำไปใช้
ทว่าการสร้างกองกำลังของตนเองก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
มันจำเป็นที่จะต้องหาพื้นที่สำหรับตั้งศูนย์ใหญ่ของตำหนักลับแห่งสวรรค์ด้วย ต้องตั้งข้อบังคับ รางวัลและบทลงโทษสำหรับการกระทำผิดพลาด…
เพราะงั้นแล้วฉู่โม่วจึงเริ่มจากการไล่หาพื้นที่สำหรับตั้งฐานใหญ่ของตำหนักลับแห่งสวรรค์จากทั่วทั้งฐานจินหลิง แต่เขากลับไม่พบพื้นที่ที่น่าพอใจเลย
ในท้ายสุด ฉู่โม่วก็ตัดสินใจที่จะสร้างศูนย์บัญชาการแห่งใหม่ทับลงไปบนพื้นที่ดั้งเดิมที่เคยตั้งคฤหาสน์ตระกูลสวี่
หลังจากที่เลือกพื้นที่ได้แล้ว เขาก็ติดต่อไปหากู่ชาง
ภายหลังจากที่กู่ชางรู้แล้วว่าฉู่โม่วต้องการจะทำอะไร เขาก็รีบส่งคนของตระกูลกู่เพื่อมาสร้างฐานทัพให้ฉู่โม่วทันที
คนงานของตระกูลกู่รับแบบแปลนฐานที่ฉู่โม่วต้องการมา และเริ่มทำการสร้างอย่างรวดเร็วที่สุด
ดังนั้น
ภายในห้าวัน ตัวอาคารที่โอ่อ่าหรูหราแข็งแกร่งก็ถูกสร้างทับจุดที่เคยเป็นคฤหาสน์ตระกูลสวี่หลังเก่า
อาคารทรงโบราณที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์และกลิ่นอายความงดงามของครั้นโบราณ ประดับประดาไปด้วยลวดลายที่หาชมได้ยาก
สิ่งนี้ทำให้ฉู่โม่วพึงพอใจเป็นอย่างมาก
ดังนั้น
เขาจึงไม่วุ่นวายกับเรื่องตัวอาคารอีกแล้วหันไปเริ่มรับสมัครผู้ปลุกพลังต่อในทันที
อิงตามวิสัยทัศน์ของฉู่โม่ว การที่กองกำลังของเขาถือเป็นกองกำลังที่เพิ่งจัดตั้งใหม่นี้ ย่อมต้องมีผู้ปลุกพลังจำนวนไม่มากที่สนใจจะเข้าร่วม และด้วยเหตุนี้ มันจะทำให้คนที่มาส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ที่มีความสามารถผสม ๆ กันระหว่างดีไปจนถึงแย่
เช่นนั้นแล้ว มันก็เป็นธรรมชาติของฉู่โม่ว ที่เขาจะไม่ยอมให้ใครก็ตามที่ไม่ผ่านเกณฑ์เข้าร่วมกับฝ่ายของเขา
เพราะฉะนั้น เขาตั้งปณิธานไว้อย่างหนักแน่นว่า ต่อให้จะต้องรับคนได้ช้า เขาก็จะไม่ยอมให้คนที่มีคุณภาพต่ำและจิตใจหยาบช้าเข้าร่วมกับตำหนักลับแห่งสวรรค์เด็ดขาด!
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเตรียมที่จะรับคนสองประเภท
หนึ่งคือรับผู้ที่มีพลังกายค่อนข้างต่ำ
แต่การที่คนคนนั้นมีพลังกายต่ำ เจ้าตัวจำเป็นต้องมีจิตใจที่ซื่อสัตย์และเป็นคนดี มือสะอาดไม่เคยแปดเปื้อนกิเลส ราคะ หรือสิ่งผิดกฎหมายใด
อย่างที่สองคือผู้ที่มีพรสวรรค์
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเหล่าผู้ปลุกพลังที่จะเริ่มฝึกวรยุทธ์คือสิบห้าปี เพราะงั้นเขาจึงตั้งใจจะหาเด็กอายุราว ๆ สิบห้าปีที่ดูแล้วมีพรสวรรค์ เพื่อที่จะได้ฝึกฝนเด็กพวกนี้เสียตั้งแต่เนิ่น ๆ ให้เติบใหญ่เป็นผู้ปลุกพลังที่แข็งแกร่ง
ในส่วนของผู้ที่มีพลังต่ำ พวกเขาสามารถเก่งขึ้นได้ แต่ต้องใช้เวลานานกว่าปกติหน่อย
การกระทำเช่นนี้ ชายหนุ่มทดแทนด้วยหัวใจที่ซื่อสัตย์ไปแล้ว หากคนพวกนี้หักหลังใครละก็ …โดยที่ใครในที่นี้หมายถึงฉู่โม่วอย่างแน่นอน
และเมื่อฉู่โม่วปล่อยข่าวเรื่องที่เขากำลังรับสมัครผู้ปลุกพลังออกไป เขาก็ได้รับข่าวจากหมัวซานซานทันที
พันธมิตรเครือหอการค้าหยกแก้ว แจ้งมาว่า ‘ที่ด้านนอกฐานจินหลิง พวกเขาพบสัตว์อสูรระดับ 6 ชั้นกลางที่ถือครองธาตุดินอยู่!’