ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 164 ด้วยร่างกายมนุษย์นี้เทียบได้กับเทพเจ้า!
บทที่ 164 ด้วยร่างกายมนุษย์นี้เทียบได้กับเทพเจ้า!
เพื่อที่จะจุติเป็นร่างใหม่ จำเป็นที่จะต้องกลืนกินอัตลักษณ์แห่งอสูรอย่างต่อเนื่อง
ตัวอย่างเช่น ร่างธรรมของเขาคือเทาเที่ย เขาก็ต้องกินอัตลักษณ์แห่งอสูรของเทาเที่ย
ไม่ว่าเทาเที่ยจะเป็นสัตว์อสูรแบบไหนก็มีแนวโน้มว่ามันได้สูญพันธุ์ไปแล้ว หากยังอยู่รอดได้ก็ต้องเป็นสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งและทรงพลังยิ่ง
นั่นเป็นกระบวนการที่ยากจะออกจากวังวน
ทว่า…
โชคดีที่ผู้ก่อตั้งสำนักหมื่นอสูรเป็นยอดอัจฉริยะ เขาได้ค้นพบวิธีอื่นนั่นก็คือรวมพรสวรรค์โดยกำเนิดของมนุษย์จำนวนมหาศาลเข้ากับร่างธรรม และปล่อยให้ร่างธรรมได้หลอมรวม
พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ มันเป็นการดึงเอาพรสวรรค์ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ และเปลี่ยนให้เป็นพลังงานบริสุทธิ์ก่อนจะกลืนกินมันเข้าไป
นี่เป็นเหตุผลในการมีอยู่ของบ่อเลือดแห่งการจุติ!
ใช่แล้ว!
ที่ร่างกายพวกนั้นสลายไปก็เป็นแค่เพียงข้ออ้าง!
ไม่มีอะไรมากไปกว่าการให้จอมยุทธ์ในสำนักหมื่นอสูรสละร่างของตนและเปลี่ยนเป็นสัตว์อสูร โดยพรสวรรค์และร่างกายที่ถูกทิ้งไว้ในบ่อเลือดจะถูกชายในอาภรณ์แดงผู้นี้กลืนกินเพื่อเสริมพลังร่างธรรมให้ตนเองก็เท่านั้น…
ยิ่งสัตว์อสูรมีพลังมากเท่าไร พวกนั้นก็ยิ่งมีค่ามากเท่านั้น
เช่นเดียวกับร่างธรรมของเทาเที่ยที่เขาสร้างขึ้น แม้เงื่อนไขในการฝึกวิชาจะผ่อนคลายลงมากแล้ว แต่การพัฒนาซึ่งเกิดจากอัตลักษณ์ต้นกำเนิดแห่งร่างกายยังน้อยมาก เฉพาะผู้มีพลังกายสูงโดยกำเนิดเท่านั้นที่สามารถพัฒนาได้รวดเร็ว
นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมสำนักหมื่นอสูรถึงพยายามปล้นชิงคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถไปจากเผ่ามนุษย์อย่างต่อเนื่อง
ห้าสิบปีที่แล้ว เจ้าสำนักหมื่นอสูรคนแรกได้รวบรวมกฎธรรมชาติอันแปลกประหลาดต่าง ๆ ก่อนในท้ายที่สุดเขาจะถูกตัดหัวโดยสิ่งมีชีวิตจากเผ่ามนุษย์
ยี่สิบปีที่แล้ว เจ้าสำนักคนที่สองพยายามหลอมรวมกับหมาป่าสวรรค์คำราม ทว่าผ่านไปได้เพียงครึ่งทางเขาก็ถูกจับได้ และถูกฆ่าในที่สุด
ตอนนี้เจ้าสำนักหมื่นอสูรคนปัจจุบันคือรุ่นที่สาม
การสร้างเทาเที่ยขึ้นมายังไปไม่ถึงครึ่งทาง และหนทางสู่ความสำเร็จยังอีกยาวไกล
พวกมนุษย์เริ่มทำการตรวจสอบครั้งใหญ่แล้ว ในช่วงเวลาสั้น ๆ นี้ สำนักหมื่นอสูรต้องสูญเสียบ่อเลือดไปจำนวนมาก
จากสถานการณ์ดังกล่าว เกรงว่าการให้กำเนิดเทาเที่ยจะไกลเกินหวัง!
คิดได้เช่นนั้น เขาก็อดไม่ได้ที่จะถอนใจ
หลังจากได้รับพลังแล้ว เขาก็ออกจากที่นี่และเริ่มฝึกวิชาต่อ
แต่ทันใดนั้น ผู้อาวุโสคนหนึ่งก็ตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว ครั้นเห็นบุรุษอาภรณ์แดง เขาก็คุกเข่าลงทันที “ท่านจ้าวสวรรค์ กระผมเพิ่งได้รับข่าวมาเมื่อสามชั่วโมงก่อนว่ามีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นที่ฐานจินหลิง!” เขาพูดอย่างร้อนรน
“มีการเปลี่ยนแปลงในฐานจินหลิงงั้นเหรอ”
เมื่อได้ฟังข่าว ชายผู้นั้นก็พลันรู้สึกไม่สบายใจด้วยเหตุผลยากอธิบาย
สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไปกะทันหัน
สัญชาตญาณบอกว่าความวุ่นวายจะเริ่มก่อตัวในไม่ช้า!
ในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ เขาปรากฏตัวออกมาบ่อยครั้ง และทุกครั้งเขารอดพ้นโพยภัยมาได้ก็ด้วยสัญชาตญาณนั้น
ด้วยเหตุนี้ สีหน้าของเขาจึงดูไม่สู้ดีนัก “พวกจอมยุทธ์จากเผ่ามนุษย์กำลังมุ่งหน้าเข้ามา! รีบสั่งให้ศิษย์ของเราเก็บของและหนีไปโดยเร็วซะ… ไม่สิ ไม่มีเวลาให้เก็บของแล้ว สั่งให้หนีออกไปทันที!” เขาเอ่ยด้วยเสียงกระวนกระวาย
ขณะที่พูดก็กระตุ้นอณูแห่งชีวิตเพื่อเตรียมออกไปเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม…
ตอนนั้นเอง เสียงระเบิดโครมครามก็ดังลั่นขึ้นจากภายนอก แผ่นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงราวกับว่าพญามังกรพลิกกายใต้ปฐพี
วังใต้ดินที่เขายืนอยู่ก็เริ่มพังลงมาไม่ต่างกัน
ไม่ทันจะได้ตอบโต้สิ่งใด เขาก็ได้ยินเสียงกรีดร้องจากภายนอก
“พวกเราโดนโจมตี!”
“มีมนุษย์ผู้แข็งแกร่งอยู่ที่นี่!”
“กันไว้เร็วเข้า! กันไว้!”
เสียงตะเบ็งของผู้คนในสำนักหมื่นอสูรกึกก้องโสตประสาท
ดวงหน้าของชายชุดแดงซีดเผือดฉับพลัน
แต่อย่างไรเขาก็เป็นราชันย์ยุทธ์ผู้แข็งแกร่งเหมือนกัน ในที่สุดก็ตัดสินใจบางอย่างได้ เลือดกับอณูแห่งชีวิตภายในถูกกระตุ้นสูบฉีด เมื่อฝ่าเท้ากระทืบยังพื้นดิน ส่งผลให้ผู้คนที่ร่วงหลงร่างคว้างอยู่กลางอากาศ
อาคารหลังใหญ่เหลือเพียงซากปรักหักพัง ดวงไฟดารดาษทั่วพื้นฟ้า เคล้าคลอกับเสียงกรีดร้องไม่รู้จบ
ในเวลาเดียวกันนั้น
บนท้องฟ้า ปรากฏม้วนภาพขนาดใหญ่ม้วนหนึ่งถูกคลี่ออกปกคลุมทั้งผืนฟ้าและแผ่นดิน มันกว้างพอที่จะครอบคลุมฐานเล็ก ๆ อย่างฐานเป่ยเหอจนหมดและแผ่รัศมีไปหลายร้อยกิโลเมตร
มันคือแผนที่ภูเขาและแม่น้ำ!
…
“นี่… นี่มันอะไรกันเนี่ย!”
“ทำไมม้วนภาพถึงปรากฏบนท้องฟ้า?”
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ฟ้ากำลังจะถล่มเหรอ?”
“แม่ขา… หนูอยากกลับบ้านแล้ว”
ภายในฐานเป่ยเหอ
ผู้คนมากมายรู้สึกเพียงว่า จู่ ๆ ฟ้าก็มืดลงไปต่อหน้าเท่านั้น คล้ายว่าดวงอาทิตย์ถูกเงาทอดบัง เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็พบภาพของภูเขาและแม่น้ำ
ภาพนั้นกระตุ้นความรู้สึกไม่สบายใจเมื่อได้เห็น
พวกเขาต่างตื่นตระหนกต่อเรื่องที่เกิด
อย่างไรก็ตาม
ก่อนสติจะหวนคืน กลุ่มคนเหล่านั้นก็เห็นร่างพวกหนึ่งปรากฏเหนือแผ่นฟ้า พวกเขาล้วนลอยเคว้งกลางอากาศ ก่อนจะเคลื่อนไหวด้วยความรุนแรงลงสู่พื้นดิน
ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!
เสียงคำรามน่าครั่นคร้ามดังลั่น พลังอันน่าเกรงขามก็ระเบิดตัวออกมา ทำให้พลเรือนในฐานเป่ยเหอต่างรู้สึกเหมือนวันสิ้นโลกกำลังมาถึง…
ไม่ช้าคงถูกกลบฝังไว้ใต้ความรุนแรงนี้!
ทว่าพวกเขาคิดผิด
ม้วนภาพขนาดใหญ่ด้านบนเปล่งรัศมีสร้างกำแพงป้องกันพลังโจมตีทั้งหมดเอาไว้ เพื่อไม่ให้ผู้บริสุทธิ์ได้รับผลกระทบใด ๆ
ทั้งนี้สถานที่ที่ไม่ได้อยู่ใต้กำแพงแสงดังกล่าวล้วนแต่ราบเป็นหน้ากลอง!
เช่นเดียวกับฐานใหญ่ของสำนักหมื่นอสูร
แผ่นดินส่วนใหญ่ล้วนถูกบรรดาผู้ยิ่งใหญ่ทำลายสิ้น
พื้นพิภพภายในรัศมีร่วมสิบกิโลเมตรยุบลงไปหลายร้อยเมตร
อาคารต่าง ๆ เหลือเพียงแต่ฝุ่นผง
บรรดาคนของสำนักหมื่นอสูรที่อยู่บนดินนับไม่ถ้วนล้วนถูกพลังมหาศาลปลิดชีพในทันที ไม่มีโอกาสแม้แต่จะกรีดร้อง
แม้แต่จ้าวยุทธผู้แข็งแกร่งบางคนยังแทบเอาตัวไม่รอดจากการโจมตีนี้
แต่…
สิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญต่อจากนี้เป็นฉากที่น่าสะพรึงยิ่งกว่า!
จ้าวยุทธ์จำนวนราวสิบคนตรงเข้ามา สามถึงห้าคนพุ่งเข้าไปโจมตีกับหนึ่งในผู้นำของสำนักหมื่นอสูร ก่อนจะสังหารผู้นำเหล่านั้น
การต่อสู้ของจ้าวยุทธ์เรียกได้ว่าทุ่มกำลังกันอย่างแน่นหนา
พวกเขาเหินสู่ฟ้าและพุ่งลงยังพื้นโลก ไม่ว่าจะก้าวย่างผ่านไปที่ใด แผ่นดินล้วนจมหาย ภูเขาต่างพังทลาย สายน้ำหยุดหลั่งริน แม้แต่แผ่นผืนโลกยังสะเทือนลั่นไกลหลายพันกิโลเมตร
ชั่วขณะหนึ่ง เสียงระเบิดตูมตามดังขึ้นไม่เว้นช่วง
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ชายในชุดแดงพลันดวงตาก่ำเลือดกว่าที่เคย
นี่คือความพยายามของเขาตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา!
เพื่อที่จะปลุกเทาเที่ยให้มีชีวิต เขาดึงสำนักหมื่นอสูรให้ขึ้นมาจากโคลนตม
ทว่าความสำเร็จที่ไม่ทันได้มาถึงกลับถูกฝังลงด้วยน้ำมือของเผ่าพันธุ์มนุษย์!
“ไอ้พวกมนุษย์ ตายซะเถอะ!”
เขาคำรามทั้งหายใจแรง ตอนนี้พลังชีวิตของเขาเดือดพล่าน เบื้องหลังของเขาเป็นเทาเที่ยที่มาพร้อมเปลวไฟขนาดยักษ์ มันร้องคำรามเหนือนภาและอ้าปากคล้ายจะกลืนกินทุกสรรพสิ่งบนโลก!
เมื่อรูปธรรมของเทาเที่ยปรากฏขึ้น
อณูแห่งชีวิตสีดำแพร่สะพัดออกมา ไม่ว่าจะพาดผ่านไปยังแห่งหนใด พืชพรรณน้อยใหญ่ล้วนเหี่ยวเฉา พลังฟ้าดินเองก็ถูกกลืนหายไปเช่นกัน
เหล่ามนุษย์ที่กำลังต่อสู้อยู่โดยรอบต่างสัมผัสได้ถึงความน่าหวาดหวั่นที่เริ่มคืบคลานมาถึง
หน้าของพวกเขาถอดสี ความปรารถนาที่จะถอยหนีบังเกิดขึ้นในจิตใจ
ในขณะที่บุรุษอาภรณ์แดงผู้เป็นราชันย์ยุทธ์กำลังโกรธเกรี้ยว คงยากที่บรรดาจ้าวยุทธ์ทั้งหลายจะหลบเร้นหนีหาย
เทาเที่ยเริ่มดูดกลืนสรรพสิ่งอย่างบ้าคลั่ง
ในอากาศอันว่างเปล่าพลันก่อเกิดแรงดูดมหาศาล ที่พยายามดึงผู้ยิ่งใหญ่ที่ต่อสู้อยู่รายรอบ!
เห็นทีว่าพวกเขาคงต้องถูกกินเข้าไปเสียแล้ว
ตอนนั้นเอง
“บังอาจ!”
“คู่ต่อสู้ของแกคือพวกฉันต่างหาก!”
เสียงกังวานดังขึ้น มันแผ่กระจายไปทั่วฟ้าดินเป็นระยะร่วมหมื่นกิโลเมตร
เมื่อเสียงนั้นดังขึ้น ทุกคนต่างตกตะลึงต่อลำแสงสีทองสามสายที่พาดผ่านอากาศ ตัดผ่าเมฆเป็นชิ้น ๆ ก่อนจะพุ่งขึ้นเหนือผืนฟ้า!
ทันใดนั้นเกิดกระแสลมโบกกระโชกแรง
บางคราท้องฟ้าครึ้มลงคล้ายฝนจะตก!
บางคราสายฟ้าก็แลบแปลบปลาบ!
นี่คือพลังของราชันย์ยุทธ์ทั้งสามที่ปะทุออกมา ความแข็งแกร่งที่พวกเขามีถูกปลดปล่อยอย่างไร้ข้อจำกัดใด เป็นเหตุผลว่าทำไมปรากฏการณ์ฟ้าฝนเมื่อครู่จึงถือกำเนิด พวกมันสามารถเสกสร้างให้สถานที่โดยรอบไม่ต่างจากแดนสวรรค์
ในตอนนั้น โลกผันผวนแปรปรวนไปตามอารมณ์ของราชันย์ยุทธ์ผู้แข็งแกร่ง
เมื่อราชันย์ยุทธ์พิโรธ โลกก็จะเปลี่ยนแปลงไป
แต่เมื่อราชันย์ยุทธ์ชื่นปีติ ท้องฟ้าก็จะสว่างไสว
นี่ยังไม่รวมถึงว่าเมื่อลำแสงสีทองทั้งสามพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ผู้คนจะสามารถมองเห็นร่างสีทองจำนวนสามร่างค่อย ๆ ลอยขึ้นอย่างช้า ๆ ประหนึ่งดวงอาทิตย์สามดวงลอยขึ้นเหนืออากาศสู่ความกว้างไกล
ครู่ถัดมา
ลำแสงสีทองไร้บรรจบพลันระเบิดตัว มันกระจายละอองแสงออกไปในรัศมีราวหมื่นกิโลเมตรในพริบตา
ไม่เพียงแต่ปัดเป่าความมืดดำ แม้แต่อณูชีวิตสีดำที่ถูกปล่อยออกมาจากร่างจำแลงของเทาเที่ยก็สลายไปหมดสิ้นโดยไม่ทันได้ตั้งตัว
ตอนนั้นเอง
ท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมาย โลกทั้งใบคล้ายจะเปลี่ยนเป็นสีทอง!
พวกเขายืนอยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้าทึ่มทื่อ
ก่อนจะทอดมองไปยังร่างทั้งสามราวกับว่าคนกลุ่มนั้นเป็นเทพเจ้าผู้ยากเทียมทัน
“เมื่อกี้ฉันเห็นอะไรกันแน่”
“เทพสามองค์ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าเหรอ”
“โอ้ พระเจ้าช่วย!”
“นี่มันน่ากลัวสุด ๆ !”
ณ พื้นดินเบื้องล่าง
ทั้งพลเรือนธรรมดาและเหล่าจอมยุทธ์ต่างพึมพำกับตัวเอง เสียงอุทานต่าง ๆ นานาล้วนเต็มไปด้วยความตกตะลึงเกินจะเชื่อได้
จอมยุทธ์บางคนคิดว่าตนเองตกอยู่ใต้ภวังค์ฝัน เขาไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็นจึงทำได้เพียงตบหน้าตนเองเพื่อเรียกสติกลับคืน
ไม่แปลกใจเลยหากเขาจะเสียสติไปขณะหนึ่ง
พลังนี้ช่างรุนแรงนัก ผู้คนที่พบเห็นรู้สึกเกรงขามต่อเจ้าของพลังอย่างอดไม่ได้ พวกเขาแทบจะคุกเข่ากราบไหว้บูชาสักครั้ง
ฉู่โม่วเงยหน้ามองร่างที่เป็นดั่งเทพเซียนด้วยหัวใจเต้นโครมคราม
‘นี่คือพลังของราชันย์ยุทธ์งั้นเหรอ!’
‘ไม่แปลกใจเลยที่พวกเขาได้รับยกย่องจากผู้คนทั้งหลายให้เป็นดังภูเขาศักดิ์สิทธิ์ และทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองเทือกเขาและลำธารตลอดหลายพันกิโลเมตร!’
‘ไม่น่าเชื่อว่าจะยิ่งใหญ่ได้ขนาดนี้ เทียบได้กับเทพเจ้าในร่างคนแหนะ!’
ชายหนุ่มกระซิบกับความคิดของตน
คำพูดนั้นเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นราชันย์ยุทธ์เคลื่อนไหว ความรู้สึกบางอย่างกระแทกเข้าไปในใจของเขาทันที
จิตใจของชายหนุ่มแกว่งไกวยากควบคุมชั่วขณะหนึ่ง