ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 357 ลูกแก้วหยกเคลื่อนย้ายมิติ และดินแดนที่ถูกพระเจ้าทอดทิ้ง
- Home
- ระบบกลืนกินพรสวรรค์
- บทที่ 357 ลูกแก้วหยกเคลื่อนย้ายมิติ และดินแดนที่ถูกพระเจ้าทอดทิ้ง
บทที่ 357 ลูกแก้วหยกเคลื่อนย้ายมิติ และดินแดนที่ถูกพระเจ้าทอดทิ้ง
“นี่มัน…”
ฉู่โม่วก้าวไปข้างหน้าและสังเกตอย่างระมัดระวัง
เขาพบว่ามันดูเหมือนลูกแก้วหยกขนาดเท่ากำปั้นผู้ใหญ่ มีสีแดงชาดทอประกายแวววาว
โดยมีลำแสงที่เชื่อมระหว่างสวรรค์และโลกเปล่งออกมา
นอกจากนั้น
ชายหนุ่มยังสัมผัสถึงความผันผวนของมิติที่แผ่ออกมาจาง ๆ จากลูกแก้วหยกนี้ได้
ความผันผวนนี้คล้ายกับจารึกเวทเคลื่อนย้ายมิติที่ฉู่โม่วเคยใช้มาก่อน
แต่เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว จารึกเวทเคลื่อนย้ายมิติที่มีอยู่ในลูกแก้วหยกนั้นซับซ้อนและทรงพลังมากกว่า
จนถึงขนาดที่ว่าฉู่โม่วใช้พรสวรรค์พลังเนตรสังเกตอย่างละเอียดก็ยังไม่สามารถบอกถึงความแตกต่างได้
เขาเห็นเพียงร่องรอยเส้นทางเล็ก ๆ ซึ่งถักทอพันกันอย่างยุ่งเหยิง ดูเหมือนจะขัดแย้งกัน แต่กลับกลมกลืนทำงานร่วมกันได้อย่างน่าพิศวง
ยิ่งไปกว่านั้น
จารึกที่ซับซ้อนเหล่านี้ยังมีกลิ่นอายที่ลึกซึ้งมาก ฉู่โม่วสังเกตผ่านพรสวรรค์พลังเนตรไปสักพัก ทันใดนั้นก็รู้สึกพร่าเลือนขึ้นในหัวของเขา ก่อนจะรู้สึกคลื่นไส้เวียนศีรษะขึ้นมา
เขาจึงรีบหยุดใช้พรสวรรค์พลังเนตรทันที และเบนสายตาหันไปทางอื่น อาการจึงเริ่มทุเลาลง
เพียงเท่านั้น
ในใจของฉู่โม่วก็เริ่มปั่นป่วนขึ้นมาอย่างหาสาเหตุไม่ได้
เขาเคยศึกษาจารึกเวทเคลื่อนย้ายมิติมาบ้าง
เมื่อตอนที่อยู่ในเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ ชายหนุ่มก็เคยปลดระเบิดจารึกเวท และได้ศึกษากระบวนการทำงานของจารึกเคลื่อนย้ายมิติมา
จารึกเวทเคลื่อนย้ายมิติทั้งสองนี้มีความคล้ายคลึงกัน คือเพื่อเดินทางข้ามจากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่ง ซึ่งถือว่ามีความยากซับซ้อนไม่น้อย
ฉู่โม่วเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ที่เหล่าผู้ปลุกพลังของเผ่าพันธุ์มนุษย์จะไม่เคยพบเจอกับจารึกเวทเคลื่อนย้ายมิติ
จนถึงตอนนี้
แม้แต่ฐานใหญ่ทั้งสิบอันดับแรกก็ยังหาผู้เชี่ยวชาญในด้านจารึกเวทเคลื่อนย้ายมิติได้ยาก มันจึงแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและยากลำบากในการศึกษาวิจัย จารึกเวทเคลื่อนย้ายมิติข้ามพรมแดน
แต่ถึงอย่างนั้น
สำหรับฉู่โม่ว ความยากซับซ้อนนี้ยังคงอยู่ในขอบเขตที่เขาสามารถศึกษาเข้าใจได้
แต่ในตอนนี้ จารึกเวทเคลื่อนย้ายมิติที่ถูกฝังอยู่ในลูกแก้วหยกนี้ ทำให้เขาไม่สามารถทนศึกษามันต่อไปได้
เพราะเพียงแค่จ้องมองมัน ก็ทำเอาฉู่โม่วควบคุมตัวเองแทบไม่ได้
และหากจารึกเวทเคลื่อนย้ายมิตินี้ถูกเปิดใช้งาน
มันอาจจะส่งตัวเขาไปยังมิติแห่งไหนก็ไม่ทราบได้?
เมื่อความคิดนี้ผลุบขึ้นมา
ฉู่โม่วจึงอดไม่ได้ที่จะอ้าปากค้างอย่างตกใจ
แม้มันจะทำเขามือไม้สั่น
แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้ปล่อยลูกแก้วหยกนี้ทิ้งไป แต่ลุกขึ้นตรวจสอบบริเวณโดยรอบอย่างถี่ถ้วน
เพียงไม่นาน
เขาค้นพบว่าใต้แท่นสูงที่บรรจุลูกแก้วหยกแดงนั้น แท้จริงแล้วมีห้องลับอยู่
แต่ด้วยพรสวรรค์ด้านห้วงมิติ ฉู่โม่วจึงปลดผนึกห้องลับโดยไม่ต้องใช้ความพยายามใด ๆ และเดินเข้าไปโดยตรง
เขากวาดสายตาสังเกต
พบว่าในห้องลับนี้มีชั้นเรียงเป็นแถว และมีตำรามากมายบนชั้น
ตำราเหล่านี้ส่วนใหญ่เก่าแก่และเปราะบางมากภายใต้การสึกกร่อนของกาลเวลา
พวกมันสามารถแตกเป็นเสี่ยง ๆ เมื่อโดนสัมผัสเพียงเล็กน้อย
แต่ยังมีตำราบางเล่มที่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี
หลังจากฉู่โม่วไล่ดูไปเรื่อย ๆ จึงพบว่ามีตำราเหลืออยู่ทั้งหมดหกเล่ม
หลังจากเปิดดู
ก็ปรากฏแต่ตัวอักษรที่ฉู่โม่วไม่สามารถเข้าใจได้ แต่โชคดีที่พลังจิตวิญญาณของผู้เขียนยังคงสถิตอยู่ในตำราเหล่านี้
ฉู่โม่วแปลความหมายของอักขระเหล่านี้ผ่านจิตวิญญาณ
ดังนั้น
แม้เขาจะไม่เข้าใจคำศัพท์ แต่ก็สามารถเข้าใจความหมายที่แสดงในคำนั้นได้
ตำราทั้งหกเล่มนี้ไม่ใช่วรยุทธ์หรือเคล็ดกระบวนท่าใด ๆ
ทั้งสี่เล่มเป็นบันทึกประสบการณ์การเดินทาง ส่วนที่เหลือเป็นบันทึกวัฒนธรรมและประเพณีของสถานที่แห่งนี้
หากเป็นช่วงเวลาอื่น บันทึกเหล่านี้อาจมีความหมายบางอย่างกับฉู่โม่ว แต่ภายใต้โลกยุคปัจจุบัน จึงเหลือเพียงโบสถ์ร้างหลายแห่งที่อยู่ภายใต้การดูแลของอัศวินเกราะทองเหล่านี้ ส่วนสถานที่อื่น ๆ ได้เลือนหายไปทั้งหมดแล้ว
ดังนั้นบันทึกการเดินทางเหล่านี้จึงไร้ประโยชน์
แต่ฉู่โม่วยังคงอ่านอย่างละเอียด
จากบันทึกที่เป็นลายลักษณ์อักษรเหล่านี้ ชายหนุ่มค้นพบว่าเมื่อนานมาแล้ว สถานที่แห่งนี้เคยมีอารยธรรมที่รุ่งเรือง… เทียบได้กับยุคกลางทางตะวันตก
มีสัตว์อสูรและเวทมนตร์อยู่ร่วมกัน มีแม้กระทั่งตระกูลสืบทอดสายโลหิตของพระเจ้าที่มาอาศัยอยู่บนโลก
พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือเป็นโลกแห่งศาสตราและเวทมนตร์
สำหรับบันทึกอีกสองเล่มที่เหลือ เล่มหนึ่งเป็นบันทึกเรื่องราวของที่นี่
ในยุคสมัยหนึ่ง ที่แห่งนี้ถูกจัดให้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ไว้สำหรับบ่มเพาะพลังของพระเจ้าทั้งหลาย
ห้องโถงด้านนอกเป็นโบสถ์ของพระเจ้า
ทุก ๆ ปีจะมีผู้ศรัทธาจำนวนมากมาบูชาและขอพรจากพระเจ้า
สำหรับห้องโถงที่ฉู่โม่วยืนอยู่ในขณะนี้ เรียกว่า ‘เส้นทางสู่ดินแดนแห่งพระเจ้า’
ในบันทึกเล่าไว้ว่า ตราบใดที่ผู้ศรัทธามีความเลื่อมใสศรัทธาอย่างแท้จริงต่อพระเจ้า พวกเขาก็จะได้รับการยอมรับจากเหล่าทวยเทพ และถูกคัดเลือกให้เข้าสู่ดินแดนแห่งพระเจ้าโดยผ่านทางห้องโถงแห่งนี้
นับจากนั้นไป บ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขาก็จะได้รับการดูแลให้สงบสุขตลอดนิรันดร์กาล
เมื่อเห็นประโยคนี้ ฉู่โม่วก็อดไม่ได้ที่จะเม้มริมฝีปาก และรู้สึกไม่พอใจขึ้นมา
ผู้ปลุกพลังสามารถดูดซับอณูแห่งชีวิตและพยายามก้าวข้ามตัวเอง
และทุกครั้งที่ทำสำเร็จ พลังของพวกเขาจะเพิ่มระดับ พร้อมทั้งอายุขัยเช่นกัน
อย่างเช่นราชันย์ยุทธ์หรือราชันย์เทพยุทธ์ พวกเขามีอายุขัยยาวนานเป็นพัน ๆ ปี
บางทีสำหรับคนธรรมดา แค่พันปีนั้นก็ถือว่าเป็นอมตะแล้ว แต่แท้จริงนั้นมันยังห่างไกลจากการเป็นอมตะอยู่มากโข
สิ่งที่เรียกว่าพระเจ้าเหล่านี้ ในสายตาของฉู่โม่ว ก็เป็นเพียงแค่ผู้ปลุกพลังที่มีพรสวรรค์ควบคุมธาตุต่าง ๆ เช่น สายฟ้า ไฟ ลม และพลังอื่น ๆ ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้นเลย
เมื่ออ่านบันทึกไปเรื่อย ๆ ความคิดของเขาก็ยิ่งได้รับการยืนยันที่ชัดเจน
“เหล่าเด็ก ๆ ที่ถูกเลือก พวกเขาต่างก็มีพรสวรรค์อันไร้ขีดจำกัดหรือมีบางอย่างในตัวที่ต้องตา สิ่งเหล่านี้มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่มองออก”
“เมื่อมีเด็กที่มากพรสวรรค์ปรากฏตัว ก็จะมีทูตสวรรค์ที่ส่งเพื่อมารับเขาเข้าสู่อาณาจักรของพระเจ้า ซึ่งพวกเขามักจะกลับมาถิ่นกำเนิดในอีกหลายทศวรรษต่อมาด้วยสถานะผู้รับใช้ของพระเจ้า พร้อมกับพลังพิเศษและอายุขัยที่ไม่มีที่สิ้นสุด…”
“สำหรับบางคนที่พรสวรรค์ไม่โดดเด่นมาก หรือไม่ถูกยอมรับเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า พวกเขาก็ถูกกัดกร่อนโดยด้านมืด จนเติบโตกลายเป็นพระเจ้าชั่วร้ายในโลกแห่งนี้ และแพร่กระจายภัยพิบัติหรือสร้างความเดือดร้อน แต่สุดท้ายแล้ว พวกเขาก็จะถูกเพ่งเล็งโดยเหล่าทวยเทพ หากปรากฏตัวขึ้นเมื่อใดก็จะถูกเหล่าอัศวินเกราะทองกำจัดทันที!”
“บางทีการที่เทพผู้ชั่วร้ายปรากฏตัวขึ้นหลายต่อหลายครั้ง ก็ทำให้เหล่าทวยเทพผิดหวัง จนพวกเขาไม่ชอบสถานที่นี้อีกต่อไป จึงเพิกเฉยละทิ้งไม่นำพาปาฏิหาริย์มาเกิดในสถานที่แห่งนี้อีกเลย”
“ผู้คนที่โกรธแค้นต่างเทความโกรธทั้งหมดไปลงกับเทพผู้ชั่วร้าย ทุกครั้งที่ปรากฏตัว ก็จะถูกจับมัดกับเสาแล้วเผาจนตาย… โดยผู้คนหวังว่าจะใช้สิ่งนี้เพื่อขอรับการให้อภัยโทษจากพระเจ้า”
“แต่ความรักและการเหลียวแลของเหล่าทวยเทพ ไม่เคยปรากฏอีกเลยบนดินแดนนี้ ทำให้สถานที่แห่งนี้จึงกลายเป็นสถานที่ที่ถูกพระเจ้าทอดทิ้งไปโดยปริยาย”
นี่คือประโยคที่พลังจิตวิญญาณหลงเหลือทิ้งไว้
ในมุมมองของฉู่โม่ว เห็นได้ชัดว่านี่เป็นการบันทึกโดยผู้ปลุกพลังรุ่นเยาว์ที่มีพรสวรรค์ในดินแดนแห่งนี้ และมันชัดเจนมาก ๆ
“ชัดเจนว่าที่นี่มันเหมือนนิกายมากกว่าดินแดนแห่งพระเจ้า!”
“แต่พวกเขาไม่ได้เผยแพร่ความรู้เคล็ดการบ่มเพาะเหมือนที่พวกเขาทำบนโลกมนุษย์ ซึ่งคนที่นี่เรียกมันว่าพลังของพระเจ้า” หากใครสามารถปลุกพรสวรรค์ขึ้นมาได้ ก็จะถูกรับเลือกโดยเหล่าทวยเทพที่ถูกส่งมาและเข้าสู่นิกายในท้ายที่สุด”
“สำหรับ ‘เทพผู้ชั่วร้าย’ ก็คงเป็นพวกที่ไม่ได้รับการยอมรับจากนิกายนี้ แล้วไปเข้าร่วมนิกายอื่นเพื่อบ่มเพาะด้วยตัวเอง จนกลายเป็นเพียงผู้ปลุกพลังอ่อนแอคนหนึ่ง”
“สำหรับประโยคที่ว่า ไม่มีปาฏิหาริย์ปรากฏขึ้นอีก ก็ขออนุมานว่าคงมีบางอย่างเกิดขึ้นกับนิกายพวกนั้น พวกเขาจึงอพยพออกจากที่นี่ไป”