ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 355 ประมือกับจุดสูงสุดของขั้นราชันย์เทพยุทธ์ และสร้างตำหนักจิตวิญญาณสำเร็จ
- Home
- ระบบกลืนกินพรสวรรค์
- บทที่ 355 ประมือกับจุดสูงสุดของขั้นราชันย์เทพยุทธ์ และสร้างตำหนักจิตวิญญาณสำเร็จ
บทที่ 355 ประมือกับจุดสูงสุดของขั้นราชันย์เทพยุทธ์ และสร้างตำหนักจิตวิญญาณสำเร็จ
ตู้ม ! ! !
เสี้ยวลมหายใจนั้น พื้นที่โดยรอบทั้งหมดถูกเปลวเพลิงโหมกระหน่ำ
บรรยากาศโดยรอบถูกปกคลุมด้วยความร้อนแรงราวกับขุมนรก
จนทำให้เกิดเสียงแตกร้าวขึ้นในอากาศ
ทำให้อัศวินเกราะทองที่อ่อนแอบางคนถูกแผดเผากลายเป็นเถ้าถ่านทันที
หรือแม้แต่อัศวินเกราะทองระดับสูงบางคนก็ยังได้รับความเสียหายหนักเช่นกัน
เพียงชั่วพริบตา…
เหล่าอัศวินส่วนใหญ่หลายร้อยคนล้มตายลงจนหมด
เหลือเพียงไม่กี่สิบคนที่เป็นราชันย์เทพยุทธ์ระดับ 5 ดาวขึ้นไปเท่านั้น ที่ยังคงยืนหยัดอยู่
อย่างไรก็ตาม จะสังเกตได้ว่าร่างกายของพวกเขาค่อย ๆ ถูกหลอมละลายหรือบางคนที่ร่างกายเต็มไปด้วยอาการบาดเจ็บสาหัส
ชิ้ง!
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ได้เปรียบเช่นนี้
ฉู่โม่วไม่คิดรอช้า
เขาหมุนเวียนเลือดและอณูแห่งชีวิตในร่างกายให้พลุ่งพล่านอย่างบ้าคลั่ง พร้อมทั้งปลดปล่อยเจตจำนงแห่งกระบี่อันไร้ที่สิ้นสุดให้พวยพุ่งออกมา ราวกับคลื่นยักษ์ซัดเข้าฝั่ง ปราณกระบี่ที่สว่างไสวพลันถูกตวัดกวาดออกไปทันที
คลื่นกระบี่ตัดผ่านทุกสิ่งอย่างง่ายดาย
เหล่าอัศวินเกราะทองที่บาดเจ็บร่อแร่อยู่แล้ว ก็ถูกตัดเป็นสองท่อนทันที
เขาตวัดกระบี่ออกติดต่อกันหลายครั้ง
อัศวินเกราะทองขั้นราชันย์เทพยุทธ์ระดับ 5 ดาวก็พลันตกตายลงอย่างต่อเนื่อง
เป็นเวลาครู่หนึ่ง
จึงเหลืออัศวินเกราะทองไม่ถึงยี่สิบคนในพื้นที่ และทั้งหมดนั้นเป็นราชันย์เทพยุทธ์ระดับ 9 ดาวที่มีพลังมากพอจะต้านทานความร้อนแรงของเปลวเพลิงและคลื่นเจตจำนงแห่งกระบี่ที่ตัดผ่านไปได้
เมื่อเห็นฉากนี้
ดวงตาของฉู่โม่วจึงเปล่งทอประกาย และในขณะที่เขากำลังจะปิดฉากสังหารอัศวินเกราะทองทั้งหมด
ทันใดนั้น พลันปรากฏรัศมีที่น่าพรั่นพรึงออกมาจากส่วนลึกของโบสถ์
ราวกับท้องฟ้าทั้งหมดกำลังพังทลายลง ก่อนที่แรงกดดันอันมหาศาลไร้ขอบเขตของชายหนุ่มจะถูกสะท้อนกลับไปอย่างง่ายดาย
‘นี่มัน… ขั้นราชันเทพยุทธ์ระดับสูงสุด!’
สีหน้าของฉู่โม่วเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน
ทันใดนั้น เขาเห็นร่างหนึ่งพุ่งออกมาจากโบสถ์
แม้จะยังเป็นอัศวินเกราะทองเช่นเดิม แต่รัศมีที่ห่อหุ้มร่างกลับพวยพุ่งขึ้นดั่งหมอกควัน ทั่วร่างเปล่งแสงพร่างพรายราวกับดวงอาทิตย์
ทันทีที่ร่างนั้นปรากฏเด่นชัด ก็ทำให้บรรยากาศทั้งหมดต่างหยุดนิ่งทันที
แรงสะกดข่มที่แผ่ออกมา ทำให้ผู้คนหายใจอย่างยากลำบาก
“ใครก็ตามที่กล้าเข้ามารบกวนสถานที่แห่งนี้ จงตายซะ!”
อัศวินเกราะทองตะโกนด้วยเสียงทุ้มต่ำ ก่อนที่ร่างของเขาจะสว่างวาบ และพุ่งตรงไปหาฉู่โม่วทันที
เพียงชั่วพริบตา ร่างเดิมที่อยู่ส่วนลึกของโบสถ์เมื่อครู่ กลับมาปรากฏตรงหน้าชายหนุ่มอย่างไม่ทันตั้งตัว
ฉู่โม่วสัมผัสได้เพียงความพร่ามัวเลือนรางตรงหน้า ก่อนที่จะรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดบนร่างกาย
เมื่อตระหนักได้ถึงสถานการณ์ร้ายแรง เขาพลันเปิดใช้การเทเลพอร์ตทันที ก่อนที่จะทิ้งระยะห่างออกมา
ในเวลานี้…
ชายหนุ่มสังเกตได้ว่ามีบาดแผลขนาดใหญ่ลึกบนร่างกายของเขา และเลือดสีแดงไหลท่วมออกมาจำนวนมาก
‘รวดเร็วอะไรอย่างนี้!’
ฉู่โม่วตกใจ
ก่อนจะเปิดใช้พรสวรรค์ธาตุไม้อย่างรวดเร็ว และเพียงชั่วพริบตา บาดแผลทั้งหมดก็หายเป็นปลิดทิ้ง
ไม่ไกลออกไป
เมื่ออัศวินเกราะทองมองเห็นบาดแผลของฉู่โม่วที่หายดีอย่างรวดเร็ว จึงขมวดคิ้วขึ้น
เขาสัมผัสได้ว่าฟันร่างของชายหนุ่มลงไปลึกถึงกระดูก แต่ทำไมอาการบาดเจ็บที่ควรจะสาหัสเหล่านั้น กลับฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว?
แม้อัศวินเกราะทองจะรู้สึกงุนงง แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก กลับเพียงทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายไว้ นั่นคือสังหารผู้บุกรุกต่อไป!
คราวนี้ ฉู่โม่วไม่กล้าประมาทอีก
แต่ก่อนที่เขาจะได้คิดทำอะไรแม้กระทั่งเทเลพอร์ต
พลันมีกระบี่ยักษ์ฟาดลงมาถึงตัวแล้ว แต่โชคดีที่ร่างนั้นหลบเลี่ยงจุดสำคัญได้ทันตามสัญชาตญาณ
ไม่อย่างนั้น ภายใต้คมกระบี่นี้ ก็คงผ่าศีรษะเขาลงได้สำเร็จ
แต่ถึงอย่างนั้น
บาดแผลบนไหล่ของฉู่โม่วก็ยังคงถูกฟันอาการสาหัส และมีเลือดไหลออกมาจำนวนมาก
‘ฉันไม่ควรฝืนอยู่ต่อไปแล้ว!’
‘ไม่งั้นฉันอาจจบชีวิตลงภายใต้คมกระบี่นี้อย่างแน่นอน ถึงแม้จะมีพรสวรรค์ธาตุไม้ก็เถอะ’
‘ยังไงก็ไม่รอด!’
ฉู่โม่วมั่นใจ
ในเวลาต่อมา
เขารีบเทเลพอร์ตหลีกเลี่ยงการโจมตีปะทะของอัศวินเกราะทองอย่างต่อเนื่องทันที
แต่ในขณะเดียวกัน ก็เปิดใช้งานพรสวรรค์ห้วงเวลาและห้วงมิติพร้อมไปด้วย เช่นการหน่วงกาลเวลาหรือมิติคุมขัง เพื่อขัดขวางและชะลอความเร็วของอัศวินเกราะทอง
อย่างไรก็ตาม แม้เขาจะมีพรสวรรค์และวรยุทธ์ที่ทรงพลังมากมาย ทว่ามันก็ถูกกลบด้วยความต่างของพลัง กระทั่งฝืนรั้งอย่างขีดสุดเพื่อรับมือหรือหาช่องว่างโต้กลับก็ไม่อาจสร้างรอยขีดข่วนได้เลย
ช่างน่าเสียดาย
เพราะอัศวินเกราะทองผู้นี้เป็นถึงตัวตนที่เทียบได้กับขั้นราชันเทพยุทธ์ระดับสูงสุดแล้ว
ทำให้การใช้หน่วงกาลเวลาหรือมิติคุมขังแทบไร้ประโยชน์เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้แข็งแกร่งเช่นนี้ กระบวนท่าที่เขาภาคภูมิใจต่าง ๆ กลับถูกหนึ่งฝ่ามือบดขยี้ลงอย่างง่ายดาย
แม้จะมีพรสวรรค์และเคล็ดกระบวนท่ามากมายคอยช่วยเหลือฉู่โม่วให้สามารถต่อสู้กับอีกฝ่าย หรือหลบเลี่ยงจากสถานการณ์วิกฤตได้ จนบางครั้งเขาสามารถโจมตีสวนกลับอย่างเต็มกลืน แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นกลับไม่สมน้ำสมเนื้อ
เกราะป้องกันของอัศวินเกราะทองนั้นแข็งแกร่งมาก แม้จะใช้ออกด้วยเจตจำนงแห่งกระบี่ของฉู่โม่วก็ไม่สามารถตัดผ่านมันได้
‘ไม่ดีแล้ว!’
‘จะติดพันแบบนี้ต่อไปไม่ได้ ต้องถอยหนีก่อน!’
ฉู่โม่วพิจารณาทางหนีทีไล่
เขาไม่สามารถโจมตีสร้างความเสียหายแก่อัศวินเกราะทองได้
หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป เขาอาจแพ้ในเวลาอันสั้น
‘รีบหนี!’
ชายหนุ่มไม่กล้ารีรอต่อไป จึงรีบทิ้งระยะห่างระหว่างเขากับอัศวินเกราะทองด้วยการเทเลพอร์ต และเทเลพอร์ตอีกครั้งอย่างต่อเนื่อง จนหลุดออกจากโบสถ์ที่รายล้อมไปด้วยจารึกทันที!!
จนถึงขณะนี้ เขาก็ยังระแวดระวัง และเทเลพอร์ตหลายครั้งติดต่อกันจนกระทั่งมาถึงพื้นที่ห่างไกล ก่อนเขาจะหยุดลง
…
“เฮ้อ…”
ณ ในถ้ำที่หลบซ่อนชั่วคราว
ฉู่โม่วอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
อัศวินเกราะทองนั้นแข็งแกร่งมากจนแทบไม่มีจุดอ่อน เขาจึงไม่สามารถหาจุดที่จะโจมตีได้
เดิมที ชายหนุ่มคิดว่าด้วยพลังกายกับพรสวรรค์ที่มี แม้จะรู้อยู่แล้วว่าต้องพ่ายแพ้แก่ตัวตนที่เทียบเคียงขั้นราชันเทพยุทธ์ระดับสูงสุด แต่ก็ควรจะต้านทานรับการโจมตีได้บ้าง
แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไร้เดียงสาเกินไป!
แม้อัศวินเกราะทองที่อยู่ตรงหน้าเขาเมื่อครู่ จะไม่มีความรู้สึกนึกคิดเป็นของตัวเอง
ซึ่งอาศัยเพียงสัญชาตญาณล้วน ๆ กลับยังทำให้ชายหนุ่มแทบไร้หนทางต่อต้านถึงเพียงนี้
หากเป็นขั้นราชันเทพยุทธ์ระดับสูงสุดตัวเป็น ๆ เกรงว่าเขาคงอยู่รอดได้ไม่กี่ลมหายใจ และถูกสังหารตายทันที
“ฉันยังคิดตื้น ๆ และประเมินความแข็งแกร่งมันต่ำเกินไป!”
ฉู่โม่วส่ายหัวอย่างไม่พอใจ
ก่อนจะขมวดคิ้วครุ่นคิดอย่างกะทันหัน
โบสถ์ที่ได้รับการปกป้องจากอัศวินเกราะทองที่มีความแข็งแกร่งขั้นราชันเทพยุทธ์ระดับสูงสุด
ไม่ผิดแน่ ต้องมีสมบัติล้ำค่าอยู่ข้างใน
ชายหนุ่มไม่ต้องการยอมแพ้ง่าย ๆ และต้องรู้ให้ได้
แต่อัศวินเกราะทองผู้นี้ทรงพลังเกินไป เขาไม่อาจเทียบได้เลย
ตามการประเมินของฉู่โม่ว
สาเหตุสำคัญที่เขาไม่สามารถเอาชนะอัศวินเกราะทองได้ก็เพราะขาดความแข็งแกร่ง ด้วยช่องว่างที่แตกต่าง ซึ่งทำให้ยากที่จะฝ่าการป้องกันของอีกฝ่าย
แต่ตราบใดที่เขามีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น ทุกอย่างก็จะถูกแก้ไขได้อย่างง่ายดาย!
“ตอนนี้ฉันอยู่ในขั้นราชันย์ยุทธ์เท่านั้น และไม่อาจเพิ่มพลังกายระดับ 1 ล้านพลังมังกรได้ในเวลาอันสั้น
จึงเหลือเพียงหนทางเดียว คือก้าวเข้าสู่ขั้นราชันเทพยุทธ์ระดับสูงสุด ด้วยการทำลายขีดจำกัด 1 ล้านพลังมังกรเท่านั้น!”
“ไม่มีวิธีอื่นเลยที่จะได้รับพลังกายเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน มีเพียงหนทางนี้ทางเดียวเท่านั้น…”
ฉู่โม่วพึมพำ ครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้
ต้องหลอมตำหนักจิตวิญญาณให้สำเร็จ!
เดิมทีแล้ว ความแข็งแกร่งของร่างกายเขามีมากเทียบเท่า 1,500 มังกร และในช่วงเวลาต่อมา แม้จะไม่ได้เก็บตัวฝึกฝนอย่างจริงจัง แต่เขาก็ได้บ่มเพาะให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องช้า ๆ จนปัจจุบันมีพลังกาย 1,800 พลังมังกร
และหากสร้างตำหนักจิตวิญญาณสำเร็จ
เขาจะสามารถทำลายโซ่ตรวนที่ขีดจำกัด 1 ล้านพลังมังกรลงได้
ซึ่งภายใต้พลังที่ทวีคูณเพิ่มขึ้น 500 เท่า จะทำให้เขาสามารถไปถึง 1.8 พลังมังกรทันที!
เมื่อถึงตอนนั้น
แม้อัศวินเกราะทองผู้นี้จะเป็นขั้นราชันเทพยุทธ์ระดับสูงสุดซึ่งมีพลังมหาศาล
แต่จากการประเมินของฉู่โม่ว ความแข็งแกร่งที่เขาสัมผัสได้นั้นควรมีเพียงระดับ 2 ล้านพลังมังกรเท่านั้น ซึ่งช่องว่างระหว่างเขากับอัศวินตนนี้ถือว่าไม่ใหญ่จนเกินไป
มิฉะนั้น จากการประมือครั้งล่าสุด เขาคงถูกอีกฝ่ายฟันร่างแยกตายตกไปแล้ว
ถ้าฉู่โม่วสามารถไปถึง 1.8 พลังมังกรได้สำเร็จ ถึงแม้พลังจะต่ำกว่าของอัศวินเกราะทอง แต่ก็ควรเพียงพอที่จะโจมตีทะลวงผ่านเกราะป้องกันและสังหารอีกฝ่ายลงได้
แน่นอนว่า
มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหลอมตำหนักจิตวิญญาณให้สมบูรณ์
หากเป็นเมื่อก่อน ฉู่โม่วก็คงไม่มั่นใจ
แต่ในช่วงสิบสามปีที่เขาติดอยู่ในภาพมายาแห่งสำนักวิถีอากาศ
เขาได้เคยผ่านประสบการณ์หลอมตำหนักจิตวิญญาณมาแล้ว มิหนำซ้ำ ยังสามารถตัดผ่านเข้าสู่ขอบเขตขั้นราชันย์เทพยุทธ์ได้สำเร็จ
นับว่าครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง ในการหลอมตำหนักจิตวิญญาณ
มันทำให้เขาสามารถลดความผิดพลาดบนเส้นทางที่ไม่จำเป็นได้มากมาย
เวลาในการหลอมสร้างจะลดลงอย่างมาก
“ถ้าอย่างนั้นก็เริ่มเลยแล้วกัน…”
“ตั้งสมาธิฝึกฝนและพยายามสร้างตำหนักจิตวิญญาณให้เร็วที่สุด!”
ฉู่โม่วตัดสินใจเสร็จสรรพ
และทำทุกอย่างที่ใจคิด
ในขณะนี้ ฉู่โม่วนั่งนิ่งและเริ่มบ่มเพาะหลอมสร้างตำหนักจิตวิญญาณภายในใจ
ตำหนักจิตวิญญาณของเขามีโครงร่างแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้คือการเติมเต็มอย่างต่อเนื่องด้วยสัมผัสสวรรค์ และท้ายที่สุดก็หลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์และกลายเป็นจริง
พรึ่บ!
สติสัมปชัญญะถูกสั่นสะเทือนอยู่ตลอดเวลา
เงาโครงร่างของตำหนักจิตวิญญาณในใจเริ่มเปล่งแสงแวววาว เจตจำนงมากมายถูกโคจรหมุนวน ทำให้เกิดบรรยากาศลึกลับเลือนราง
ภายใต้สภาวะดังกล่าว ตำหนักจิตวิญญาณนี้จึงค่อย ๆ แข็งแกร่งขึ้น
10%!
15%!
20%!
25%!
ผ่านไปเพียงหนึ่งวัน ตำหนักจิตวิญญาณได้หลอมสำเร็จไปแล้วถึง 30%!
วันที่สอง 50%!
วันที่สาม 60%!
ยิ่งใกล้เสร็จสมบูรณ์ ยิ่งต้องระมัดระวัง
วันที่สิบ
ฉู่โม่วสามารถสร้างตำหนักจิตวิญญาณสำเร็จไปแล้วถึง 90%!
ผ่านไปอีกห้าวัน
ในที่สุด ฉู่โม่วก็สร้างตำหนักจิตวิญญาณจนถึงระดับสุดท้าย 100%!
“สร้างตำหนักจิตวิญญาณสำเร็จแล้ว!”
พร้อมกับเสียงตะโกนที่ดังขึ้น
สัมผัสสวรรค์อันแข็งแกร่งพุ่งเข้าไปในตำหนักจิตวิญญาณ ทันใดนั้นประกายแสงสีทองก็พุ่งออกมาจากส่วนลึกของสมองเขา ส่องแสงเจิดจรัสไปยังตำหนักจิตวิญญาณ
ฉับพลันนั้น
ตำหนักจิตวิญญาณซึ่งยังคงว่างเปล่าอยู่เมื่อครู่ จู่ ๆ ก็หยุดนิ่ง
และวินาทีต่อมามันก็สว่างไสวขึ้น จนในที่สุด มันก็ปรากฏเป็น ตำหนักที่สมบูรณ์ไร้ที่ติและประทับอยู่ในความคิดของเขา
ในเวลาเดียวกัน
ร่างกายของชายหนุ่มพลันถูกปกคลุมไปด้วยพลังอณูแห่งชีวิตมหาศาล ก่อนที่จะหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายตามจุดตันเถียนและทวารทั้งเจ็ด ทำให้ร่างกายของเขาค่อย ๆ เย็นลงและบ่มเพาะร่างกายซ้ำอีกครั้ง
ผิวหนังถูกผลัดใหม่ ทุกตารางนิ้วบนร่างสั่นสะท้าน และสิ่งสกปรกสีดำเข้มบางส่วนถูกขับออกมา
ของเสียเหล่านี้คือสิ่งที่เจือปนอยู่ลึกเข้าไปในยีนและเซลล์
เดิมทีร่างกายของฉู่โม่วได้รับการชำระผลัดใหม่โดยตำราแห่งการเปลี่ยนแปลงมาหลายครั้ง จนสะอาดและไร้ที่ติอยู่แล้ว
ซึ่งคราวนี้ ได้มีสิ่งสกปรกที่ถูกขับออกจากส่วนลึกของร่างกายของเขาอีกครั้ง ทำให้ร่างกายถูกพัฒนาขึ้นอย่างกะทันหัน
ทว่า
ณ ขณะนี้
ฉู่โม่วกลับรู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงของร่างกายทำให้เขาอ่อนแอลง
และเมื่อสังเกตอย่างละเอียด จึงพบว่าภายในได้ดูดซับพลังทั้งหมดบริเวณรอบตัวจนเกลี้ยง
ฉู่โม่วจึงรีบเอาขวดเลือดสัตว์อสูรทั้งหมดออกมา และกรอกลงท้องหมดในคราวเดียว
เขากลืนมันเหมือนปลาวาฬกลืนน้ำทะเล
อย่างไรก็ตาม ปริมาณพลังจากแก่นเลือดที่ร่างกายต้องการยังคงไม่เพียงพอ
เขาอับจนหนทาง
จึงต้องกล้ำกลืนหยิบสมบัติแห่งสวรรค์และโลกจากมิติพกพา แล้วดึงเอาเพียงพลังชีวิตที่มีอยู่ในนั้นออกมา ก่อนจะกลืนลงไปอีกครั้ง
ฉู่โม่วดูดซับพลังชีวิตจากสมบัติแห่งสวรรค์และโลกไปมากมาย จึงสามารถเติมเต็มอย่างสมบูรณ์ได้ในที่สุด
นับว่าเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่
เขาแทบสิ้นเนื้อประดาตัว
แค่เพียงแก่นเลือดสัตว์อสูรที่ดื่มเข้าไป อีกทั้งสมบัติแห่งสวรรค์และโลก มูลค่ารวมก็สูงถึงเกือบ 10 ล้านล้านหินปฐมกาลแล้ว
เรียกได้ว่าขาดทุนยับ!
แต่…
ผลลัพธ์ที่ได้ก็สมบูรณ์ไร้ที่ติเช่นกัน!