ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 668 เฉินซีเวยชนะอันดับที่ 1 และเผ่าสิงห์ดำคลั่งโจมตี!
บทที่ 668 เฉินซีเวยชนะอันดับที่ 1 และเผ่าสิงห์ดำคลั่งโจมตี!
หลังจากที่คำนวณพละกำลังแล้ว ฉู่โม่วก็เข้าใจได้ในทันทีว่าตอนนี้เขาเทียบได้กับมหาเทวะยุทธ์ระดับสูงสุดแล้ว
และเมื่อพละกำลังของเขาเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่นนี้ แม้แต่มหาเทวะยุทธ์ระดับสูงสุดทั่วไปก็คงทำอะไรเขาไม่ได้ทั้งนั้น มีเพียงมหาเทวะยุทธ์ระดับสูงสุดที่อาวุโสและเป็นตัวตนระดับเทพเจ้าเท่านั้นที่จะต่อสู้กับเขาได้
มันทำให้เขามั่นใจได้มากยิ่งขึ้น
ตราบใดที่เขาไม่เผชิญหน้ากับอัจฉริยะไร้เทียมทาน ฉู่โม่วก็มั่นใจว่าด้วยระฆังจักรพรรดิบูรพา เขาไม่มีทางพ่ายแพ้อย่างแน่นอน
“ถ้ามีเวลาอีกสองปีก่อนจะถึงการประลองเทพเจ้า นอกจากเวลาสามเดือนที่ใช้เดินทางแล้วก็ยังมีเวลาอีกหนึ่งปีเก้าเดือน พอให้ฉันฝึกฝนพละกำลังได้พอดี!”
“อีกอย่าง ฉันจะได้ฝึกวิชาสวรรค์อมตะกับสมบัติที่ได้มาจากประตูสวรรค์ด้วย!”
ฉู่โม่วตัดสินใจกับตัวเอง
ตอนที่เคาะประตูสวรรค์แห่งการพิพากษา เขาได้รับการชำระล้างโดยแสงสวรรค์มากกว่าพันครั้ง เขาจึงสร้างและเปลี่ยนกระดูกสันหลังของตัวเองเป็นสุดยอดกระดูดกระบี่ ทั้งยังทำให้ฉู่โม่วได้รับกระบวนท่าติดตัวของสมบัติอีกด้วย
กระบวนท่าจากสมบัติเช่นนี้เรียกว่า กระบวนท่ายอดกระบี่!
กระบวนท่ายอดกระบี่นั้นแตกต่างไปจากพลังเหนือธรรมชาติและกระบวนท่าลับอื่น ๆ รวมไปถึงวิชาและกระบวนท่าต่าง ๆ อีกด้วย มันไม่มีระดับเป็นของตัวเอง แต่มันก็ละเอียดอ่อนและทรงพลังยิ่งกว่ากระบวนท่าไหน ๆ ที่ฉู่โม่วเคยฝึกฝนมาก่อน
และเพราะกระบวนท่ายอดกระบี่เป็นสมบัติ พลังและตัวตนของมันจึงเกิดขึ้นมาจากใจของตัวผู้ปลุกพลังเอง และจะพัฒนาขึ้นไปตามพละกำลังของผู้ปลุกพลังด้วย
นั่นหมายความว่า กระบวนท่ายอดกระบี่นี้แทบจะเป็นวิชาที่ติดตามฉู่โม่วไปได้ตลอดชีวิต!
ดังนั้น กระบวนท่าสมบัติเช่นนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างถึงที่สุดและส่งผลต่อพื้นฐานพลังในอนาคต ในสถานการณ์เช่นนี้ เขาก็ได้แต่ฝึกฝนอย่างหนักและพยายามศึกษามันให้ถี่ถ้วน
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ชายหนุ่มยังสังเกตพบว่าสุดยอดกระดูกกระบี่ในร่างกายและกระบวนท่ายอดกระบี่ที่ได้มานั้นยังไม่เติบโตเต็มที่ หากเขาศึกษาให้ดี มันก็อาจเปลี่ยนแปลงไปได้อีกในอนาคต
แน่นอนว่า …มันไม่ใช่สิ่งที่จะทำสำเร็จได้ในเวลาอันสั้น เขาจึงมองมันเป็นได้แค่เป้าหมายระยะยาวเท่านั้น
“เริ่มฝึกฝนดีกว่า!”
หลังจากที่สูดหายใจลึก ฉู่โม่วก็หลับตาลงและแยกตัวออกไป
ครืน!
ด้วยการทำงานของกระบวนท่าต่าง ๆ ร่างกายของฉู่โม่วพลันเรืองแสงสว่างจ้าไปทั่วทั้งห้องเงียบสงบ พลังแห่งกฎเกณฑ์นับไม่ถ้วนพรั่งพรูออกมา เสียงสวรรค์ดังกึกก้องไปโดยรอบ และรัศมีอันลึกลับแพร่กระจายออกมา ฉู่โม่วจมดิ่งลงไปในพลังแห่งกฎเกณฑ์นี้และไม่อาจคลายออกไป
…
ขณะที่ฉู่โม่วแยกตัวอยู่นั้น ข่าวเรื่องที่เขาก้าวเข้าสู่ขั้นเทวะยุทธ์ในตำหนักบรรพชนก็แพร่กระจายไปทั่วทั้งดาวเคราะห์โบราณริ้วครามอย่างแน่นอน มันกระทั่งแพร่กระจายไปทั่วทั้งทางช้างเผือกและกระทั่งอาณาเขตของทุกเผ่าพันธุ์อย่างรวดเร็ว
บุปผาสามดอกรวมตัวกันบนศีรษะ และห้าอวัยวะภายในหวนคืนสู่จุดกำเนิด!
จุดเพลิงเทวะบรรพกาล!
ใช้พลังกายทำลายสายฟ้าหายนะประหนึ่งผู้ไร้เทียมทาน!
พรสวรรค์ของชายหนุ่มบนจุดสูงสุด!
…
สิ่งมากมายเหล่านี้ทำให้ผู้ปลุกพลังนับไม่ถ้วนต้องตกตะลึงและเกิดความโกลาหลขึ้นในทันที
ผู้ปลุกพลังวัยหนุ่มสาวมากมายยกให้ฉู่โม่วเป็นแบบอย่างและกระทั่งเชื่อถือในตัวเขา คนเหล่านั้นเรียกเขาว่าฉู่โม่วและกระทั่งเดินทางไปที่ดาวเคราะห์สีเงินครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อพยายามเข้าไปเยี่ยมเยียนที่บ้านของฉู่โม่ว
โชคยังดีที่เทวะยุทธ์อวิ่นซาน เจ้าเมืองวสันตฤดูตอบโต้ได้อย่างทันท่วงที โดยทำให้เขตอาศัยอยู่ของฉู่โม่วกลายเป็นเขตหวงห้ามและไม่มีผู้ใดเข้าไปใกล้ได้ นั่นทำให้หลี่โย่วเวยและน้องชายที่อาศัยอยู่ข้างในไม่ได้รับการรบกวนไปด้วย
ส่วนเหล่าผู้ปลุกพลังที่เดินทางมายังดาวเคราะห์สีเงิน แม้ว่าพวกเขาจะมองไม่เห็นแม้แต่คฤหาสน์ที่ฉู่โม่วอาศัยอยู่และต้องผิดหวังกลับไป แต่พวกเขาเองก็รู้ขอบเขต หลังจากที่รอได้ไม่กี่วัน พวกเขาก็จากไป
เมื่อเวลาผ่านไป เรื่องราวของฉู่โม่วก็ค่อย ๆ สงบลง แล้วความสนใจของทุกคนก็ไปตกอยู่ที่เรื่องอื่นแทน นั่นก็คือการประลองของกลุ่มดาวกันย์ที่กำลังจะเกิดขึ้น เผ่าพันธุ์มนุษย์จะจัดตั้งการประลองเพื่อคัดเลือกเทพเจ้าวัยหนุ่มสาวยี่สิบคน และเดินทางไปยังใจกลางของกลุ่มดาวกันย์เพื่อเข้าร่วมการประลองเทพเจ้า!
มันคือการประลองที่จัดขึ้นเพียงแค่หนึ่งครั้งในทุก ๆ หมื่นปีสำหรับเผ่าพันธุ์มนุษย์!
เผ่าพันธุ์มนุษย์เริ่มเข้าร่วมการประลองเมื่อห้าแสนปีก่อน มันจึงดึงดูดความสนใจของผู้คนเข้ามามากมาย ดังนั้นเมื่อการประลองเทพเจ้าเกิดขึ้นในคราวนี้ ผู้ปลุกพลังมากมายจึงเริ่มหันมาสนใจในทันที
และในขณะเดียวกัน
ในอาณาเขตของเผ่าพันธุ์มนุษย์ มีผู้แข็งแกร่งวัยหนุ่มสาวมากมายที่มีชื่อเสียได้มาลงชื่อเข้าร่วม นอกจากนี้ยังมีผู้แข็งแกร่งที่ปลีกวิเวกออกไปจากโลกเดินทางกลับมาเข้าร่วม ด้วยความหวังว่าจะได้เป็นหนึ่งในผู้ปลุกพลังยี่สิบคนที่จะได้เดินทางไปยังกลุ่มดาวกันย์และเข้าร่วมการประลองเพื่อเผ่าพันธุ์มนุษย์
นอกจากนี้
ผู้ปลุกพลังมากมายยังให้ความสนใจการจัดอันดับการประลองเทพเจ้าอีกด้วย พวกเขากระทั่งถกเถียงกันว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์จะได้อันดับใดในการประลองเทพเจ้าที่กลุ่มดาวกันย์ในคราวนี้
ในอดีต พวกเขาเข้าร่วมการประลองมากกว่าสี่สิบครั้ง แต่นอกจากครั้งเดียวที่ติดสิบอันดับแรกแล้ว เผ่าพันธุ์มนุษย์ไม่เคยมีอะไรน่าสนใจอีก ทำให้ผู้ปลุกพลังเผ่ามนุษย์มากมายอดรู้สึกเสียดายไม่ได้
หากเปรียบเทียบกับครั้งที่ผ่าน ๆ มาแล้ว ครั้งนี้ เทพเจ้าจากเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้พัฒนาขึ้นทั้งเชิงจำนวนและคุณภาพ
เฟยเหลียนเป็นผู้มีชื่อเสียงมาเป็นเวลานาน เขาคือผู้แข็งแกร่งอันดับหนึ่งของเผ่าพันธุ์มนุษย์มาก่อน แม้ว่าตอนนี้มันจะกลายเป็นตำแหน่งของฉู่โม่ว แต่เขาก็ยังคงเป็นผู้แข็งแกร่งที่อยู่ในขั้นเทวะยุทธ์และมีพละกำลังที่ไม่ธรรมดา
นอกจากนี้
เฉินซีเวยผู้โด่งดังเมื่อไม่นานมานี้ก็ได้รับความสนใจจากทุกคนด้วยเช่นกัน
แม้ว่าจะไม่มีผลงานอะไรมากมาย แต่เธอก็ได้รับแสงสวรรค์มากกว่าสองร้อยครั้งจากประตูสวรรค์แห่งการพิพากษา ข่าวนี้แพร่กระจายไปทั่วทั้งเผ่าพันธุ์มนุษย์และเป็นที่รู้จักของผู้คนนับไม่ถ้วน นอกจากนี้ เธอยังเป็นคู่ครองของฉู่โม่วและถูกพูดถึงโดยผู้คนมากมาย พวกเขาจึงคาดหวังในตัวเธอไม่น้อยทีเดียว
แต่เพราะเพิ่งจะมีชื่อเสียงได้ไม่นาน ผู้คนมากมายจึงคิดว่าเธอมีพละกำลังที่อ่อนแอกว่าเฟยเหลียนและอู๋หยา ทำให้อันดับของเธอคงจะไม่ติดสิบอันดับแรก
แต่
ผู้คนมากมายไม่คิดเช่นนั้น
ในการประลองคัดเลือกเทพเจ้าที่ค่อยเป็นค่อยไป เฉินซีเวยชนะไปตลอดการประลอง เธอเอาชนะอู๋หยา เฟิงหั่ว และคนอื่น ๆ จนท้ายที่สุด แม้กระทั่งเฟยเหลียนก็ต้องพ่ายแพ้ ทำให้เธอกลายเป็นผู้ชนะอันดับหนึ่งในการประลองคัดเลือกเทพเจ้าของเผ่าพันธุ์มนุษย์
ผลลัพธ์นี้ทำให้ผู้คนมากมายต้องตกตะลึง ไม่มีใครคาดการณ์ผลลัพธ์เช่นนี้เอาไว้เลยสักนิด
แม้แต่เฟยเหลียนเองก็เช่นกัน
เขาคิดว่าเฉินซีเวยจะต้องเป็นคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งและมั่นใจในตัวเองมาก ด้วยความคิดที่ว่าตราบใดที่พยายามเต็มที่ เขาก็ต้องชนะเฉินซีเวยอย่างแน่นอน แต่เขาก็ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าผลสุดท้ายจะออกมาเป็นเช่นนี้
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น
เขาพ่ายแพ้ราบคาบและได้รับบาดเจ็บหลังจากที่ต่อสู้ไปแค่ราวสิบรอบเท่านั้น ทำให้เขาไม่อาจทำใจยอมรับได้อยู่พักใหญ่
แต่ไม่ว่าอย่างไร
การประลองคัดเลือกเทพเจ้าก็มาถึงจุดจบในที่สุด
ผู้คนนับไม่ถ้วนถกเถียงกันเรื่องผลลัพธ์ของการประลองอย่างตื่นเต้น ในหมู่ร่วมประลอง เฉินซีเวยพลันปรากฏตัวขึ้นและกลายเป็นอันดับที่หนึ่งราวกับม้ามืด ทำให้เธอกลายเป็นที่พูดถึงของทุกคนทันที
ผู้คนมากมายกระทั่งเชื่อมโยงเฉินซีเวยและฉู่โม่วเข้าด้วยกันและบอกว่าทั้งสองคือคู่เทพเจ้า เป็นคู่ครองที่เหมาะสมกันที่สุดและเป็นความภาคภูมิใจของเผ่าพันธุ์มนุษย์
คำพูดเช่นนี้ถูกเอ่ยขึ้นทุกหนทุกแห่ง
โลกภายนอกกำลังโกลาหล
แต่เฉินซีเวยกลับหายไปจากสายตาของทุกคนทันทีที่จบการประลอง เธอกลับไปฝึกฝนที่ตำหนักบรรพชนและพยายามพัฒนาพละกำลังก่อนที่การประลองเทพเจ้าจะเริ่มต้นขึ้น
ส่วนฉู่โม่วนั้นยังคงฝึกฝนอยู่
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในพริบตาเดียว เวลาเกือบหนึ่งปีก็ผ่านไปหลังจากที่ฉู่โม่วแยกตัวออกมา
ต้องบอกเลยว่า
นี่เป็นครั้งแรกที่ฉู่โม่วแยกตัวนานขนาดนี้
เมื่อการประลองเทพเจ้าเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น ทั่วทั้งเผ่าพันธุ์มนุษย์ก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นและมากขึ้น ในบทสนทนาต่าง ๆ ผู้คนมากมายเชิดชูการประลองนี้ว่าเป็นการประลองที่น่าคาดหวังที่สุดในประวัติการณ์
เขาคิดว่าเมื่อมีฉู่โม่ว เฉินซีเวย และคนอื่น ๆ ที่เข้าร่วม พวกเขาจะต้องคว้าตำแหน่งสิบอันดับแรกมาได้พร้อมกับกาแล็กซีให้กับเผ่าพันธุ์มนุษย์อย่างแน่นอน
และเมื่อเป็นเช่นนี้
ข่าวต่าง ๆ ก็แพร่กระจายออกไปยังผู้ปลุกพลังนับไม่ถ้วนของเผ่าพันธุ์มนุษย์และทำให้เกิดความโกลาหลขึ้นอย่างรวดเร็ว
…
ในกาแล็กซีเมฆาสวรรค์ ท่ามกลางดวงดาวมากมาย ผู้ปลุกพลังเผ่ามนุษย์กลุ่มหนึ่งกำลังขับเรือรบลาดตระเวนตามปกติ
ผู้ปลุกพลังเหล่านี้ถูกส่งมาโดยตำหนักบรรพชนเพื่อพัฒนาและรักษากฎเกณฑ์ภายในกาแล็กซีเอาไว้ พละกำลังของพวกเขาอยู่ในขั้นเทียมเทพและผู้นำกลุ่มก็อยู่ในขั้นเทวะยุทธ์แล้ว
การลาดตระเวนนั้นน่าเบื่อเป็นอย่างมาก แทบไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยในเวลาหลายร้อยปี เมื่อพวกเขาออกมาลาดตระเวน บรรยากาศจึงผ่อนคลายอย่างถึงที่สุด ทุกคนพูดคุยกันและกระทั่งนัดไปดื่มกันหลังจากที่กลับไป
เพียงแต่ว่า
ในตอนนั้นเอง ผู้ปลุกพลังผู้รับผิดชอบการสังเกตการณ์ก็มองดูไกลออกไป และอุทานออกมาเสียงดังลั่น “ดูสิ นั่นอะไรน่ะ?!”
ทุกคนเงยหน้าขึ้นมองและเห็นกลุ่มแสงสว่างไสวลอยอยู่กลางอวกาศ มันส่องแสงศักดิ์สิทธิ์ออกมาและทำให้ทะเลดวงดาวสว่างจ้า
ในกลุ่มแสงนี้มีรอยแยกที่ค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้นและมีบางสิ่งพุ่งออกมาจากมัน
“นี่มัน…”
ผู้ปลุกพลังโดยรอบตะลึงงันไปครู่หนึ่งและไม่ได้สติกลับมาอยู่พักใหญ่
ระหว่างที่ยืนนิ่งอยู่นั้น รอยแยกนั้นก็เหมือนจะสัมผัสได้ถึงพวกเขาและขยายใหญ่ขึ้นในทันที มันส่งเสียง ‘ตูม’ และกลุ่มก้อนเมฆสีดำก็ลอยออกมา
ในหมู่เมฆสีดำเหล่านั้น
มันฉายออกมาจากดวงตาอันน่าอัปลักษณ์มากมาย
และเบื้องหลังสายตาเหล่านั้นก็มีตัวตนอันยิ่งใหญ่อยู่
“นี่ นี่มัน…”
“เผ่าสิงห์ดำคลั่ง!”
“นั่นมันเผ่าสิงห์ดำคลั่ง!”
“พวกมันบุกเข้ามาในอาณาเขตเผ่าพันธุ์มนุษย์!”
ท้ายที่สุด ผู้ปลุกพลังคนหนึ่งก็ได้สติกลับมาและตะโกนเสียงดังลั่น
แทบจะทันทีที่เขาเอ่ยปาก เจ้าของสายตาอันดุร้ายเหล่านั้นก็คำรามลั่นและพุ่งตรงมายังเรือรบทันที ดูจากเจตสังหารอันเยือกเย็นในสายตาเหล่านั้นแล้ว พวกเขาตั้งใจจะทำลายเรือรบอย่างแน่นอน
“แย่แล้ว! รีบถอยเร็ว!”
“สิงห์ดำคลั่งพวกนี้จะบุกรุกเผ่าพันธุ์มนุษย์ เราต้องรีบรายงานเรื่องนี้!”
“เร็วเข้า!”
ผู้ปลุกพลังขั้นเทวะยุทธ์คำรามลั่นและกลับลำเรือรบเพื่อออกไปจากที่นี่โดยไม่ลังเล
เพียงแต่ว่า
ก่อนที่จะหนีไปได้ไกล เผ่าสิงห์ดำคลั่งก็ตามมาทันเสียก่อน แม้ว่าเรือรบจะเต็มไปด้วยอาวุธสงครามมากมายและสังหารพวกเขาด้วยปืนใหญ่ไปมากแล้ว แต่ชาวสิงห์ดำคลั่งก็มีแต่จะพรั่งพรูเข้ามามากยิ่งขึ้นและกลืนกินเรือรบเข้าไปในที่สุด
ไม่นานหลังจากนั้น
ด้วยเสียงระเบิดสะท้านโลก เรือรบก็กลายเป็นพลุไฟสว่างไสวที่จางหายไปในห้วงอากาศ
คลื่นอากาศแพร่กระจายออกไปหลายพันกิโลเมตรและละลายเนื้อหนังเผ่าสิงห์ดำคลั่งหลายร้อยชีวิต แต่เหล่าสิงห์ดำคลั่งก็ไม่สนใจแม้แต่น้อย หลังจากที่ทำลายเรือรบสำเร็จ พวกเขาก็มุ่งหน้าต่อไป
ใกล้รอยแยกนั้นมีรอยแยกปรากฏเพิ่มขึ้นแห่งแล้วแห่งเล่า แล้วกลุ่มสิงห์ดำคลั่งมากมายก็พุ่งออกมาท่ามกลางหมู่เมฆสีดำไร้ที่สิ้นสุด
ในพริบตาเดียว
อวกาศก็เต็มไปด้วยสิงห์ดำคลั่งหลายล้านชีวิต
พวกเขามารวมตัวกันที่นี่ แต่ก็ไม่ได้เริ่มโจมตีทันที ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังรออะไรบางอย่างอยู่
หลังจากนั้นไม่นาน สิงห์ดำคลั่งจำนวนมากก็หลั่งไหลออกมาจากรอยแยก พวกเขามีร่างกายที่ใหญ่โตกว่า และมีลายเส้นสีทองอยู่บนร่างกายสีดำขลับ รัศมีอสุรกายอันแข็งแกร่งและแสงสว่างจ้าแพร่กระจายออกมาราวกับเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่
มีสิงห์ดำคลั่งเช่นนี้ทั้งหมดหกคน เมื่อพวกเขาปรากฏตัวขึ้น สิงห์ดำคลั่งทุกคนก็ทำความเคารพทันที
“สวัสดีท่านนายพล!”
พวกเขากล่าวอย่างพร้อมเพรียงกันราวกับเสียงสายฟ้าฟาดที่สั่นสะท้านโลกและทำให้ดวงดาวโดยรอบต้องสั่นไหว
“ลุกขึ้นได้ สถานการณ์เป็นยังไงบ้าง?”
นายพลเผ่าสิงห์ดำคลั่งเอ่ยถาม
เขาสวมใส่ชุดเกราะสีเหลืองดำโดยถือหอกสีทองที่ทรงพลังไว้ในมือ ทำให้เขามีรัศมีที่น่าสะพรึงกลัวและดูราวกับเทพสงคราม
สิงห์ดำคลั่งคนหนึ่งที่มีพละกำลังเทียบเท่ามหาเทวะยุทธ์ระดับสูงสุดก็เข้ามารายงาน “ตอนนี้เรารวมพลกองกำลังโจมตีเผ่ามนุษย์แล้ว ไม่มีกลุ่มไหนตกหล่นระหว่างทาง แต่…”
“ตอนที่เปิดรอยแยก พวกเราเผชิญหน้ากับกลุ่มลาดตระเวนของมนุษย์ ถึงจะตอบโต้และกำจัดได้อย่างรวดเร็ว พวกเขาก็ยังส่งข่าวไปได้สำเร็จ และเผ่าพันธุ์มนุษย์ก็คงจะรู้เรื่องแล้ว”
เมื่อพูดถึงตรงนี้
เขาก็หยุดไปครู่หนึ่ง แล้วจึงพูดต่อ “ผมจัดการสถานการณ์ได้ไม่ดี ท่านนายพลโปรดลงโทษด้วย!”
นายพลในชุดเกราะขมวดคิ้วแน่นด้วยความไม่พอใจ แต่เขาก็เก็บความโกรธเอาไว้ในใจและกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ช่างเถอะ ไม่ใช่ความผิดของนายที่เจอกับเรือรบเผ่ามนุษย์ อย่างมากก็เป็นแค่โชคร้ายของเราและโชคดีของเผ่าพันธุ์มนุษย์!”
“แต่ตอนนี้พออีกฝ่ายรู้เรื่องแล้ว พวกเราก็ต้องเดินหน้า!”
ขณะที่พูด สีหน้าของเขาก็จริงจังยิ่งขึ้น “ส่งต่อคำสั่งของฉันไป ให้ทุกกองพันรวมพลทันที เข้าบุกกาแล็กซีเมฆาสวรรค์ตามแผนเดิม พยายามยึดฐานที่มั่นของเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้เร็วที่สุด แล้วตั้งป้อมปราการของเผ่าสิงห์ดำคลั่งและก่อตั้งเมืองขึ้นมาซะ!”
“ตราบใดที่ตั้งเมืองได้ เผ่าสิงห์ดำคลั่งก็จะเคลื่อนย้ายได้อย่างรวดเร็ว ในตอนนั้น กาแล็กซีนี้ก็จะต้องกลายเป็นอาณาเขตของเผ่าสิงห์ดำคลั่งอย่างแน่นอน!”
“ใช่แล้ว!”
สิงห์ดำคลั่งมากมายขานตอบอย่างพร้อมเพรียงกัน น้ำเสียงของพวกเขาราวกับเสียงสายฟ้าฟาดที่ดังไปทั่วทั้งจักรวาล
ทันใดนั้น
สิงห์ดำคลั่งนับไม่ถ้วนภายในการนำของผู้บังคับบัญชาก็มุ่งหน้าตรงไปหาเผ่าพันธุ์มนุษย์ทันที