ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 287 กลับสู่ฐานจินหลิง, สงบสุข
บทที่ 287 กลับสู่ฐานจินหลิง, สงบสุข
แต่ก่อนที่เธอจะได้เห็นร่างนั้นชัด ๆ ภาพในตาของเธอก็ดับวูบไปพร้อมกับสติที่เลือนราง
เมื่อมองไปยังสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ฉู่โม่วที่เตรียมจะกล่าวทักทายก็ชะงักไปชั่วขณะ เขารีบสาวเท้าไปหาร่างเบื้องหน้าเพื่อตรวจสอบอาการเบื้องต้นทันที ก่อนจะถอนหายใจโล่งอกเมื่อดูอาการของหญิงสาวแล้ว
“ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงใช่ไหม?”
เฉินซีเวยเข้ามาถามเขาด้วยความเป็นห่วงด้วยเช่นกัน
“แค่ร่างกายเสียหายหนักจากการใช้วิชาลับน่ะ มันเลยทำให้รากฐานไม่มั่นคงขึ้นมา กินยาสักหน่อยน่าจะดีขึ้น”
เขาหันไปตอบ
จากนั้นเขาก็หยิบเอายาฟื้นฟูร่างกายออกมาจากมิติพกพาและค่อย ๆ ให้หมัวซานซานที่หมดสติกลืนมันลงไป
ถึงแม้ว่าตัวเขาจะไม่ได้สนใจจะเก็บยาประเภทนี้เอาไว้ก็จริง
แต่หลายครั้งที่เขาสามารถฆ่าผู้ปลุกพลังระดับผู้มีพรสวรรค์ได้ เขาก็จะมีโอกาสได้รับยาล้ำค่าเหล่านี้มาเป็นจำนวนมากด้วย ไม่เว้นแม้แต่ยาที่ช่วยฟื้นคืนชีพคนจากสภาพปางตายอีกมากด้วยเช่นกัน ดังนั้นเรื่องยาน่ะฉู่โม่วมีเป็นคลังแสงเลยละ
เห็นว่าหมัวซานซานกลืนยาเข้าไปแล้ว ฉู่โม่วก็ใช้อณูแห่งชีวิตช่วยละลายยาที่เข้าสู่ร่างกายให้เธอ รอจนกระทั่งยาออกฤทธิ์แล้วค่อยถอนหายใจโล่งอกอีกครั้ง
ฉู่โม่วและเฉินซีเวยค่อย ๆ พาเธอไปนอนพักในบริเวณใกล้เคียงจากนั้นก็นั่งรอจนกว่าหมัวซานซานจะฟื้นขึ้นมา
…
“ฉันยังไม่ตายเหรอ?”
ไม่รู้ว่านานขนาดไหน กว่าหมัวซานซานจะฟื้นขึ้นมาจากอาการทรุดหนักก่อนหน้า เธอลืมตาตื่นและหันมองรอบ ๆ ตัวทันที ภายในแววตาที่เพิ่งตื่นนั้นไร้ซึ่งความสะลึมสะลือ แต่เต็มไปด้วยความสงสัยแทน
จากเหตุการณ์ก่อนที่เธอจะสลบ เธอคิดว่าหลังจากที่สลบไปแล้ว เธอคงจะไม่ได้ตื่นขึ้นมาอีกเลย
แต่ตอนนี้…
“จริงสิ… มีคนมาช่วยฉันนี่นา… แต่ใครกัน!”
ทันใดนั้น เธอก็คิดถึงร่างสองร่างที่เดินเข้ามาหาเธอก่อนที่เธอจะสลบไป ต้องเป็นฝีมือสองคนนั้นแน่ ๆ ที่ช่วยเธอเอาไว้จากสัตว์อสูร
“เธอตื่นแล้วเหรอ?”
เพียงแค่หมัวซานซานกำลังครุ่นคิด เสียงที่ฟังดูสุภาพอ่อนโยนก็กล่าวถามเธอขึ้นมา
เธอรีบหันมองตามเสียง
แล้วก็พบว่ามีร่างของชายที่เธอคุ้นหน้าคุ้นตานั่งรออยู่
“นายคือ… ฉู่โม่ว?”
“ทำไมนายถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ? นาย… ช่วยชีวิตฉันไว้เหรอ?”
หมัวซานซานเบิกตากว้าง ทันทีที่มั่นใจแล้วว่าอีกฝ่ายเป็นฉู่โม่วตัวจริงเสียงจริง เธอก็อดที่จะแสดงความดีใจออกมาไม่ได้
ด้วยความที่ไม่ได้เจอกันนาน
หญิงสาวพยายามฝืนตัวเองให้ลุกขึ้นมา
“ใช่แล้ว ฉันกลับมาที่ฐานจินหลิงพอดีน่ะ แล้วก็เผอิญเจอเธอตกอยู่ในอันตราย ก็เลยเข้ามาช่วยไว้ก่อน”
ฉู่โม่วพูดด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า
พูดเช่นนั้นแล้ว ฉู่โม่วก็ครุ่นคิดอะไรบางอย่างราวกับว่าลืมพูดมันไป ดังนั้นเมื่อคิดได้แล้วเขาจึงพูดเสริม “อ๊ะ แล้วก็คนของเธอ ฉันช่วยไว้แล้วเหมือนกัน ตอนนี้พวกเขากำลังรักษาตัวเองกันอยู่อีกที่หนึ่ง อีกสักพักน่าจะมารวมตัวกับเธอแล้วละ”
“ขอบคุณนะ ฉู่โม่ว”
ได้ยินเช่นนั้นหมัวซานซานก็กล่าวขอบคุณด้วยน้ำเสียงจริงใจ
“พวกเราเป็นเพื่อนกันอยู่แล้ว ไม่ต้องคิดมากหรอก”
ฉู่โม่วยังคงยิ้มให้
หมัวซานซานพยักหน้ารับรอยยิ้มนั้น ก่อนจะเหลือบมองไปยังเฉินซีเวยที่อยู่ข้าง ๆ ฉู่โม่ว เธอผู้นี้ยังคงงดงาม ทว่าสิ่งที่แปลกไปคือการที่เฉินซีเวยกอดแขนฉู่โม่วไว้ด้วยท่าทีสนิทชิดเชื้อ มันทำเอาเธอชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามด้วยเสียงตะกุกตะกัก “ฉู่โม่ว… นาย…”
“อ๋อ พวกเราแต่งงานกันแล้วน่ะ ครั้งนี้ที่กลับมาก็เพราะตั้งใจจะมาฮันนีมูนกันสักหน่อย”
เขาพูดตามตรง
“สวัสดีค่ะ คุณหนูหมัว”
เฉินซีเวยเองก็กล่าวทักทายด้วยรอยยิ้มเช่นกัน
“อะ…เอ่อ… สวัสดีค่ะ”
หลังจากที่ได้ยินฉู่โม่วพูดแนะนำ หมัวซานซานก็รู้สึก ‘หนักอึ้ง’ ขึ้นมาในหัว ราวกับเธอสูญเสียความสามารถในการนึกคิดไปชั่วขณะ
ภายในใจของหญิงสาวในตอนนี้ เต็มไปด้วยความรู้สึกที่อธิบายได้ยากมาก ๆ
ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจดี
ฉู่โม่วที่ไม่รู้ว่าหมัวซานซานกำลังคิดอะไรอยู่ เมื่อเขาเห็นเธอนิ่งไป ด้วยความสงสัยเขาจึงถามขึ้นมาทันที “ซานซาน ทำไมเธอถึงมาอยู่ในที่ที่อันตรายแบบนี้ล่ะ?”
“เรื่องมัน… เอ่อ… ยาวน่ะ”
เธอเรียกสติกลับมาอีกครั้ง ก่อนจะถอนหายใจแล้วเล่าเรื่องทั้งหมดให้อีกฝ่ายฟัง
ภายหลังจากที่ได้ยินดังนั้นแล้ว ฉู่โม่วก็เข้าใจ
เขาและหมัวซานซานนั่งคุยกันอีกพักใหญ่ ๆ
หลังจากที่ได้คุยกันแล้ว หมัวซานซานก็ได้ถามสถานการณ์ของฉู่โม่วที่ได้ไปอยู่ที่สุดยอดฐานจงไห่ ซึ่งแน่นอนว่าฉู่โม่วไม่ได้ปิดบังอะไรทั้งสิ้น
ถึงแม้ว่าฉู่โม่วจะบอกว่าตนไม่ได้พบเจออะไรเป็นพิเศษ
แต่ด้วยการเล่าเรื่องแบบสบาย ๆ ตามสไตล์ฉู่โม่วนั้นเอง มันก็ทำให้หมัวซานซานรู้สึกอิจฉาขึ้นมาในใจ
เวลาล่วงเลยมาสักพัก
เธอตัดสินใจที่จะถามเรื่องขั้นของฉู่โม่วในปัจจุบัน และเมื่อรู้ว่าเขาขึ้นเป็นราชันย์ยุทธ์ได้แล้ว หัวใจของเธอก็แทบจะระเบิดออกเป็นเสี่ยง ๆ
ย้อนกลับไปยังตอนที่เธอและเขาพบกันครั้งแรก
ฉู่โม่วยังเป็นเพียงผู้ปลุกพลังตัวจ้อยคนหนึ่งที่ไม่ได้มีความโดดเด่นอะไรเลย
ในขณะที่เธอนั้นเป็นถึงคุณหนูแห่งหอการค้าหยกแก้วที่ยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียง
แต่หลังจากนั้น
พลังของฉู่โม่วก็พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วและก้าวกระโดด เขาเริ่มทิ้งห่างเธอไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งในตอนนี้ ระยะห่างของเขาและเธอนั้นคงไม่ต่ำกว่าพันกิโลเมตรแล้ว ในทุก ๆ ครั้งที่เธอและเขาได้เจอกัน เขาก็ก้าวนำเธอไปไกลมากแล้ว
และในตอนนี้
หลังจากที่ไม่ได้พบเจอกันเพียงเวลาสั้น ๆ
ฉู่โม่วได้ขยับขึ้นเป็นราชันย์ยุทธ์ได้สำเร็จ ราชันย์ยุทธ์ที่เธอไม่สามารถเอื้อมมือไปถึงได้เลย
ทั้ง ๆ ที่ตัวเธอนั้นเองก็มีพรสวรรค์ และคิดว่าการที่ตัวเองเป็นจ้าวยุทธ์ระดับสูงสุดในชีวิตนี้ได้ก็คุ้มค่าแล้วแท้ ๆ
หรือถ้าโชคดีหน่อย ก็สามารถขึ้นเป็นราชันย์ยุทธ์เหมือนเขาได้
แต่ไม่ว่าอย่างไร เธอไม่สามารถไปได้ไกลกว่าราชันย์ยุทธ์ระดับสูงแน่ ๆ หนทางเติบใหญ่ในอนาคตหลังจากขั้นนั้น มันแทบจะไม่เห็นภาพใด ๆ ทั้งสิ้น
ทว่าสำหรับฉู่โม่ว…
ขั้นราชันย์ยุทธ์นี้ไม่ต่างอะไรกับจุดเริ่มต้น เขามีอนาคตที่สามารถไปได้สูงกว่านี้จนยากที่จะคาดการณ์
‘ระยะห่างระหว่างฉันกับเขานั้น ในตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับฟ้ากับเหวแล้ว… ฉันไม่สามารถเทียบเขาได้อีกต่อไป…’
หมัวซานซานอดไม่ได้ที่จะคิดเช่นนี้อยู่ในใจ
อารมณ์ของเธอดิ่งลงแบบสุด ๆ
แต่มันก็ฟื้นกลับขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วหลังจากที่ได้พูดคุยกับฉู่โม่ว
ถึงแม้ว่าไม่มีโอกาสที่เธอจะสามารถไล่ตามฉู่โม่วทันแล้วก็จริง แต่ยังไงเสียทั้งเธอและเขาก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน และนี่เองก็ถือเป็นช่วงเวลาดี ๆ ที่มิตรภาพอันยาวนานจะได้กลับมาบรรจบกันอีกครั้งหลังจากแยกหายกันไป
การพูดคุยนี้ใช้เวลาไปร่วมชั่วโมง แต่หญิงสาวกลับรู้สึกเหมือนกับผ่านไปเพียงไม่กี่วินาที
ลูกทีมของหมัวซานซานที่พักฟื้นสมบูรณ์พากันกลับมารวมตัวที่เธอทีละคน ๆ
“ฉู่โม่ว เรากลับฐานกันดีกว่า!”
ในครานี้ หมัวซานซานเป็นฝ่ายกล่าวเชิญด้วยตนเอง
ซึ่งเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่ฉู่โม่วจะไม่ปฏิเสธ
ด้วยเหตุนี้ หมัวซานซานและคนอื่น ๆ จึงมุ่งหน้ากลับไปยังฐานจินหลิงพร้อมกัน
ตลอดทางนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก ทำให้เพียงไม่นาน พวกเขาก็มาถึงฐานและเดินทางเข้าสู่หอการค้าหยกแก้วทันที
ผู้อาวุโสตระกูลหมัวกับหมัวหย่งอันเมื่อได้ยินข่าวเรื่องฉู่โม่วกลับมา พวกเขาทั้งสองก็รีบตื่นจากการฝึกฝนเพื่อออกมาทักทายฉู่โม่วทันที
ฉู่โม่วและพวกเขาทั้งหมดพูดคุยกันอยู่พักหนึ่งก่อนจะกล่าวคำลาและจากไป
เขามุ่งหน้าตรงไปยังตำหนักลับแห่งสวรรค์เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ทางนี้ต่อ
…
เมื่อฉู่โม่วกับเฉินซีเวยมาถึงตำหนักลับแห่งสวรรค์
พวกเขาก็พบว่ามีผู้คนมากมายอยู่ที่นี่ ผู้ปลุกพลังมากมายเดินเข้าออกที่นี่กันแทบตลอดเวลา ความแข็งแกร่งของพวกเขาก็ไม่น้อยหน้าใครเลยด้วย ผู้ปลุกพลังภายในนี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นปรมาจารย์ยุทธ์
แม้ว่าฉู่โม่วจะอยู่ในส่วนลึกที่สุดของตำหนักลับแห่งสวรรค์ เขาก็ยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของพลังที่สูงถึงขั้นนายพลเมืองและจ้าวยุทธ์ปะปนอยู่ภายในกลุ่มคนเหล่านี้ด้วย
สิ่งเหล่านี้ทำให้ฉู่โม่วพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
เขามีผู้ปลุกพลังมากมายอยู่ภายใต้ชื่อของตำหนักลับแห่งสวรรค์
นั่นแสดงว่าที่นี่ไม่ได้เสื่อมโทรมลงเลยหลังจากที่เขาจากไป กลับกันมันยังรุ่งเรืองมากขึ้นกว่าแต่ก่อนด้วย
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะชื่อเสียงที่หลงเหลือของเขา รวมถึงที่นี่ไม่โดนพันธมิตรหอการค้าหยกแก้วและสามตระกูลใหญ่คอยกดดัน เลยไม่มีปัญหาอะไรให้น่าห่วง แต่ถึงอย่างนั้นก็ดูเหมือนว่าความพยายามของช่ายเฟิงเองก็ไม่สามารถมองข้ามได้
คิดได้ดังนั้น
เขาก็ตัดสินใจปล่อยกลิ่นอายบางส่วนออกไป
จากส่วนที่ลึกที่สุดของตำหนักลับแห่งสวรรค์ กลิ่นอายความแข็งแกร่งระดับราชันยุทธ์ได้กลายเป็นเปลวเพลิงที่กระตุ้นให้ระบบรักษาความปลอดภัยในร่างมนุษย์ตื่นขึ้นมาและพุ่งทะยานไปบนฟากฟ้า
“ใครกัน! ใครบังอาจกล้ามาสอดส่องตำหนักลับแห่งสวรรค์ที่ฉันปกปักษ์รักษาอยู่กัน!”
เสียงที่เข้มแข็งและหนักแน่นนั้นดังไปทั่วชั้นฟ้า
“นั่น… เสียงของผู้อาวุโสสวี่!”
“ศัตรูที่ทำให้ท่านผู้อาวุโสสวี่ตื่นได้!”
“เกิดอะไรขึ้นน่ะ?”
“หรือว่าพวกเราถูกโจมตีเหรอ!?”
ภายในส่วนอื่น ๆ ของตำหนักลับแห่งสวรรค์ เหล่าผู้ปลุกพลังมากมายต่างรีบไถ่ถามกันหลังจากที่เขาได้ยินเสียงนั้น
การป้องกันภัยกำลังเริ่มต้นขึ้น
และบริเวณด้านนอกประตู
ฉู่โม่วแหงนหน้ามองร่างที่ลอยอยู่กลางอากาศ และอดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าตกใจออกมา
ไม่ได้พบเจอกันเสียนาน
สวี่ชวนได้กลายเป็นจ้าวยุทธ์แล้วจริง ๆ ด้วย!
ยิ่งไปกว่านั้น
คนคนนี้ไม่ได้ทิ้งตำหนักลับแห่งสวรรค์ไป แต่ได้ทำการปกปักษ์รักษาตามที่เขาสัญญาไว้อย่างมั่นคง
“ท่านผู้อาวุโสสวี่ สบายดีสินะครับ!”
คิดได้เช่นนั้น ฉู่โม่วก็พูดทักทายเสียงดัง
เมื่อได้ยินเสียงทักทาย
สวี่ชวนที่ลอยอยู่กลางอากาศก็หันมองตามเสียง
เมื่อเขาเห็นว่าต้นเสียงนั้นเป็นฉู่โม่ว ชายผู้นี้ก็ผงะไปครู่หนึ่ง สีหน้าเขาเปลี่ยนไปในพริบตาจากดุดันเป็นตื่นเต้น “ท่านเจ้าตำหนัก!”