ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 688 เทียมเทพอันดับหนึ่ง และทะเลสาบหมื่นดารา!
บทที่ 688 เทียมเทพอันดับหนึ่ง และทะเลสาบหมื่นดารา!
อย่างที่สามีคิด
ในรอบชิงชนะเลิศของระดับเทียมเทพวันที่สี่ เฉินซีเวยคว้าอันดับที่หนึ่งไปได้อย่างราบรื่นไม่มีปัญหา และได้รับรางวัลใหญ่ที่สุดไปครอบครอง
เมื่อผลการแข่งขันออกมา ผู้ชมทั้งจัตุรัสก็ต่างโห่ร้องเสียงดังกึกก้อง
“ยินดีกับท่านหมัวด้วย!”
“มีอีกหนึ่งอัจฉริยะถือกำเนิดขึ้นในเผ่าพันธุ์มนุษย์แล้ว!”
“ใช่แล้ว หากให้เวลาเติบโตอีกหน่อย เธอจะต้องกลายเป็นตัวตนที่ไม่ธรรมดาในอนาคตอย่างแน่นอน!”
บรรดามหาอำนาจต่างเผ่าพันธุ์ซึ่งใกล้ชิดกับบรรพชนหมัวพลันส่งยิ้มและกล่าวคำอวยพร
เขาก็ยิ้มรับตอบด้วยความรู้สึกขอบคุณและเป็นกันเอง
แม้ความเข้มข้นของการแข่งขันชิงชนะเลิศอันดับหนึ่งของขั้นเทียมเทพจะไม่รุนแรงเทียบเท่าของเทวะยุทธ์ แต่ก็ยังคงสร้างความน่าประทับใจไม่น้อย!
ต้องไม่ลืมว่า…
นี่เป็นครั้งแรกของงานประลองที่รวบรวมเอาบรรดาอัจฉริยะขั้นเทียมเทพจากอารยธรรมหลายชาติพันธุ์ทั่วทั้งห้วงจักรวาลมาแสดงชั้นเชิงฝีมือและพรสวรรค์ ดังนั้นในอนาคต เมื่ออัจฉริยะอันดับหนึ่งอย่างเฉินซีเวยเติบโตขึ้น เธอจะต้องกลายเป็นขุมกำลังสำคัญอีกคนหนึ่งแห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์อย่างแน่นอน!
ไม่เพียงแต่เฉินซีเวย ยังมีอัจฉริยะของเผ่าพันธุ์มนุษย์คนอื่น ๆ ที่ทำได้ดีในการแข่งขันนี้เช่นกัน
มีอัจฉริยะของเผ่าพันธุ์มนุษย์เข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมดแปดคนและสามคนติดก้าสิบอันดับแรก ซึ่งหนึ่งในนั้นได้อันดับที่ 12 แม้จะน่าเสียดายที่เขาไม่สามารถเข้าสู่สิบอันดับแรกได้ แต่เมื่อมีเฉินซีเวยชนะเลิศอันดับหนึ่ง ผลลัพธ์โดยรวมก็ถือว่าเกินคาดไปมากแล้ว
“ไม่คาดฝันเลยว่าเฉินซีเวยจะคว้าอันดับหนึ่งมาได้!”
“มารอชมการแข่งต่อไปกันดีกว่า จะเป็นรอบการต่อสู้ของขั้นเทวะยุทธ์ เฟยเหลียนและอู๋หยา ต่างก็มีศักยภาพมากพอที่จะติดหนึ่งในห้าสิบอันดับแรกเช่นกัน แต่เกรงว่าอาจเป็นเรื่องยากที่จะติดสิบอันดับแรก และความหวังเดียวที่เรามีอยู่นั่นก็คือ ฉู่โม่ว!”
“ด้วยความแข็งแกร่งของเขา การติดหนึ่งในสิบอันดับแรกคงไม่มีปัญหาอะไร แต่ฉันกังวลว่าเขาจะคว้าอันดับหนึ่งมาได้หรือไม่ หากเขาทำมันสำเร็จละก็…”
เมื่อนึกถึงผลลัพธ์นี้ บรรพชนหมัวก็อดไม่ได้ที่จะสูดหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอารมณ์ที่ปั่นป่วน
หากฉู่โม่วชนะเลิศการแข่งขัน เผ่าพันธุ์มนุษย์ก็จะได้ครอบครองอันดับหนึ่งทั้งสองรายการ!
ซึ่งการชนะเลิศแข่งขันทั้งสองรายการ เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การแข่งขันทั้งหมด และหากมันเกิดขึ้นจริง นี่จะกลายเป็นตำนานที่ถูกเล่าขานสืบไป!
ที่สำคัญกว่านั้น
เฉินซีเวยกับฉู่โม่วยังเป็นคู่รักบนเส้นทางการฝึกตนมาตั้งแต่เยาว์วัย ซึ่งหากข่าวนี้แพร่ออกไป มันจะกลายเป็นเรื่องราวที่น่าประทับใจดั่งสวรรค์ขีดเขียนและถูกเล่าขานตราบชั่วนิรันดร์อย่างแน่นอน!
“ฉู่โม่ว! นายต้องคว้าอันดับหนึ่งในการแข่งขันผู้ปลุกพลังขั้นเทวะยุทธ์มาให้ได้นะ!”
บรรพชนหมัวกล่าวกระตุ้นด้วยความคาดหวัง
“ไม่ต้องกังวลครับ ท่านผู้เฒ่า”
ชายหนุ่มกล่าวพร้อมกับรอยยิ้ม
เขาไม่ได้ให้คำสัญญาใดว่าจะชนะอันดับหนึ่ง แต่เขาตั้งมั่นเช่นนั้นในใจอยู่แล้ว
นี่ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างตำนานรักอันน่าจดจำร่วมกับเฉินซีเวยเท่านั้น แต่ยังได้รับรางวัลใหญ่อันดับหนึ่งจากการแข่งขันอีกด้วย
เขาต้องการเป็นบุตรแห่งโชคชะตาของห้วงจักรวาล และแลกเปลี่ยนฝีมือกับบรรดาอัจฉริยะจากหลายเผ่าพันธุ์ เพื่อร่วมเป็นสักขีพยานการแข่งขันอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้!
การต่อสู้อันดุเดือดระหว่างเหล่าอัจฉริยะกำลังจะเริ่มต้นในอีกไม่ช้า!
…
เช้าวันรุ่งขึ้น
ฝูงชนต่างมารอชมการต่อสู้อยู่เต็มที่นั่งรอบจัตุรัสด้วยสีหน้าคาดหวัง
ในวันนี้จะเป็นการแข่งขันครั้งสำคัญระหว่างเหล่าสุดยอดอัจฉริยะ พวกเขาจะต้องห้ำหั่นกันบนลานประลองขั้นเทวะยุทธ์!
การแข่งขันครั้งนี้ หากผู้ใดสามารถชนะการแข่งขันจนมีชื่อติดสิบอันดับแรก พวกเขาก็จะได้รับกาแล็กซีหนึ่งแห่งไปครอบครอง ไม่เพียงเท่านั้น หากผู้ใดสามารถคว้าอันดับหนึ่งสำเร็จ ก็จะได้รับรางวัลใหญ่จากสัมพันธมิตรกลุ่มดาวกันย์และกลายเป็นบุตรแห่งโชคชะตา
ด้วยเงื่อนไขเช่นนี้ ย่อมดึงดูดความสนใจผู้ปลุกพลังได้อย่างมากมาย
ในที่สุดเวลาที่พวกเรารอคอยก็มาถึง เพียงไม่นานมหาเทวะยุทธ์แห่งกลุ่มดาวกันย์ก็ปรากฏตัวต่อสายตาผู้เข้าชมทุกคน
“ฉันขอประกาศให้การแข่งขันระหว่างอัจฉริยะแห่งกลุ่มดาวกันย์ในขั้นเทวะยุทธ์ได้เริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้!”
“โดยการแข่งขันครั้งนี้จะใช้ระบบการท้าทาย ซึ่งทุกครั้งที่ผู้เข้าแข่งขันชนะจะได้ 1 แต้ม ใช้เวลาแข่งขันทั้งหมดสามวัน และผู้ที่ได้แต้มสูงสุดสิบอันดับแรกจะได้รับรางวัลในตอนท้าย เมื่อการแข่งขันเริ่มต้นขึ้น มันจะไม่จบลงจนกว่าฝ่ายตรงข้ามจะเอ่ยปากขอยอมแพ้ ในช่วงเวลานั้นพวกคุณสามารถงัดกลยุทธ์ต่าง ๆ ออกมาใช้ได้หมด โดยไม่ต้องคำนึงว่าอีกฝ่ายจะอยู่หรือตาย!”
มหาเทวะยุทธ์หลิงสวี่อวี่คงแห่งกลุ่มดาวกันย์ไม่พูดอะไรเยิ่นเย้ออีกต่อไป และประกาศให้เริ่มต้นการแข่งขันทันที
เมื่อคำประกาศสิ้นสุดลง บรรดาอัจฉริยะจากทุกเผ่าพันธุ์ก็แสดงตัวออกมาพร้อมกับกลิ่นอายความกระหายเลือด
การแข่งขันขั้นเทวะยุทธ์เป็นการแข่งขันโดยเอาชีวิตของผู้เข้าร่วมเป็นเดิมพัน สู้กันอย่างสุดความสามารถโดยไม่เกี่ยงวิธีการ!
หรือหมายความว่าตราบใดที่ผู้แข่งขันไม่เปิดปากพูดยอมแพ้ ก็จะถูกคู่ต่อสู้ทุบจนตายคาลานประลองโดยไร้ความปรานี
ที่สำคัญกว่านั้น
หากผู้เข้าแข่งขันคนใดต้องเผชิญหน้ากับผู้ปลุกพลังที่มีพละกำลังเหนือกว่าอย่างมาก เขาจะไม่เปิดโอกาสให้คุณกล่าวคำยอมแพ้แน่นอน และจะขย้ำคุณจนตายในทันทีที่ขึ้นมาบนลานประลอง!
อีกทั้ง การแข่งขันนี้ยังใช้ระบบการท้าทาย ซึ่งหมายความว่าแม้คุณจะชนะ คุณก็จะต้องแข่งขันรอบต่อไปโดยไม่มีโอกาสหยุดพักแม้แต่น้อย
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า
ภายใต้กติกาเช่นนี้ จะทำให้การแข่งขันขั้นเทวะยุทธ์นั้นโหดร้ายยิ่งกว่าระดับเทียมเทพอย่างเทียบไม่ติด
ทว่า…
ไม่มีผู้ปลุกพลังคนใดที่แสดงอาการหวาดกลัวแม้แต่คนเดียว!
การที่พวกเขาสามารถมายืนอยู่ที่นี่ได้ เพราะเป็นอัจฉริยะอันดับต้น ๆ จากทุกเผ่าพันธุ์ ซึ่งแต่ละคนก็ล้วนมีความภาคภูมิใจในตัวเองและเตรียมใจมาตั้งแต่แรกแล้ว
ดังนั้นในช่วงเวลานี้ ทุกคนจึงดูมีท่าทางกระตือรือร้นที่จะสำแดงฝีมือจนไม่อาจอดกลั้นไว้ได้
แกร๊ง!
เมื่อเสียงระฆังดังขึ้น นี่จึงหมายถึงการแข่งขันได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการ
“ฉันขอขึ้นไปเป็นคนแรก!”
อัจฉริยะผู้ที่มีแสงสีทองปกคลุมทั่วร่างพูดขึ้นเสียงดัง จากนั้นกระโดดขึ้นไปบนลานประลองทันที “มีใครต้องการท้าทายฉันไหม รีบขึ้นมาบนลานประลองเร็วเข้า!”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง
อย่างไรก็ตาม อัจฉริยะผู้นี้ก็สมควรแล้วที่จะทำตัวเย่อหยิ่ง ชายคนนี้ยังดูเยาว์วัยมาก แต่ขั้นพลังกลับมาถึงจุดสูงสุดของขั้นเทวะยุทธ์แล้ว อีกทั้งยังมีกลิ่นอายที่ทรงพลังอย่างมาก
โดยภายใต้การจ้องมองของฉู่โม่ว เขาพบว่าบุคคลนี้มีพรสวรรค์มากถึงเจ็ดหรือแปดอย่าง ซึ่งหนึ่งในนั้นมีความแข็งแกร่งระดับเทวะและอีกสองอย่างระดับตะวัน
แม้จะอยู่ท่ามกลางอัจฉริยะมากพรสวรรค์จากเผ่าพันธุ์มากมาย แต่เขาก็ยังสามารถอยู่ในระดับสูงได้
เพียงแต่…
แม้ว่าพรสวรรค์เขาจะยอดเยี่ยมมาก แต่การแสดงออกเชิงยั่วยุเช่นนี้ ท้ายที่สุดก็ไปกระตุ้นให้บางคนไม่พอใจ
อัจฉริยะมักเย่อหยิ่งอยู่เสมอ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ต้องการก้มหัวให้ผู้อื่น และเปิดปากตอบรับคำท้าทายนั้นทันที
“ฉันจะสู้กับนายเอง!”
เมื่อเสียงนั้นดังขึ้น ร่างของอัจฉริยะผู้หนึ่งที่ปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิงก็บินขึ้นไปบนลานประลอง
“ดีมาก เข้ามาเลย!”
อัจฉริยะหนุ่มที่กำลังรออยู่แสดงสีหน้าตื่นเต้นมาก พวกเขาเริ่มปะทะกันทันทีโดยไม่พูดอะไรอีก
ทั้งสองเข้าปะทะกันอย่างรุนแรง
ผู้ชมสามารถมองเห็นประกายแสงที่สะท้อนไปทั่วจัตุรัส ท้องฟ้าพลันเต็มไปด้วยลำแสงของการต่อสู้ รวมถึงเสียงระเบิดอันน่าหวาดหวั่นที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องจนพื้นดินสั่นสะเทือน
พูดได้คำเดียวว่าการแข่งขันของขั้นเทวะยุทธ์นั้นโหดร้ายป่าเถื่อนยิ่งกว่าระดับเทียมเทพเสียอีก ยิ่งพรสวรรค์ของอัจฉริยะสูงมากเพียงใด แรงสะท้อนจากการต่อสู้บนลานประลองก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น
มิหนำซ้ำ พรสวรรค์ของทั้งสองก็ไม่ได้ธรรมดาอยู่แล้ว ดังนั้นการต่อสู้ของพวกเขาจึงค่อนข้างสะดุดตาและใช้เวลาเพียงไม่นานก็ดึงดูดความสนใจจากผู้คนนับไม่ถ้วน
เพียงชั่วพริบตา ทั้งสองก็ต่อสู้กันไปหลายร้อยกระบวนท่าแล้ว
ในเวลานี้ อัจฉริยะร่างสีทองก็เริ่มจับจุดอ่อนของอัจฉริยะเปลวเพลิงได้แล้ว จึงเสกขนแสงสีทองขึ้นมาจำนวนมากในอากาศ แล้วโจมตีออกไปราวกับคลื่นกระบี่อันคมกริบ วินาทีต่อมาเปลวเพลิงของอีกฝ่ายก็ถูกทำลายลงจนสิ้น
หลังจากเปลวเพลิงสลายตัวไป เขาก็เห็นว่าอัจฉริยะผู้นั้นเต็มไปด้วยบาดแผลสาหัสทั่วร่าง และมีรัศมีความแข็งแกร่งที่ลดลงอย่างมาก
“ฉันขอยอมแพ้ ฉันขอยอมแพ้!”
ชั่วขณะที่อัจฉริยะร่างสีทองกำลังจะลงมือฆ่า อัจฉริยะร่างเปลวเพลิงก็สะดุ้งเฮือกอย่างหวาดกลัว และรีบเอ่ยปากขอยอมแพ้ทันที
เมื่อเห็นแบบนี้ อัจฉริยะร่างสีทองก็สบถอย่างเย็นชาและพูดอย่างดูแคลนว่า “แกโง่เง่ามากที่กล้ามาท้าทายฉันด้วยความแข็งแกร่งอันน้อยนิดแค่นี้… ไสหัวลงไปซะ!”
อัจฉริยะที่บาดเจ็บแอบรู้สึกไม่พอใจ แต่เมื่อรู้ว่าสู้อีกฝ่ายไม่ได้ เขาจึงได้แต่จ้องมอง โดยไม่ได้พูดตอบโต้อะไร
“ใครอยากจะเป็นรายต่อไป ก็ก้าวขึ้นมาบนลานประลอง!”
หลังจากชนะไปรอบหนึ่ง อัจฉริยะร่างสีทองก็ยิ่งเต็มไปด้วยความมั่นใจ ในขณะนี้ เขาลอยนิ่งอยู่กลางอากาศด้วยสีหน้าและท่าทางยั่วยุต่ออัจฉริยะคนอื่น ๆ
“จองหองยิ่งนัก ฉันจะสู้กับแกเอง!”
อัจฉริยะอีกคนทนไม่ไหวและรีบบินขึ้นไปบนลานประลอง “ฉันรู้ว่าแกเป็นหนึ่งในอัจฉริยะจากเผ่าวิหคทองคำ แม้แกจะทรงพลัง แต่ก็อวดดีเหลือเกิน ในวันนี้ฉันจะให้บทเรียนกับแกเอง…”
อัจฉริยะที่เพิ่งขึ้นมาบนลานประลองกำลังจะพูดอย่างอื่นต่อ
แต่ก่อนที่จะทันได้พูดจบ เขาก็ถูกขัดจังหวะเสียก่อน
“หากแกต้องการจะสั่งสอนฉันก็เข้ามาเลย ไม่ต้องพูดเยิ่นเย้อ!”
อัจฉริยะร่างสีทองหมดความอดทนและชกหมัดออกไปโดยตรง ทำให้อัจฉริยะที่เพิ่งขึ้นมาบนลานประลองต้องฝืนตั้งรับโดยที่ยังไม่ทันได้พูดจบ
ทั้งสองเริ่มต่อสู้กันทันที
การแข่งขันรอบนี้ใช้เวลานานขึ้นอีกเล็กน้อย แต่ผลลัพธ์สุดท้ายก็ยังคงเป็นอัจฉริยะร่างสีทองที่เหนือกว่าและคว้าชัยชนะเป็นครั้งที่สองติดต่อกัน
การชนะอีกรอบทำให้รัศมีของเขาเจิดจ้ายิ่งขึ้น รวมถึงท่าทางหยิ่งผยองที่ไม่ลดน้อยลง
เขาลอยอยู่กลางอากาศ และพูดจาท้าทายอัจฉริยะคนอื่นตลอดเวลา คำพูดของเขาเต็มไปด้วยถ้อยคำที่ดูถูกเหยียดหยาม จนบางครั้งมีอัจฉริยะบางคนที่ไม่สามารถทนต่อการกระตุ้นเหล่านั้นได้ จึงตัดสินใจขึ้นไปบนลานประลอง แต่ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับคู่ต่อสู้เช่นไร ผลลัพธ์สุดท้ายก็จบลงเหมือนเดิมคือเขาได้รับชัยชนะ
เพียงชั่วพริบตา เขาก็ชนะไปแล้วเจ็ดครั้งติดต่อกัน!
ในขณะนี้ ดูเหมือนบรรดาอัจฉริยะจะสามารถอดกลั้นได้ดีมากขึ้น เพราะไม่ว่าจะถูกอัจฉริยะร่างสีทองพูดจายั่วยุเพียงใด ก็ยังไม่มีใครขึ้นไปบนลานประลองอยู่พักหนึ่ง
การชนะเพียงครั้งหรือสองครั้งอาจไม่เพียงพอที่จะตัดสินอะไรได้ แต่การชนะเจ็ดครั้งติดต่อกันนั้นถือว่าชัดเจนมากแล้ว
ทว่าอัจฉริยะหลายคนก็เริ่มตระหนักอะไรได้ บางทีสาเหตุที่อัจฉริยะหนุ่มผู้นี้แสดงท่าทีหยิ่งผยองและกระตุ้นคู่ต่อสู้ด้วยคำพูด นั่นก็เพราะจงใจให้พวกที่ขึ้นมาบนลานประลองประมาทเขาด้วยความโกรธที่บังตา
โดยเมื่ออีกฝ่ายอยู่ในอารมณ์โกรธแล้ว พวกเขาก็จะตอบโต้อย่างรุนแรง และในขณะเดียวกันก็จะเผยจุดอ่อนออกมาอย่างไม่ระวัง
เพียงเขาต่อสู้ด้วยความใจเย็นและอาศัยความแข็งแกร่งที่มีไปสักพัก ก็จะสังเกตเห็นจุดอ่อน จากนั้นจึงกระทำการโจมตีอย่างรุนแรงเพื่อจบการต่อสู้ทันที
“อะไรกัน ไม่มีผใครกล้าขึ้นมาเลยเหรอ?”
“เป็นไปได้ไหมว่าเผ่าพันธุ์นับพันและอัจฉริยะนับไม่ถ้วนในที่แห่งนี้กลายเป็นเต่าหัวหดกันไปหมดแล้ว?”
“ฉันผู้นี้ไร้พ่ายมาหลายร้อยปีแล้ว หลังจากทะลวงขึ้นเป็นเทวะยุทธ์สำเร็จก็ไม่เคยมีใครเอาชนะได้อีกเลย”
อัจฉริยะร่างสีทองผู้นี้ยังคงยั่วยุคู่ต่อสู้อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับปลดปล่อยรัศมีพลังอย่างรุนแรงออกมาทั่วร่าง ราวกับดวงอาทิตย์แผดเผาซึ่งสะกดข่มถึงขีดสุด
แต่ที่มากกว่ารัศมีพลังของเขาก็คือท่าทางการแสดงออกที่หยิ่งทะนงและดูแคลนทุกคนบนโลกนี้
หากเป็นสถานการณ์ปกติแล้ว คงไม่มีอัจฉริยะของเผ่าพันธุ์ใดยอมนิ่งเฉยและอดกลั้นต่อการดูถูกเช่นนี้
แต่ที่น่าแปลกก็คือ
ไม่ว่าจะกระตุ้นด้วยคำพูดอย่างไร ก็ไม่มีใครขึ้นไปบนลานประลองอีก
กลับกลายเป็นว่าท่ามกลางจัตุรัส มีเพียงอัจฉริยะผู้นี้ที่พูดอยู่คนเดียว เสียงของเขาดังลั่นระคายหูอยู่ไม่น้อย
ฉู่โม่วเฝ้าชมเหตุการณ์ทั้งหมดนี้อย่างไม่ละสายตา
แต่เขาไม่ได้มีความคิดที่จะขึ้นไปบนลานประลองแต่อย่างใด
ไม่ใช่เพราะว่ารู้สึกหวาดกลัวอีกฝ่าย แต่อัจฉริยะที่ปรากฏตัวในวันนี้ค่อนข้างอ่อนแอเกินไป แม้พวกเขาจะน่าประทับใจอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่สามารถดึงดูดความสนใจจากฉู่โม่วได้ อีกทั้งเขากำลังรอใครบางคนอยู่!
รอให้อัจฉริยะที่แท้จริงแสดงตัวบนลานประลอง!
ทว่า
แม้ฉู่โม่วจะสามารถเมินเฉยต่อเหตุการณ์เหล่านี้ได้ แต่อัจฉริยะคนอื่น ๆ ของเผ่าพันธุ์มนุษย์กลับไม่สามารถอดกลั้นได้อีกต่อไป
“ชายผู้นี้หยิ่งผยองเกินไปแล้ว ฉันอยากจะขึ้นไปบนนั้นเพื่อสั่งสอนเขาจริง ๆ!”
“ฉันทนไม่ไหวแล้วโว้ย!”
เทวะยุทธ์เฟิงหั่วสบถเสียงดังและกำลังจะกระโดดขึ้นไปบนลานประลอง
ทันใดนั้นเอง
ตู้ม!
ห้วงมิติทั่วจัตุรัสพลันสั่นสะเทือน จากนั้นลำแสงอันสว่างไสวก็พวยพุ่งขึ้นท่ามกลางฝูงชน ร่างหนึ่งร่างเดินออกมาอย่างช้า ๆ มาถึงบริเวณวงแหวนรอบนอกลานประลอง
นี่คือผู้ปลุกพลังที่ภายนอกดูเหมือนเผ่าพันธุ์มนุษย์และยังเยาว์วัยมาก เขาเดินมาพร้อมกับรอยยิ้มอ่อนโยนที่มุมปาก ท่วงทำนองแห่งวิถีมากมายที่กำลังไหลวนคลอเคลียรอบตัวเขา ราวกับคนทั้งคนสามารถรวมเป็นหนึ่งเดียวกับห้วงมิติ ซึ่งเต็มไปด้วยพลังเทวะเจิดจ้าและกลิ่นอายอันลึกลับไร้ที่สิ้นสุด
ทันทีที่ปรากฏตัว เขาก็กลายเป็นจุดสนใจของผู้ชมทั้งสนามทันที
“ฉันขอลองดูบ้างสิ!”
อัจฉริยะหนุ่มกล่าว
วินาทีต่อมา
เขาก็เดินตรงมาทางลานประลองอย่างต่อเนื่อง และในแต่ละย่างก้าวจะปรากฏดอกบัวสีทองที่อัดแน่นไปด้วยพลังวิถีเบ่งบานขึ้นมาจากความว่างเปล่า ซึ่งดูงดงามและเต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์
“เขาเป็นใคร?”
“ทำไมถึงสามารถทำแบบนั้นได้?”
เมื่ออัจฉริยะหนุ่มคนนี้ปรากฏตัว ทั่วจัตุรัสก็เงียบลงทันที แต่ไม่นานก็เกิดการถกเถียงกันขึ้นอย่างดุเดือด
ฉู่โม่วก็รู้สึกสงสัยเช่นกัน
ฉู่โม่วสามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจนถึงความแข็งแกร่งของชายหนุ่มผู้นี้ รวมถึงพรสวรรค์ที่ไม่ธรรมดาเช่นกัน เขามีพรสวรรค์ระดับเทวะถึงสามอย่าง และพรสวรรค์ระดับตะวันอีกสองอย่าง หากเทียบกับบรรดาอัจฉริยะทั้งหมดแล้ว ก็เพียงพอที่เขาจะถูกจัดให้อยู่ในอันดับแถวหน้า
“เป็นเขานั่นเอง!”
ขณะที่ฉู่โม่วกำลังสังเกต จู่ ๆ บรรพชนหมัวก็พูดขึ้น
“ท่านบรรพชนรู้จักชายหนุ่มผู้นี้ด้วยเหรอครับ?”
ชายหนุ่มถามอย่างกระตือรือร้น
บรรพชนหมัวพยักหน้าและพูดว่า “ชายคนนี้มีชื่อว่า เย่เทียนจวิน เติบโตมาจากทะเลสาบหมื่นดารา ซึ่งถือกำเนิดจากพลังงานศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกปิดผนึกไว้ตั้งแต่สมัยโบราณ การถือกำเนิดของเขานั้นถือว่าพิเศษมาก ว่ากันว่าตอนเขาเกิดได้ทำให้ทั่วทั้งทะเลสาบหมื่นดาราปกคลุมไปด้วยทะเลเมฆ และต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะสลายไป!”
“ทะเลสาบหมื่นดารางั้นเหรอครับ?”
ฉู่โม่วผงะและถามต่อว่า “แล้วที่นั่นมีการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์แบบใดกัน?”
“เปล่าเลย ทะเลสาบหมื่นดาราไม่ใช่ของเผ่าพันธุ์ใดเผ่าพันธุ์หนึ่ง หากพูดกันตามตรง มันควรจะเรียกว่ากองกำลังที่ทรงอำนาจมากกว่า!” บรรพชนหมัวกล่าว
“กองกำลัง?”
ชายหนุ่มยิ่งรู้สึกสับสน
“ทะเลสาบหมื่นดาราไม่ใช่ทะเลสาบแบบที่คนทั่วไปคิด แต่มันเป็นทะเลสาบแห่งดวงดาวที่เต็มไปด้วยดวงดาวจำนวนนับไม่ถ้วน”
บรรพชนหมัวอธิบายต่อ “มีข่าวลือว่าเมื่อครั้งนานมาแล้ว มีมหาเทวะยุทธ์ระดับสูงแห่งกลุ่มดาวกันย์สามารถรู้แจ้งในพลังวิถี และใช้ท่วงทำนองแห่งวิถีของตัวเองชำระล้างดาวเคราะห์มากมายที่ตกลงบนทะเลสาบหมื่นดาราจนบริสุทธิ์ ทำให้ดวงดาวนับไม่ถ้วนเต็มไปด้วยกลิ่นอายจากพลังศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสามารถปัดเป่าวิญญาณชั่วร้ายได้ นี่ก็คือสถานที่ที่ถูกเรียกว่าทะเลสาบหมื่นดารา”
“เวลาต่อมา พลังศักดิ์สิทธิ์ที่หลงเหลืออยู่ในทะเลสาบหมื่นดารา ได้กลายเป็นเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตขึ้นมาได้ และหลังจากหนึ่งในสิ่งมีชีวิตได้รับสติปัญญา มันก็กระทำการครอบครองทะเลสาบหมื่นดาราทันที”
“หลังจากนั้น ก็ได้ปรากฏเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ขึ้นอีกหลายแห่งในทะเลสาบหมื่นดารา เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งมีชีวิตจำนวนมากที่ถือกำเนิดจากที่นั่นได้มารวมตัวกัน และแม้ว่าพวกมันจะไม่ใช่เผ่าพันธุ์เดียวกัน แต่พวกมันล้วนเกิดมาจากเขตแดนศักดิ์สิทธิ์เหมือนกัน ดังนั้นกองกำลังที่ทรงอำนาจจึงถูกสร้างขึ้น!”
“ไม่นานมานี้ ทะเลสาบหมื่นดาราได้มีขุมพลังที่แข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อย ๆ และในท้ายที่สุดพวกเขาก็ขอแยกตัวออกจากสัมพันธมิตรกลุ่มดาวกันย์!”
เมื่อได้ยินสิ่งที่บรรพชนหมัวอธิบาย ฉู่โม่วก็เข้าใจถึงภาพรวมทั้งหมดทันที
ต้องบอกว่ายังมีสิ่งมหัศจรรย์อีกมากมายในจักรวาล และมีแม้กระทั่งสิ่งมีชีวิตที่สามารถจุติได้จากเขตแดนศักดิ์สิทธิ์
“ทว่า…”
ในขณะนั้น บรรพชนหมัวก็พูดขึ้นอีกครั้ง
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยและพูดอย่างสงสัยว่า “มีข่าวลือว่าทะเลสาบหมื่นดารานั้นเงียบสงบมาก และจะไม่ออกไปไหนถ้าไม่มีอะไรทำในวันธรรมดา ฉันไม่เคยเห็นพวกเขามากว่าหมื่นปีแล้ว แต่ทำไมคราวนี้ จู่ ๆ พวกเขาถึงส่งอัจฉริยะมาที่นี่กันนะ?”