ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 306 กระบี่สะบั้นดาราสวรรค์เลื่อนขั้น!
บทที่ 306 กระบี่สะบั้นดาราสวรรค์เลื่อนขั้น!
แทนที่จะกลับบ้านไปในทันที เขาเลือกที่จะตรงไปยังที่อยู่ของราชันย์ยุทธ์ฉวี่ตานแทน
ฉู่โม่วส่งวัตถุดิบสำหรับปรุงยาย้อนชะตาให้กับราชันย์ยุทธ์ฉวี่ตาน จากนั้นก็ขอให้อีกฝ่ายช่วยกลั่นยาไว้ให้ตนก่อนจะกลับบ้านไป
“ต้องใช้เวลาอีกสักพัก กว่าจะได้ยาย้อนชะตามา”
“แถมตอนนี้ยังเหลือเวลาอีกแค่ราว ๆ ครึ่งเดือนก่อนที่การประลองระหว่างผู้ปลุกพลังจะเริ่มต้นขึ้น ต่อให้ยาย้อนชะตาจะปรุงเสร็จทัน แต่ฉันน่าจะฝึกฝนจนทลายตรวนกายาขั้นที่ 4 ไม่ทันแน่ ๆ”
“ถ้างั้นคงต้องไปฝึกฝนกระบวนท่าแทนไปก่อน”
เขาตัดสินใจ
ในตอนนี้ กระบวนท่าที่ฝึกฝนจนบรรลุระดับแพลทินัมแล้วอย่างก้าวย่างปีศาจเร้นลับก็ถือว่าน่าภูมิใจอยู่ ในขณะที่กระบี่สะบั้นดาราสวรรค์นั้นยังเพิ่งพัฒนาเป็นขั้นเล็ก ๆ เท่านั้น เขาได้รับรู้ ได้สัมผัสถึงประสบการณ์บางอย่างจากเมื่อตอนสู้กับจักรพรรดิมังกรทะเลครั้งนั้น ถ้าเขาจำสัมผัสครั้งนั้นได้ เขาจะต้องสามารถศึกษาและพัฒนากระบวนท่านี้เพิ่มได้แน่ ๆ
ฉู่โม่วตัดสินใจเริ่มทำความเข้าใจสิ่งนี้ต่อ
ถึงแม้ว่าจะมีความเข้าใจจากประสบการณ์การใช้กระบวนท่าด้วยตนเองมาบ้าง แต่กระบี่สะบั้นดาราสวรรค์ก็เป็นกระบวนท่าในตำนาน ยังไงเสียต่อให้ทักษะวิชากระบี่ของเขาจะสูงถึงระดับดาราลับฟ้า แต่มันก็ยังยากที่จะทำความเข้าใจให้ถ่องแท้อยู่ดี
อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้ฉู่โม่วเลือกที่จะนำแผ่นศิลารู้แจ้งออกมาจากมิติพกพาของตน
และในชั่วพริบตา กลิ่นอายลึกลับก็แผ่กระจายไปทั่วทั้งคฤหาสน์ ซึ่งทำให้สมองของเขาปลอดโปร่ง ในยามที่กลิ่นอายเหล่านี้หลั่งไหลกลับเข้ามาในร่างของเขา พวกมันก็ไหลเข้าไปที่หัวใจ หมุนเวียนราวกับเป็นพลังแห่งโลกและสวรรค์ที่คอยช่วยขจัดความไม่รู้ในกระบวนท่ากระบี่สะบั้นดาราสวรรค์ออกไปทีละนิด ๆ
และแม้ว่าจะยังหลงเหลือความยากในการทำความเข้าใจอยู่บ้าง แต่ฉู่โม่วก็พอจะเรียนรู้มันด้วยตนเองได้แล้ว
ฟุ่บ!
ฉู่โม่วนั่งขัดสมาธิ ถือกระบี่สารทสังหารไว้ให้มั่นและเริ่มเรียนรู้ในกระบวนท่าต่อ
ภายในโลกแห่งเจตจำนง กระบี่ในมือของเขากลับกลายเป็นสิ่งมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งเพื่อชักนำเขาเข้าสู่โลกเร้นลับ
นั่นคือโลกแห่งคมกระบี่
เวลาผ่านไปช้า ๆ
ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานขนาดไหน แต่ด้วยความปลอดโปร่งของสมอง ทำให้เขาสามารถเข้าใจกระบวนท่าระดับตำนานนี้ได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น
ซุ่ม!
ทันใดนั้นเอง
กลิ่นอายที่เฉียบคมก็ถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างของฉู่โม่ว
สิ่งตามมาคือกระบี่สารทสังหารในมือก็พลันส่งเสียง ‘ชิ้ง’ พร้อมกับชักตัวเองออกมาจากฝักกระบี่
จากนั้น…
เพลงกระบี่สะบั้นดาราสวรรค์ก็สำแดงฤทธิ์เดชออกมาด้วย!
ทวาราแห่งกระบี่บนร่างกายของฉู่โม่วสั่นสะท้านทุกแห่งหน และตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจทราบได้ กายากระบี่เทวะของเขาเองก็ถูกสั่งใช้งานในจังหวะเดียวกัน
ปราณกระบี่ในรูปแบบของเส้นใยบาง ๆ ถูกสร้างออกมาจากร่างของฉู่โม่วและโยงใยไปทั่วทั้งคฤหาสน์
แม้จะเป็นเพียงเส้นใย แต่รูปร่างเดิมคือปราณกระบี่อันเฉียบคม ดังนั้นมันยังคงอัตลักษณ์ความคมนั้นไว้ เส้นใยเหล่านี้ขยับขยายและตัดขาดมิติลึกลับนี้จนแตกเป็นเสี่ยง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ทว่ามันกลับไม่ได้ทำอันตรายตัวคฤหาสน์เลยแม้แต่น้อย แม้ว่าตัวปราณดาบนี้จะสัมผัสโดนผนังไปมากขนาดไหนก็ตาม
ยึดตามพลังทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวจากที่เห็นมันฉีกห้วงมิติให้ขาดกระจายได้นั้น อย่าว่าแต่กำแพงคฤหาสน์เลย หากระเบิดปราณกระบี่นี้ออกไป บางทีทั่วทั้งย่านนี้อาจจะกลายเป็นซากได้ในพริบตาเลยก็ได้
แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น
บนกำแพงไม่มีแม้แต่ร่องรอยใด ๆ ไม่ว่าปราณกระบี่นี้จะพุ่งทะยานไปที่ไหน มันก็ไม่ทิ้งร่องรอยเอาไว้เลย
แน่นอนว่าปราณกระบี่ไม่ได้เสียอัตลักษณ์ความคมของตนเองแต่อย่างใด แต่มันถูกควบคุมไว้ว่าไม่ให้ตัดขาดอะไรบ้าง
และผู้ที่กำลังควบคุมมันคือฉู่โม่ว
ใยกระบี่ทุกเส้นนี้อยู่ภายใต้การควบคุมที่ทรงพลังของฉู่โม่ว ซึ่งเขากำชับให้มันทลายแค่ความไม่เข้าใจที่เกิดจากการเรียนรู้กระบวนท่ากระบี่เมื่อครู่ภายในคฤหาสน์เท่านั้น ดังนั้นตัวคฤหาสน์จึงไม่ได้รับความเสียหายใด ๆ เลย
ภาพนี้
หากคนนอกได้เผอิญมาเห็นละก็ พวกเขาคงต้องเหวอจนกรามร่วงลงไปติดพื้นแน่ ๆ การที่ปราณกระบี่ที่น่ากลัวขนาดนี้ถูกควบคุมได้โดยสมบูรณ์ มันต้องเป็นการควบคุมที่ทรงพลังขนาดไหน? แล้วถ้าอย่างนั้น ฉู่โม่วที่มีการควบคุมระดับนี้ เขาเป็นผู้สำเร็จทักษะกระบี่ระดับไหนกันแน่!?
ฟู่~
ไอจากการใช้ปราณกระบี่ถูกระบายออกมาจากร่างกายของฉู่โม่วราวกับเป็นหินร้อน
ฉู่โม่วนั่งฝึกฝนอยู่ในห้องเล็ก ๆ ที่ซึ่งในครานี้มันเต็มไปด้วยพลังจิตของเขาเอง ควบคู่ไปกับพลังปราณที่แผ่ซ่านออกมาราวกับภูเขาไฟที่กำลังปะทุ สิ่งเหล่านี้ค่อย ๆ หลอมซึมเข้าไปกับใยกระบี่ที่ระโยงระยางอยู่ทั่วห้องเสมือนเป็นสายธารที่ทอดผ่านกันไปมา
ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ใยกระบี่เหล่านี้ราวกับมีชีวิต พวกมันค่อย ๆ ดีดกลับเข้ามาในร่างกายของฉู่โม่วทีละเส้น ๆ ก่อนจะเชื่อมเข้าหากันเพื่อทอดไปตามทวาราแห่งกระบี่ทั้ง 365 จุดบนร่างกายกับเส้นลมปราณที่หล่อเลี้ยงอยู่ทั่วทั้งร่าง
“กระจาย!”
จิตใจของฉู่โม่วถูกกระตุ้นอีกครั้ง และเส้นใยกระบี่เหล่านี้ทำหน้าที่เสมือนแขนของเขา มันกระจายออกจากร่างของเขาอีกครั้งผ่านทวาราแห่งกระบี่ทั้ง 365 จุดและไปยึดเหนี่ยวกับทั่วทุกมุมห้อง
ผิดกับก่อนหน้า
ในครั้งนี้ เส้นใยกระบี่ดูจะมีความยืดหยุ่นมากกว่า
และถึงแม้ว่ามันจะดูพันเกี่ยวกันจนแยกไม่ออก ทว่าหากมองดี ๆ ก็จะพบว่าเส้นใยกระบี่เหล่านี้เพียงแค่ทอดยาวขนานกันเท่านั้น หาได้พันเกี่ยวกันแต่อย่างใด
แกร๊ก แกร๊ก แกร๊ก!
มีเพียงเสียงมวลอากาศเบา ๆ ลอยเข้ามา ในขณะที่ร่างของฉู่โม่วนั้นเหมือนกำลังอยู่ท่ามกลางทะเลเส้นใยกระบี่ก็มิปาน
เส้นใยที่คมกริบนับไม่ถ้วนเหล่านี้เคลื่อนไหวตามที่ฉู่โม่วคิด เชือดเฉือนและสั่นคลอน ตัดขาดแม้กระทั่งอากาศ ยิ่งปล่อยไว้เนิ่นนาน… ก็ราวกับมันกำลังเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ!
ไม่รู้ว่านานขนาดไหน
เส้นใยกระบี่เหล่านี้ถึงจะค่อย ๆ หายไป จนกระทั่งเส้นใยทุกเส้นกลับไปอยู่ในร่างกายของฉู่โม่วดังเดิม
ทันทีที่กระบวนการเก็บเส้นใยจบลง
ฉู่โม่วก็ลืมตาตื่นขึ้นพร้อมกับสูดหายใจเข้าลึก ๆ
ฟู่!
ควันสีขาวโพลนถูกปลดปล่อยออกมารุนแรงเสมือนกาน้ำร้อนที่พ่นควันออกมา มันค่อย ๆ กระจายตัวไปในบรรยากาศและหายไปในที่สุด
“กระบี่สะบั้นดาราสวรรค์พัฒนาไปยังขั้นสูงขึ้นแล้ว!”
ขณะที่กำลังพึมพำอยู่กับตนเองนั้น บนใบหน้าของฉู่โม่วก็มีรอยยิ้มปรากฏขึ้นมาด้วย
ถึงแม้ว่ากระบวนท่านี้จะยังไม่สมบูรณ์ดี
แต่ยังไงเสียมันก็เป็นกระบวนท่าระดับตำนาน ที่ต่อให้เป็นราชันย์เทพยุทธ์ระดับ 9 ดาว หรือขนาดมหาราชันย์เทพยุทธ์เองก็ยังไม่อาจเริ่มฝึกฝนได้!
ทว่าในตอนนี้ ฉูโม่วสามารถฝึกไปถึงระดับสูงได้แล้ว! ที่ซึ่งเรียกว่าสูงเสียดฟ้าเลยก็ว่าได้
‘น่าเสียดาย…’
‘ที่การจะฝึกฝนกระบี่สะบั้นดาราสวรรค์นั้นยากมาก ๆ ขนาดฉันมีทักษะวิชากระบี่ระดับดาราลับฟ้าก็ยังทำได้แค่ถึงระดับสูงเอง’
‘ถ้าอยากจะฝึกให้สูงกว่านี้ เห็นทีฉันคงต้องพัฒนาทักษะวิชากระบี่ให้ก้าวหน้ากว่านี้ซะก่อน…’
ฉู่โม่วคิดกับตนเอง
ทักษะกระบี่นั้นถือเป็นสิ่งที่หาได้ยาก
ตั้งแต่ที่ฉู่โม่วได้ทักษะวิชากระบี่นี้มา เขาก็คอยสังเกตผู้ปลุกพลังคนอื่น ๆ มาโดยตลอด ซึ่งภายหลังจากที่ตรวจสอบทั่วทั้งฐานแล้ว เขาก็ยังไม่พบใครคนไหนเลยที่มีทักษะวิชากระบี่สูงถึงระดับดาราลับฟ้าเฉกเช่นเขา สำหรับคนทั่วไป ระดับ 5 เองก็หาได้ยากมาก ๆ แล้ว
นอกจากนี้เขายังได้ทดลองไปหาสมบัติในร้านค้ามากมายภายในฐานจงไห่แล้วด้วยว่ามีชิ้นไหนสามารถเพิ่มพลังให้ทักษะวิชากระบี่ได้บ้าง แต่ก็ไม่ได้อะไรกลับมา
“ลืมมันก่อนก็แล้วกัน พัฒนามาได้ขนาดนี้ก็ดีแค่ไหนแล้ว!”
ฉู่โม่วถอนหายใจอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจที่จะเลิกคิดเรื่องนี้ไปก่อน
บี๊บ บี๊บ!
ในตอนนั้นเอง
กำไรของเขาก็ดังขึ้นมา และเมื่อเปิดดูก็พบว่าเป็นข้อความที่ถูกส่งมาจากราชันย์เทพยุทธ์ชิงชาง โดยมีเนื้อความว่า ให้เขาพาลูกศิษย์ของเขาทั้งสองคนไปกรอกข้อมูลลงทะเบียนให้ครบ
เห็นเช่นนั้น
ฉู่โม่วก็นับเวลา แล้วก็ตระหนักได้ว่าในอีกสามวันก็จะถึงวันที่การประลองฟ้าอหังการ์จะเริ่มต้นขึ้นแล้ว
รับรู้เช่นนั้นเขาก็รีบตอบกลับข้อความและเลิกฝึกฝนต่อในทันที
…
“อีกสามวันจะถึงวันประลองฟ้าอหังการ์กันแล้ว พวกนายกังวลกันหรือเปล่า?”
ภายในโถง
ฉู่โม่วหันมองหลี่โย่วเวยและหลี่เสวียนจีที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาก่อนจะถามด้วยรอยยิ้ม
“ไม่ครับ / ค่ะ!”
เด็ก ๆ ตอบพร้อมกัน
พวกเขาทั้งสองในตอนนี้ เปี่ยมไปด้วยพลังงานอันเหลือล้น เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าพวกเขาเตรียมตัวมาอย่างดี
เรื่องนี้สมควรที่จะกล่าวถึง
ไม่นานมานี้ ฝั่งพี่สาว หลี่โย่วเวยเพิ่งจะได้ขยับขึ้นเป็นจ้าวยุทธ์ระดับสูงสุด ซึ่งอีกไม่นานก็สามารถก้าวขึ้นเป็นราชันย์ยุทธ์ได้แล้ว
ในขณะที่หลี่เสวียนจีนั้นเพิ่งจะฝึกได้ไม่นานนัก ทว่าตอนนี้ ด้วยความเร็วในการฝึกฝนและการพัฒนาของความแข็งแกร่งที่รวดเร็ว ทำให้เขาเป็นจ้าวยุทธ์ระดับกลางที่ใกล้จะเป็นระดับสูงได้แล้วเพียงอีกก้าวเดียวเท่านั้น
ด้วยความแข็งแกร่งนี้
แม้จะห่างไกลจากการติดท็อปสิบของเหล่าผู้มีพรสวรรค์ที่มาเข้าร่วม แต่ก็ไม่น่าจะยากเกินไปหากพวกเขาจะสามารถติดอยู่ในสามสิบอันดับแรกได้ ถ้าโชคดีหน่อยก็อาจจะติดอยู่ในท็อปยี่สิบอันดับ
การประลองในครั้งนี้ แม้จะไม่อยากใส่ใจอันดับมากนัก แต่ถ้าได้อันดับดี ๆ มันก็ย่อมแสดงผลลัพธ์ออกมาได้ดีกว่า
ยังไงเสีย
คู่ต่อสู้ของพวกเขาก็เป็นถึงผู้มีพรสวรรค์ระดับท็อปจากทั่วทั้งดวงดาวสีฟ้าที่เป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์
คนเหล่านี้แต่ละคนล้วนเป็นผู้ปลุกพลังที่ฝึกฝนกันมากกว่าเจ็ดถึงแปดปีเป็นอย่างต่ำ มากหน่อยก็สิบปี หรือไม่ก็หลายสิบปี
ในขณะที่เด็ก ๆ ของเขาทั้งสองคนนี้ เพิ่งจะฝึกได้ปีสองปีเท่านั้น หากสามารถไต่เต้าถึงระดับท็อปได้ นั่นก็แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์จากการซุ่มสอนของเขาได้เป็นอย่างดี
คิดได้เช่นนั้น
ฉู่โม่วจึงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจและพูดต่อ “งั้นก็ไปกันเถอะ ฉันจะพาพวกเธอไปลงทะเบียนเข้างานเอง!”
…
วิหารราชันย์เทพยุทธ์
ฉู่โม่วนำหลี่โย่วเวยและหลี่เสวียนจี ลูกศิษย์ทั้งสองของเขาไปยังโถงหลักของที่นี่เพื่อพบกับราชันย์เทพยุทธ์ชิงชาง
“ข้าน้อยหลี่โย่วเวย / หลี่เสวียนจี มาพบท่านราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางแล้วค่ะ/ครับ!”
ทั้งสองก้มหัวทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียงกัน
“เงยหน้าขึ้นเถอะ ๆ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ฉันได้เจอหน้าพวกเธอ ถ้ายังไง รับสมบัติชิ้นนี้ที่ตัวฉันเองเคยใช้เมื่อสมัยเยาว์วัยไปเถอะนะ ทั้งสองคนเลย”
ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางพูดขึ้นพร้อมกับหยิบเอาสมบัติสองชิ้นของตนอย่างกระบี่และประคำหยกส่งให้
หลี่โย่วเวยและหลี่เสวียนจีไม่ได้รับในทันที แต่เลือกที่จะหันมองฉู่โม่วเชิงถามขออนุญาตก่อน
“ผู้ใหญ่ให้ของก็รับไว้เถอะ”
เขาพยักหน้ายินยอม
เห็นเช่นนั้น ทั้งสองก็แสดงสีหน้ายิ้มแย้มก่อนจะรับสมบัติทั้งสองชิ้นมา ในขณะเดียวกันก็กล่าวขอบคุณด้วยความเคารพ “ขอบพระคุณท่านราชันย์เทพยุทธ์ชิงชาง”
ราชันย์เทพยุทธ์สูงวัยลูบเคราตนเองและยิ้ม เขาเตรียมจะพูดอะไรบางอย่าง
แต่ก่อนที่จะได้พูด เขาก็สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างเสียก่อน อะไรบางอย่างที่ทำให้เขาต้องเพ่งมองไปยังหลี่เสวียนจีและหลี่โย่วเวย ในคราแรก แววตาของเขาตกตะลึง แต่ในวินาทีถัดมามันก็กลายเป็นเหลือเชื่อแทน
นัยน์ตาของราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางสั่นคลอนเล็กน้อย ในขณะที่สีหน้าก็ดูซีดเซียวลงไปราวกับได้เห็นภาพที่น่าเหลือเชื่อ
พักใหญ่ ๆ เขาถึงจะได้สติกลับมาอีกครั้ง
“ฉู่โม่ว…”
“ลูกศิษย์ทั้งสองของเธอ ช่างทำให้ฉันประหลาดใจจริง ๆ!”
เขาหันมองไปยังฉู่โม่ว พร้อมกับเปล่งถ้อยคำที่แสดงให้เห็นถึงความตกใจโดยที่ไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้
ได้ยินเช่นนั้น
ฉู่โม่วก็อดส่ายหน้าเบา ๆ แล้วยิ้มตอบไม่ได้ “กะไว้แล้วว่าผมคงต้องปิดบังคุณไม่ได้”
ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางเป็นคนยังไง?
เติบโตขึ้นมาในยุคหายนะ เป็นหนึ่งในผู้ที่มีพรสวรรค์เลิศล้ำที่สุดในยุคนั้น มีตัวตนมานานกว่าสองร้อยปี และเป็นถึงราชันย์เทพยุทธ์ระดับ 9 ดาวที่ยืนอยู่เหนือคนทั้งโลกและคอยเฝ้ามองการเกิดดับของปัญหาต่าง ๆ
ตลอดระยะเวลาสองร้อยปีมานี้ ไม่รู้ว่าเขาได้ผ่านตาผู้มีพรสวรรค์มากี่คนแล้ว และไม่รู้ด้วยว่าได้ผ่านเหตุการณ์ยิ่งใหญ่มามากมายขนาดไหน
ในสายตาของคนนอก ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางคนนี้คือผู้ที่เยือกเย็นประดุจปลายยอดเขา ไม่มีสิ่งใดมาทำให้จิตใจของคนคนนี้พะว้าพะวังได้
แต่ไม่ใช่กับชายที่อยู่ตรงหน้าเขานี้
ตั้งแต่แวบแรกที่เขาได้เห็นฉู่โม่ว ห้วงความคิดของเขาพลันสั่นสะท้านไปหมด แล้วยิ่งได้เห็นในสิ่งที่ฉู่โม่วกระทำ หลายต่อหลายครั้งเขาก็ตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก
ตอนนั้นเขาคิดว่าฉู่โม่วได้กลายเป็นสิ่งที่เหนือมนุษย์ไปแล้ว
ทว่าวันนี้…
เมื่อได้เห็นศิษย์ของฉู่โม่วทั้งสองคน เขาก็ยิ่งตกใจมากกว่าครั้งก่อน ๆ ขึ้นไปอีก
ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางเห็นได้ชัดเจนถึงพลังของเด็ก ๆ ทั้งสองคนนี้ ทั้งหลี่โย่วเวยและหลี่เสวียนจีที่มีอายุเพียงสิบเจ็ดและสิบหกปีเท่านั้น ทว่าพวกเขาทั้งคู่กลับแข็งแกร่งถึงขั้นจ้าวยุทธ์กันแล้ว!
อย่างที่ทราบกันดีว่าผู้ปลุกพลังไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม สามารถฝึกฝนได้ก็ต่อเมื่ออายุสิบห้าปีบริบูรณ์เท่านั้น
ซึ่งนั่นหมายถึง
ทั้งสองคนนี้ ใช้เวลาเพียงหนึ่งถึงสองปีในการฝึกฝนเท่านั้น ก็ได้เป็นถึงขั้นจ้าวยุทธ์แล้ว! หากจะบอกว่าเป็นปีศาจ ก็ยังต้องเป็นปีศาจที่ขยันฝึกฝนมาก ๆ! ทั้งสองคนนี้จะมีความสามารถที่น่ากลัวขนาดไหนกันนะ!
แม้แต่ช่วงยุคโกลาหล ยุคที่ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เหล่าวีรบุรุษและสตรีได้เปล่งประกายเฉิดฉาย ทั่วทั้งเผ่าพันธุ์มนุษย์ก็ยังไม่สามารถหาคนแบบนี้ได้เลย!
“ฉู่โม่ว…”
“เธอไปหาศิษย์ที่น่ากลัวขนาดนี้มาจากที่ไหนกัน?!”
ความประหลาดใจแบบสุด ๆ กระตุ้นให้ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางอดไม่ได้ที่จะคิดเช่นนี้
…
…