ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 17 การทดสอบสองเมือง เฉินซีเวยเข้าสู่ขั้นผู้ฝึกยุทธ์!
บทที่ 17 การทดสอบสองเมือง เฉินซีเวยเข้าสู่ขั้นผู้ฝึกยุทธ์!
เวลาเดินผ่านไป ความมืดค่อย ๆ คืบคลานเข้ามา
ในป่าลึกนั้นมีอันตรายอยู่มากมาย
โดยเฉพาะเวลากลางคืน สัตว์อสูรที่ทรงพลังและอันตรายมากมายจะตื่นขึ้น
ผู้ปลุกพลังมากประสบการณ์จะเตรียมที่หลบภัยไว้ล่วงหน้า
บนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่หนากว่าหลายนิ้ว
ฉู่โม่วทำโพรงต้นไม้ด้วยมีดและปกปิดมันด้วยชั้นใบไม้หนาเตอะ
ฉู่โม่วนั่งลงในโพรงต้นไม้และเริ่มนับผลการเก็บเกี่ยวของวันนี้
สัตว์อสูรมากมายในเขตแดนภูเขาต้าสู่ทำให้สถานที่แห่งนี้อันตรายถึงชีวิต
แต่ ‘กระบี่ฝ่าวายุ’ ของเขาบรรลุขั้นหนึ่ง จึงสามารถเคลือบคมกระบี่ด้วยรัศมีพลัง และเพิ่มความคมรวมถึงอำนาจทำลายล้างของมันขึ้นมหาศาล
และหากเผชิญหน้าเข้ากับสัตว์อสูรที่ว่องไว เขาก็จะใช้พลังธาตุลมและย่างก้าวหมอกควันรับมือได้
ดังนั้นแล้ว ผลลัพธ์ขนาดนี้ภายในเวลาหนึ่งวันนั้นถือว่าใช้ได้ทีเดียว
สัตว์อสูรกว่าแปดตัวถูกตัดหัว!
ได้รับเลือดสัตว์อสูรระดับ 2 กว่าสิบขวด!
และยังมีซากสัตว์อสูรระดับ 2 อีกด้วย!
รวมทั้งหมดแล้ว ของเหล่านี้มีค่าเทียบเท่ากับหินปฐมกาลอย่างน้อยหลายพันก้อนเลยทีเดียว
สำหรับคนทั่วไปแล้ว นี่เรียกได้ว่าเป็นสมบัติที่ต้องเก็บหอมรอมริบเป็นเวลาหลายสิบปี!
แต่สำหรับเหล่าผู้ปลุกพลังนั้นใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งวันเท่านั้น!
นี่แหละคือข้อแตกต่าง!
…
หลังจากที่จัดระเบียบสิ่งของต่าง ๆ เสร็จสิ้น ฉู่โม่วก็หยิบขวดเลือดสัตว์อสูรออกมาขวดหนึ่งและดื่มเข้าไป
พลังงานพลุ่งพล่านขึ้นในร่างกายของเขา
ฉู่โม่วใช้ยี่สิบเอ็ดวิชาเสริมแกร่งร่างกายและค่อย ๆ ดูดซับมันเข้าไปอย่างไม่ลังเล
ถึงแม้พลังกายของเขาจะไปถึงขีดจำกัดของผู้ปลุกพลังแล้ว ทว่าการพัฒนาก็จะเกิดขึ้นได้จากการทำลายขีดจำกัดเท่านั้น
ฉู่โม่วยังคงไม่ยอมแพ้และทำการฝึกฝนต่อไปทีละน้อย ๆ
และช่วงเวลาหลังจากนั้น
ฉู่โม่วจะต่อสู้กับสัตว์อสูรในตอนกลางวัน และฝึกฝนกระบวนท่ากับดื่มเลือดสัตว์อสูรเพื่อพัฒนากายเนื้อในตอนกลางคืน
แม้ว่าพละกำลังจะไม่เพิ่มสูงขึ้น แต่เขายังคงดื่มเลือดสัตว์อสูรต่อไปอยู่ดี ซึ่งฉู่โม่วพบว่าพลังกายค่อย ๆ พัฒนา และการควบคุมพรสวรรค์ของเขาก็มีแต่จะละเอียดอ่อนมากขึ้น
ออกล่า ฝึกฝน และออกล่าอีกครั้ง…
วันแล้ววันเล่า
ฝีมือการใช้กระบี่และการเคลื่อนไหวของฉู่โม่วเพิ่มพูนขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ตอนที่ฉู่โม่วจดจ่ออยู่กับการฝึกฝนนั้นเอง
ในขณะเดียวกัน
ที่สถาบันอันดับหนึ่งของฐานลู่หยาง เหล่านักเรียนมารวมตัวกันและเตรียมพร้อมสำหรับการออกล่าของทั้งสถาบันในปีนี้
จัตุรัสกลางสถาบันเต็มไปด้วยเหล่านักเรียนแน่นขนัด
ด้านหน้ามีชายสูงวัยคนหนึ่งยืนอยู่บนพื้นยกสูง
ถึงจะดูแก่ชรา แต่แผ่นหลังของเขากลับเหยียดตรง และยังมีกลิ่นอายความยิ่งใหญ่แผ่ออกมาทั่วร่าง ราวกับหอกแหลมที่กำลังจะทะยานขึ้นไปบนฟ้า!
ชายคนนี้คือ ผู้อำนวยการสถาบันอันดับหนึ่งแห่งฐานลู่หยาง
และเขาคือหนึ่งในห้าเสาหลักของฐาน ผู้เป็นปรมาจารย์ยุทธ์นามว่าเสิ่นจิ้น!
“เหล่านักเรียนเอ๋ย การแข่งขันไล่ล่าของสถาบันครั้งนี้จะต่างไปจากปีก่อน ๆ!”
“ปีนี้ ฐานลู่หยางของเราจะร่วมกับกองกำลังของฐานฉางเฟิงเพื่อเป็นการทดสอบระหว่างสองเมือง!”
“พูดอีกอย่างก็คือ…”
ผู้อำนวยการเสิ่นจิ้นกล่าวเสียงเข้ม “คราวนี้การทดสอบการไล่ล่า จะไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงในสถาบันของเราเท่านั้น แต่ยังมีสถาบันอื่นและหอศิลปะการต่อสู้อื่น ๆ ในฐานด้วย เช่นเดียวกันกับนักเรียนจากสถาบันของฐานฉางเฟิง!”
“อะไรนะ?”
“การทดสอบระหว่างสองเมืองเหรอ?”
“ทุกสถาบันจากทั้งสองฐานจะเข้าร่วมด้วย การทดสอบครั้งนี้จึงเป็นครั้งที่ยิ่งใหญ่มาก!”
เมื่อได้ยินคำพูดของเสิ่นจิ้น สีหน้าของนักเรียนทุกคนที่นั่นก็เปลี่ยนไป
ฐานลู่หยางและฐานฉางเฟิงต่างเป็นฐานขนาดเล็ก
เพราะทั้งสองอยู่ใกล้กันไม่น้อยจึงมีการทดสอบร่วมเป็นครั้งคราวในปีก่อน ๆ
ตามปกติแล้ว รางวัลของการทดสอบเช่นนี้จะมากขึ้นกว่าเก่า แต่ความอันตรายก็สูงขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน
ณ เวลานี้
ผู้คนมากมายต่างรู้สึกไม่สบายใจนัก
ข้างบนเวที
เสิ่นจิ้นกวาดสายตามองสีหน้าของนักเรียนทั้งหลายและกล่าวเสียงดังฟังชัด “ฉันรู้ว่าพวกเธอกังวลเรื่องอะไรอยู่”
“อย่างที่ทุกคนคิด สถานที่สำหรับการทดสอบนี้คืออาณาเขตภูเขาต้าสู่ ไม่ต้องพูดอะไรทุกคนก็คงเข้าใจว่ามันอันตรายขนาดไหน! ดังนั้นแล้ว คราวนี้เราอนุญาตให้นักเรียนทุกคนจัดตั้งกลุ่มได้อย่างอิสระ และอนุญาตให้นักเรียนยอมแพ้ได้ด้วย!”
“แต่แน่นอนว่าที่ใดมีอันตรายก็ย่อมมีโอกาส!”
“ในการทดสอบครั้งนี้ ฐานทั้งสองแห่งจะมอบรางวัลให้มหาศาล นักเรียนหรือกลุ่มที่ได้สิบอันดับแรกจะได้รับถุงเก็บของ เคล็ดวิชา เลือดสัตว์อสูร หินปฐมกาลและอื่น ๆ…”
ตอนนั้นเอง
ใบหน้าของนักเรียนทุกคนพลันเปลี่ยนไป
ถึงจะคาดการณ์ไว้แล้วว่าการทดสอบครั้งนี้จะต้องอันตรายเป็นแน่ แต่ไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้นที่ภูเขาต้าสู่!
มีสัตว์อสูรระดับ 3 และกระทั่งระดับ 4 อยู่ที่นั่นมากมาย!
ในตอนนี้
นักเรียนจำนวนมากที่คิดว่าพละกำลังของตัวเองอ่อนแอเกินไปเริ่มถอยกลับ
ทว่ามีบางส่วนที่กระตือรือร้นอยากจะลอง
แต่แค่บางส่วนเท่านั้น
โดยเฉพาะนักเรียนราว ๆ ยี่สิบคนที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุด
พวกเขาคือนักเรียนคลาสพิเศษของฐานลู่หยาง!
มีเพียงยี่สิบสามคนเท่านั้น!
พวกเขาแต่ละคนเรียกได้ว่าเป็นความภาคภูมิใจของฐานลู่หยางเลยก็ว่าได้!
ในแถวคลาสพิเศษ เฉินซีเวยอดถอนหายใจด้วยความโล่งอกไม่ได้เมื่อเห็นว่าไม่มีฉู่โม่วอยู่ในฝูงชน
การทดสอบนี้อันตรายเกินไป
เธอยังง่วนอยู่กับเรื่องของตัวเอง และฉู่โม่วก็ไม่มีพื้นฐานการฝึกที่ดีพอ ถ้าเขาเข้าร่วม มันอาจเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ๆ
ตอนนี้เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้มาเข้าร่วม เฉินซีเวยก็โล่งอก แต่กระนั้นอดถอนหายใจออกมาอีกครั้งไม่ได้
ใคร…
ใครจะไม่อยากให้คนที่ตัวเองรักได้เป็นอัจฉริยะกัน?
“เมื่อสามวันก่อนฉันเข้าสู่ขั้นผู้ฝึกยุทธ์แล้ว พลังของฉันสูงขึ้นเยอะ!”
“ในการทดสอบนี้ฉันจะต้องอยู่ในสิบอันดับแรกและฆ่าอสรพิษสองหัวได้ด้วยแน่ ๆ!”
“ด้วยวิธีนี้เท่านั้นที่เราจะให้โอกาสฉู่โม่วได้เปลี่ยนความสามารถของตัวเอง!”
เมื่อสัมผัสได้ถึงอณูแห่งชีวิตและเลือดลมอันทรงพลังในร่างกาย เฉินซีเวยก็ได้แต่แอบกำหมัดแน่น
“ซีเวย มาอยู่ทีมเดียวกันกับเราไหม?”
ในตอนนั้นเอง
ชายท่าทางหล่อเหลาที่มีกระบี่บนหลังหันมาพูดกับซีเวยด้วยรอยยิ้มแสนอ่อนโยน
เขามองดูเฉินซีเวยด้วยความชื่นชอบแฝงอยู่ในสายตา
กัวฉิน!
อัจฉริยะประจำคลาสพิเศษแห่งสถาบันอันดับหนึ่ง!
ตอนนี้แม้จะอายุเพียงแค่สิบเก้าปี ทว่าเขากลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นต้นแล้ว!
ว่ากันว่าเขาไม่เพียงมีพรสวรรค์ในการฝึกระดับกลาง แต่ยังมีพรสวรรค์ด้านการใช้กระบี่ระดับกลางอีกด้วย!
ในเรื่องของพรสวรรค์และพลังสังหาร ทั่วทั้งฐานลู่หยางไม่มีนักเรียนคนไหนเทียบเคียงเขาได้ทั้งนั้น!
นอกจากนี้ กัวฉินยังเป็นชายหน้าตาดีและมีชื่อเสียงโด่งดังในสถาบันด้วย
แต่ใครหลายคนต้องอกหักไปตาม ๆ กัน
เพราะนอกจากการฝึกฝนแล้ว กัวฉินมีใจให้แค่เฉินซีเวยเท่านั้น
ตอนนี้เมื่อกัวฉินชวนเฉินซีเวยมาเข้าร่วมกลุ่ม มันจึงดึงดูดความสนใจของคนมากมายเข้ามา
เพียงแต่ว่า…
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาของผู้คนโดยรอบ เฉินซีเวยก็หันไปมองดวงตาอันเร่าร้อนของกัวฉินก่อนจะนิ่วหน้า
“คำเชิญของนายมันก็ดีอยู่ แต่ฉันไม่คิดจะจับกลุ่มกับใครหรอก”
เฉินซีเวยส่ายหน้าเบา ๆ
“เฉินซีเวยปฏิเสธจริงเหรอ?”
“กัวฉินถึงกับมาชวนเอง แต่เธอปฏิเสธงั้นเหรอ?”
“สวรรค์!”
เมื่อเห็นว่าเฉินซีเวยกล่าวปฏิเสธ นักเรียนจำนวนมากก็ตะลึงงัน
อันที่จริงแล้ว
มีหลายคนในสถาบันเป็นกำลังใจให้คู่ของเฉินซีเวยกับกัวฉินด้วยซ้ำ
อย่างไรแล้ว ทั้งสองก็หน้าตาดีและมีพรสวรรค์โดดเด่น พวกเขาจะต้องเป็นใหญ่ในโลกหล้าไปด้วยกันได้อย่างแน่นอน
แต่ใครจะไปคิดว่าเฉินซีเวยจะยึดติดอยู่กับคู่หมั้นไร้ประโยชน์และไม่ตัดขาดกับเขาเสียที
แม้แต่กับกัวฉิน เธอก็ไม่ได้ให้ความสนใจเลยสักนิด
หลายคนจึงรู้สึกสงสารขึ้นมา
“ถ้างั้นเธอก็อย่าลืมระวังตัวด้วยละ!”
ใบหน้าของกัวฉินแฝงไปด้วยความผิดหวัง แต่เขาไม่ตอแยต่อและกลับไปยังกลุ่มของตัวเองหลังจากที่กล่าวด้วยความห่วงใย
…
“ใกล้ถึงเวลาแล้ว ทุกคนไปขึ้นรถตามคำสั่ง และเราจะออกรถในอีกห้านาที!”
หลังจากที่ผู้อำนวยการพูดจบ นักเรียนทุกคนในสถาบันก็ขึ้นไปบนรถที่ใช้พลังงานจากหินปฐมกาล
แล้วรถก็ออกตัวมุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทาง
…