ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 262 สังหารจี้เฟิงและได้รับยุทธภัณฑ์วิญญาณ!
บทที่ 262 สังหารจี้เฟิงและได้รับยุทธภัณฑ์วิญญาณ!
“หนีไป!”
“บ้าไปแล้ว! บ้าไปแล้ว! แกมันบ้าไปแล้ว!”
“พอฉันออกไปได้ ฉันจะเปิดโปงสำนักเมฆาม่วงของแกให้หมด!”
ผู้ปลุกพลังนอกสำนักที่เหลืออยู่ต่างก็หนีเอาชีวิตรอดและพยายามออกไปจากที่นี่
แต่
ด้วยความที่พวกเขาถูกล้อมไว้จากราชันย์เทพยุทธ์ห้าคน พวกเขาไม่มีพละกำลังมากพอที่จะต่อต้านและหนีไปได้ ทำให้ต่างก็ถูกสังหารอย่างรวดเร็ว
เมื่อทุกอย่างจบสิ้นลง
เหล่าผู้ปลุกพลังจากสำนักเมฆาม่วงต่างก็คิดว่าผู้ปลุกพลังนอกสำนักถูกสังหารจนหมดแล้ว
แต่ก็มีเรื่องที่ทำให้พวกเขาตกตะลึง
ยังมีคนหนึ่งที่ไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหนเลย!
เขาแค่ยืนอยู่ที่เดิมและมองดูทุกคนด้วยรอยยิ้ม
“นี่แก ไม่วิ่งหนีเอาตัวรอดเหรอ?”
ราชันย์เทพยุทธ์คนหนึ่งเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ทำไมต้องวิ่งหนีด้วยล่ะ?”
ฉู่โม่วยิ้มเล็กน้อยและกล่าว “ฉันเองก็อยากได้ดอกผลึกแก้วอัสนีมาพัฒนาพรสวรรค์ธาตุสายฟ้าเหมือนกัน!”
ทันทีที่เขาพูดเช่นนั้น
ผู้ปลุกพลังจากสำนักเมฆาม่วงโดยรอบต่างก็ชะงักไป แต่แล้วก็ระเบิดหัวเราะออกมา
“ฮ่าฮ่าฮ่า เจ้าเด็กโง่นี่ยังคิดเรื่องดอกผลึกแก้วอัสนีอยู่อีกเหรอ?”
“ดูเหมือนแกจะยังไม่รู้สถานการณ์ของตัวเองในตอนนี้นะ!”
“ไอ้หนุ่ม แกกำลังจะตาย!”
“ฉันละจินตนาการไม่ออกจริง ๆ ว่าเขาต้องโง่ขนาดไหน ฝึกฝนมาจนถึงขั้นราชันย์ยุทธ์ได้ยังไงกัน!”
เหล่าผู้ปลุกพลังต่างก็พูดจาล้อเลียนและดูถูก
“เอาละ!”
“ก็แค่มดโง่ ๆ รีบฆ่ามันแล้วรีบจัดการธุระให้เสร็จ!”
จี้เฟิงชำเลืองมองฉู่โม่ว แล้วจึงออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ผู้ปลุกพลังขั้นราชันย์ยุทธ์ระดับสูงสุดรับคำสั่งและก้าวออกไป “ไอ้เด็กน้อย ตายซะเถอะ!”
เมื่อพูดจบ
เขาก็ยื่นฝ่ามือออกมาคว้าศีรษะของฉู่โม่ว
แต่แล้ว
ตอนที่เขายื่นมือออกไปนั้น
ชิ้ง!
ราวกับสายฟ้าฟาด ดวงดาราระเบิดออก
เสียงชักกระบี่อันเฉียบคมพลันดังเข้าไปในโสตประสาทของทุกคนในทันใด
หลังจากนั้น
ผู้ปลุกพลังที่โจมตีฉู่โม่วพลันตัวแข็งทื่อ เพียงไม่กี่อึดใจ ร่างของเขาก็สั่นสะท้าน ก่อนจะแยกออกเป็นสองส่วนและร่วงลงบนพื้น
“นี่…”
“เขาทำอะไร?”
“ฆ่าจ้าวซวงได้ในกระบี่เดียวเนี่ยนะ?!”
ผู้ปลุกพลังจากสำนักเมฆาม่วงทุกคนต่างก็ตะลึงงันกับภาพตรงหน้า ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความไม่เชื่อสายตา
อย่างที่รู้กัน
จ้าวซวงคือผู้ปลุกพลังขั้นราชันย์ยุทธ์ระดับสูงสุด!
และเด็กโง่เง่าที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขานั้นเป็นแค่ราชันย์ยุทธ์ระดับต้นเท่านั้น!
แต่เด็กหนุ่มคนนี้สังหารเขาได้ภายในกระบี่เดียวจริง ๆ !
“เด็กนี่แสร้งเป็นหมูหลอกกินเสือ*[1] เขาซ่อนพละกำลังที่แท้จริงเอาไว้!”
“ฆ่ามัน!”
“ทุกคนร่วมมือกันฆ่าเขาเดี๋ยวนี้!”
“ราชันย์ยุทธ์ทั้งห้ายังอยู่ที่นี่ ถึงเขาจะซ่อนพลังที่แท้จริงไว้ก็ทำอะไรเราไม่ได้หรอก!”
ผู้ปลุกพลังทุกคนเตรียมพร้อมสังหารฉู่โม่ว
“ฟันเลย!”
ฉู่โม่วเองก็ไม่รีรอเช่นกัน
เลือดและอณูแห่งชีวิตในร่างกายของเขาพลุ่งพล่านอย่างบ้าคลั่งราวกับภูเขาไฟปะทุ พรสวรรค์ชนิดต่าง ๆ ถูกกระตุ้นและกระบวนท่ามากมายถูกใช้งาน
ทันใดนั้น
ขีดจำกัดพละกำลังของฉู่โม่วก็ทะยานสูงขึ้นกว่าสี่ร้อยเท่า!
ชิ้ง!
แสงกระบี่ทะลุผ่านห้วงอากาศ ผู้ปลุกพลังที่พุ่งเข้ามาไม่สามารถต้านทานได้แม้แต่น้อยและถูกสังหารในทันที
ในขณะเดียวกัน
ฉู่โม่วยังไม่หยุด เขาหันไปยังผู้ปลุกพลังอีกสี่คนและฟันกระบี่ออกไป
ชิ้ง!
ผู้ปลุกพลังที่มีพละกำลังต่ำที่สุดนั้นเป็นราชันย์เทพยุทธ์ระดับต้น เขาถูกฉู่โม่วสังหารในทันที
“นี่ นี่มัน… ”
“เขามีพลังพอจะฆ่าราชันย์เทพยุทธ์ได้เหรอ?!”
“เด็กนี่มันบ้าอะไรกัน?!”
“ราชันย์ยุทธ์ระดับต้นจะมีพลังที่น่าสะพรึงกลัวขนาดนี้ได้ยังไง!”
ราชันย์เทพยุทธ์ที่เหลืออีกสี่คนต่างก็ขวัญกระเจิง
พวกเขาได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อ
แม้ว่าฉู่โม่วจะเก็บซ่อนพลังที่แท้จริงเอาไว้ พละกำลังของเขาก็จะไม่มีวันเกินขั้นราชันย์เทพยุทธ์ อย่างไรแล้วช่องว่างระหว่างขั้นราชันย์ยุทธ์และราชันย์เทพยุทธ์ก็ใหญ่เกินไปและยากที่จะก้าวข้ามไปได้
แต่ตอนนี้…
“แกเป็นใครกันแน่?!”
ตอนนี้จี้เฟิงอยู่ไม่สุขเหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้ว เขาลุกขึ้นยืนและจ้องมองฉู่โม่วด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
หากครอบครองพลังที่แข็งแกร่งเช่นนี้ก็ต้องไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไปที่ไร้ชื่อเสียงแน่
นี่หมายความว่าพรสวรรค์ของเขาน่าสะพรึงกลัวอย่างถึงที่สุด และบางทีเขาอาจจะเป็นศิษย์ของสำนักที่น่าสะพรึงกลัวก็ได้
หรือว่า…
ที่จี้เฟิงคิดไม่ออกคือคนแบบนี้… จะมาต่อสู้กับเขาทำไม?
“ฉันเป็นใครก็ไม่สำคัญหรอก”
“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือพวกแกกำลังจะตาย!”
ฉู่โม่วกล่าว
“ไร้สาระ!”
จี้เฟิงดูโกรธจัด “แกยังเด็กแต่ปากดีไม่เบาเลยนี่ คิดว่าจะเอาชนะฉันได้ด้วยพรสวรรค์เหรอ… ฉันไม่กระจอกขนาดนั้นหรอกนะ!”
“ฆ่ามัน!”
เมื่อพูดจบ
เขาไม่รอช้าและนำลูกแก้วอัสนีขึ้นไปไว้เหนือศีรษะ พลังสายฟ้าไร้ที่สิ้นสุดหลั่งไหลเข้าไปในลูกแก้วอัสนี ก่อเกิดเป็นสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์อันน่าสะพรึงกลัวที่โจมตีไปยังฉู่โม่ว
ในขณะเดียวกัน
ราชันย์เทพยุทธ์อีกสี่คนต่างก็ใช้กระบวนท่าของตัวเองเข้าโจมตีฉู่โม่วอย่างรวดเร็วและตั้งใจจะสังหารฉู่โม่วในคราวเดียว
เมื่อเห็นว่าตัวเองกำลังถูกรุม
ตอนนั้นเอง
ฉู่โม่วไม่ได้หลบหลีก แต่กลับก้าวไปข้างหน้าและยื่นมือออกไป
“หน่วงกาลเวลา!”
ปึ่ง!
รอยแยกล่องหนกระจายออกไป เหล่าผู้ปลุกพลังสัมผัสได้ว่าจู่ ๆ ความเร็วหรือแม้แต่ความคิดของพวกเขาก็เชื่องช้าลงมาก หลังจากนั้นไม่นานพวกเขาก็หลุดออกมาเป็นอิสระ
แต่จังหวะนี้ก็เพียงพอที่จะแยกระหว่างความเป็นกับความตายได้แล้ว
“กระบี่สะบั้นพันดารา!”
เลือดและอณูแห่งชีวิตพลุ่งพล่านออกมา ปราณกระบี่ไร้ที่สิ้นสุดพวยพุ่งและเกิดเป็นสนามพลังกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวรอบกายเขาทันที
คมมีดขนาดจิ๋วนับไม่ถ้วนถาโถมออกมาให้ทุกคนได้เห็น
ทันใดนั้น
พวกเขาพลันมองเห็นดาวที่ถูกสร้างขึ้นจากรัศมีกระบี่และโจมตีมายังพวกเขาโดยตรง
“อึก! เฮือก!”
ตามมาด้วยเสียงโอดครวญ
ราชันย์เทพยุทธ์ทั้งสี่แข็งทื่อ แล้วจึงร่วงลงบนพื้นอย่างพร้อมเพรียงกันโดยศีรษะแยกกันไปคนละทิศละทาง
ตอนนั้นเองที่สายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ทำลายล้างของจี้เฟิงมาถึงตรงหน้า ฉู่โม่วเหลือพลังอยู่เพียงเล็กน้อยและใช้พลังหนึ่งส่วนในหนึ่งพันโจมตีออกไปทันที
แต่ทว่า…
หนึ่งในพันนี้ก็ทำให้ฉู่โม่วมีโอกาสได้หายใจ
หึ่ง!
ด้วยคลื่นห้วงมิติแปรปรวน ร่างของฉู่โม่วหายวับไปในทันใด
ตูม!
สายฟ้าฟาดลงมา คลื่นสั่นสะเทือนระเบิดไปทั่วทั้งพื้นที่ทันที
เมื่อได้รับแรงกระแทกมหาศาลเช่นนี้
สระอัสนีที่มีรัศมีประมาณสามเมตรก็ปั่นป่วนขึ้นในทันใด แสงสายฟ้ากะพริบไปมาและพลังที่ดูราวกับว่าสามารถทำลายล้างโลกได้ก็แพร่กระจายไปทั่วทั้งพื้นที่ราวกับคลื่น
การเคลื่อนไหวเช่นนี้ฝังลึกเข้าไปในห้วงจิตใจของจี้เฟิง
ณ ตอนนี้
หัวใจของเขามีพายุโหมกระหน่ำก่อตัว
“พรสวรรค์แห่งห้วงมิติ!”
“พรสวรรค์แห่งกาลเวลา!”
“แก… แกเชี่ยวชาญสองสุดยอดพรสวรรค์นี้ได้ยังไงกัน?!”
สีหน้าของจี้เฟิงเต็มไปด้วยความไม่เชื่อสายตา ดวงตาของเขาแสดงความตกตะลึงที่ไม่สามารถอธิบายด้วยคำพูดได้ออกมา
พวกมันเป็นถึงสองสุดยอดพรสวรรค์!
ฉู่โม่วไม่ตอบอะไร
เขาแค่ใช้พลังในการหน่วงเวลาอีกครั้งเพื่อจำกัดความเร็วของจี้เฟิง แล้วเขาก็ฟันออกไปอีกครั้ง
เพียงแต่ว่า…
แกร๊ง!
เมื่อฉู่โม่วฟันลงไปกลับไม่มีเสียงกระบี่ฟันเนื้อ แต่กลับเป็นเสียงเหล็กและทองคำ
เมื่อมองดูให้ดี
เขาก็พบว่าชั้นผลึกแก้วปรากฏขึ้นบนร่างกายของจี้เฟิง มันดูบางพอ ๆ กับปีกจักจั่น แต่กลับแข็งแรงและไร้เทียมทาน เมื่อฉู่โม่วฟันกระบี่ลงไป มันแค่เกิดคลื่นสั่นสะเทือนเล็กน้อยเท่านั้น
“เป็นการป้องกันที่ทรงพลังจริง ๆ !”
ฉู่โม่วจ้องตาไม่กะพริบ
“เด็กน้อย ถึงแกจะมีพรสวรรค์แห่งห้วงเวลาและพรสวรรค์แห่งห้วงมิติ แต่แกทำแบบนี้ได้ไหมล่ะ?”
“นายน้อยคนนี้มีสมบัติแห่งการป้องกันจากเจ้าสำนัก มีแต่ราชันย์เทพยุทธ์ระดับ 5 ดาวเท่านั้นที่ทำลายมันได้ ด้วยพละกำลังของแก แกฆ่าฉันไม่ได้แน่นอน เรียกได้ว่าตอนนี้ฉันไร้เทียมทานเลยละ!”
จี้เฟิงหัวเราะเสียงดังลั่น
หลังจากนั้น เขาก็มองไปยังฉู่โม่วอีกครั้งด้วยสีหน้าเหนือกว่าและกล่าวอย่างจองหอง “พรสวรรค์แห่งห้วงมิติและห้วงเวลาน่ะล้ำค่าอย่างถึงที่สุด ฉันไม่เคยเห็นคนทั่วไปใช้มันมาก่อน แต่แกมีมันอยู่จริง ๆ แกต้องมีอะไรอยู่กับตัวแน่ ๆ ดูเป็นพรสวรรค์ที่หายากซะด้วยสิ ถ้าแกใช้สมองสักนิดก็ส่งมันมาให้ฉันซะ ถ้าฉันอารมณ์ดี ฉันอาจจะปล่อยแกไปก็ได้!”
“ปล่อยฉันไปเหรอ?”
รอยยิ้มขี้เล่นปรากฏขึ้นบนใบหน้าของฉู่โม่ว
หลังจากนั้น
เขาก็ทำหน้าเคร่งขรึม
ปฐมวิญญาณพลันลืมตาขึ้น แสงสว่างสองจุดส่องไสว หลังจากนั้นกงล้อทองคำปฐมวิญญาณก็กลายเป็นมีดแหลมคมที่ส่งเสียงสั่นสะเทือนและพุ่งตัวออกไป
หึ่ง!
แสงสวรรค์ต้าเหยี่ยนทะลุผ่านห้วงอากาศและทะลวงผ่านความคิดของจี้เฟิงที่ยังคงชะล่าใจอยู่
เขาสัมผัสได้เพียงแค่แรงระเบิดในสมองราวกับว่าถูกทุบด้วยค้อนขนาดใหญ่พลันตาเหลือกไปทันที
ก่อนที่เขาจะได้ตอบโต้
ฉู่โม่วเผยยิ้มกว้าง “ถูกของนาย ฉันทำลายการป้องกันของนายไม่ได้จริง ๆ !”
“แต่…”
“ฉันมีวิธีโจมตีจิตวิญญาณ!”
เมื่อพูดจบ
ฉู่โม่วก็ใช้แสงสวรรค์ต้าเหยี่ยนอีกครั้ง ลำแสงศักดิ์สิทธิ์มากมายทะลุผ่านห้วงอากาศและทิ่มแทงจิตวิญญาณของเขาต่อหน้าต่อตาเจ้าตัว
“ไม่นะ!!!”
ด้วยเสียงกรีดร้องลั่น จิตวิญญาณของจี้เฟิงจางหายไปจนหมดและร่างกายของเขาก็ล้มลงบนพื้น
ไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ อีก
…
“เฮ้อ…”
หลังจากที่สังหารจี้เฟิง ฉู่โม่วก็อดถอนหายใจด้วยความโล่งอกออกมาไม่ได้
ต้องบอกเลยว่า
พละกำลังของจี้เฟิงนั้นไม่ธรรมดาเลย แถมเขายังมีสมบัติอยู่มากมาย
หากเป็นคนอื่น แม้แต่ราชันย์เทพยุทธ์ระดับ 3 ดาวหรือระดับ 4 ดาวก็คงทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้แม้แต่น้อย
แต่เมื่อเผชิญหน้ากับฉู่โม่วผู้ครอบครองพรสวรรค์มากมาย รวมไปถึงพรสวรรค์แห่งห้วงเวลาและห้วงมิติ และยังเชี่ยวชาญพลังจิตวิญญาณกับปฐมวิญญาณ ถ้าฉู่โม่วยังพ่ายแพ้คงไม่กล้าไปสู้หน้าใครแน่
“ต่อไป”
“ได้เวลากลืนกิน!”
เขายิ้มกว้าง
ฉู่โม่วเดินเข้าไปหาจี้เฟิงและหยิบถุงเก็บของขึ้นมา
เมื่อเปิดมันออก เขาก็พบสมบัติมากมายแห่งสวรรค์และโลก เขามีกระทั่งหินปฐมกาลระดับสูงจำนวนมากด้วยซ้ำ
แต่ฉู่โม่วแค่ชำเลืองมองมัน แล้วจึงหันไปจับจ้องผลึกหยกที่มีพลังจิตวิญญาณอันน่าทึ่ง
‘อย่าจับผนึกภูผานะ!’
ขณะที่ถือผลึกหยกอยู่นั้น ข้อความหนึ่งพลันเข้ามาในความคิดของเขา
ผลึกหยกนี้เป็นสมบัติที่ช่วยจี้เฟิงป้องกันกระบี่ของเขาเมื่อครู่นี้
เช่นเดียวกันกับโล่มังกรเพลิงสวรรค์ที่ฉู่โม่วได้รับมาก่อนหน้านี้ มันเป็นยุทธภัณฑ์วิญญาณระดับ 9
หลังจากนั้น
ฉู่โม่วหยิบลูกแก้วอัสนีที่หล่นอยู่บนพื้นขึ้นมา ส่งพลังเข้าไปเล็กน้อย และพบว่ามันก็เป็นยุทธภัณฑ์วิญญาณระดับ 9 ด้วยเช่นกัน
“สมแล้วที่เป็นนายน้อยของกองกำลังใหญ่!”
“มีทั้งยุทธภัณฑ์วิญญาณสำหรับโจมตีและป้องกัน แล้วยังเป็นยุทธภัณฑ์วิญญาณระดับ 9 ทั้งคู่!”
ฉู่โม่วคิดกับตัวเองและตกตะลึงในความมั่งคั่งของจี้เฟิง
ต้องรู้ด้วยว่า
ในสุดยอดฐานจงไห่นั้น
ยุทธภัณฑ์วิญญาณระดับ 9 นั้นเป็นสมบัติล้ำค่าสำหรับทุกสำนักและตระกูล ไม่มีทางที่ใครจะได้มันไปครอบครองง่าย ๆ
และฉู่โม่ว
ก่อนหน้านี้ เขามียุทธภัณฑ์วิญญาณเพียงแค่ชิ้นเดียว
“แต่ตอนนี้… ทั้งหมดเป็นของฉัน!”
ฉู่โม่วคิดอย่างมีความสุข
เมื่อเก็บสมบัติทั้งหมดเข้าไปในพื้นที่เก็บของ
หลังจากนั้น
ฉู่โม่วก็หันไปมองที่ใจกลางของสระอัสนี
ต่อไป
ได้เวลาทำภารกิจหลัก!
[1] แสร้งเป็นหมูหลอกกินเสือ เป็นสำนวน หมายถึงซ่อนความสามารถที่แท้จริงเอาไว้เพื่อหลอกให้ผู้อื่นตายใจ