ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 70 ถือกำเนิด
บทที่ 70 ถือกำเนิด
มองไปยังใบหน้าของเฉินซีเวยที่แสดงให้เห็นชัดว่าเธอกำลังตกตะลึง ฉู่โม่วก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า
เขารู้อยู่แล้วว่ามันจะเป็นแบบนี้
รู้ดีว่าวันใดที่เฉินซีเวยรู้เรื่องนี้ มันจะต้องเป็นเรื่องยากที่เธอจะยอมรับ
แต่อย่างน้อยเธอก็รู้แล้ว เขาจะได้ไม่จำเป็นต้องปิดบังอีกในอนาคต
เพราะงั้นชายหนุ่มจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก
เนื่องจากบริเวณนี้ยังมีสัตว์อสูรหลงเหลืออยู่ ฉู่โม่วจึงไม่ได้ตรงเข้าไปพูดกับเฉินซีเวยในทันที เขาพยักหน้าให้อีกฝ่ายก่อนจะหันไปมองเหล่าสัตว์อสูรที่กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้แทน
แววตาที่เคยนิ่งสงบ
กลับกลายเป็นแววตาที่เกรี้ยวกราดขึ้นมาทันที
“ขอบคุณมากที่ช่วยชีวิตคนแก่อย่างพวกฉันไว้!”
ในตอนนั้น เสิ่นจิ้นและเหล่าปรมาจารย์ยุทธ์คนอื่น ๆ ที่ยังรอดชีวิตก็รีบวิ่งกลับเข้ามาและทำความเคารพ
แววตาของคนเหล่านั้นแสดงให้เห็นถึงความนับถือจากก้นบึ้ง
การปรากฏตัวพร้อมสายฟ้าของฉู่โม่วก่อนหน้านี้ กระแสไฟฟ้าเหล่านั้นสามารถกำจัดสัตว์อสูรให้กลายเป็นเพียงขี้เถ้าได้ด้วยการสัมผัสเพียงนิดเดียว ความรุนแรงของมันหนักหนาขนาดที่สัตว์อสูรระดับ 4 ยังไม่สามารถต้านทานได้
พลังระดับนี้ ทำให้พวกเขาตกตะลึงกันไม่น้อย
“ไม่ต้องสุภาพกันขนาดนั้นก็ได้ครับ”
ฉู่โม่วโบกมือและบอกเหล่าผู้อาวุโสให้ทำตัวตามปกติ
จากนั้นก็พูดเสริม “ตอนนี้ไม่มีเวลามาพูดอะไรนัก ถ้ายังไงพวกคุณก็ยืนรอกันตรงนี้ก่อน เดี๋ยวผมจะไปขับไล่สัตว์อสูรพวกนั้น จากนั้นเราค่อยมาคุยรายละเอียดต่าง ๆ กัน”
ประโยคนี้เข้าใจกันได้โดยทั่ว
หากเป็นคนอื่นพูดประโยคนี้ออกมา เสิ่นเจิ้นและเหล่าปรมาจารย์ยุทธ์คนอื่น ๆ คงไม่สนใจ… ด้านนอกยังมีสัตว์อสูรอีกมากมายที่หมายจะบุกเข้ามาในเมืองอยู่ ขนาดพวกเขายังบาดเจ็บหนักขนาดนี้ จะให้คนคนเดียวออกไปสู้ได้อย่างไร?
ต่อให้เป็นปรมาจารย์ยุทธ์ระดับสูงก็ยังยากที่จะทำ!
แต่…
เมื่อประโยคนี้หลุดออกมาจากปากฉู่โม่ว เสิ่นเจิ้นและคนอื่น ๆ กลับรู้สึกว่า ‘ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้’ พวกเขาไม่สงสัยและมั่นใจด้วยว่าฉู่โม่วสามารถทำตามที่พูดได้
“เข้าใจแล้ว!”
ทั้งสี่ยอมเชื่อฟัง
หลังจากตอบรับได้แล้ว พวกเขาก็ลอยถอยกลับเข้าไปยังตัวกำแพงฐานและกลืนยาฟื้นฟูร่างกายเข้าไป ระหว่างที่รอให้ยาออกฤทธิ์ ผู้อาวุโสทั้งสี่ก็ยืนดูฉู่โม่วจากไกล ๆ ไปด้วย
ในส่วนของฉู่โม่ว
ภายหลังจากที่บอกให้ทุกคนถอยกลับไป เขาก็ควบคุมอสนีบาตนับหมื่นพันให้ฟาดกระหน่ำใส่สัตว์อสูรที่อยู่ด้านนอกทันที
ด้านนอกมีสัตว์อสูรอยู่นับแสน เผลอ ๆ อาจจะถึงล้านตนด้วย ซึ่งยากมากหากเขาจะเข้าไปปะทะกับพวกมันด้วยตัวเอง
นี่ไม่ใช่ความฝันหรือการฝึกซ้อม
อย่างไรก็ตาม เขายังสามารถใช้วิธีการเด็ดหัวแม่ทัพได้อยู่ ตามปกติแล้วหากมีการรวมตัวของสัตว์อสูรจำนวนมาก มันเป็นเพราะมีสัตว์อสูรระดับสูงที่คอยบงการพวกมันอยู่เบื้องหลัง
ภายใต้สถานการณ์ปกติ ตราบใดก็ตามที่สัตว์อสูรที่มีตำแหน่งหัวหน้าถูกกำจัดไป เหล่าสัตว์อสูรตนอื่น ๆ จะเสียขวัญและแตกพ่าย
สิ่งที่ฉู่โม่วคิดจะทำคือการหาตัวสัตว์อสูรระดับ 5 ที่คอยบงการกองอสูรเหล่านี้ไว้ จากนั้นก็สังหารมันให้ได้เพื่อทำให้สัตว์อสูรตนอื่น ๆ เสียขวัญจนแตกตัวไป
ทว่า
สัตว์อสูรที่คาดว่าเป็นหัวหน้ากองอสูรยังไม่ได้ปรากฏตัวออกมาเลยตั้งแต่ต้น มันเอาแต่ส่งสัตว์อสูรระดับล่างออกมาเพื่อจะตัดกำลังของฝั่งมนุษย์เท่านั้น
เห็นได้ชัดเลยว่ามันค่อนข้างฉลาดที่เลือกใช้วิธีตัดกำลังเช่นนี้
“ในเมื่อไม่ยอมโผล่หัวออกมา ฉันก็จะไล่ฆ่าลูกน้องของแกจนกว่าแกจะยอมออกมาเองเลย!”
“มาดูซิว่าถ้าฉันฆ่าอสูรระดับ 3 รวมถึงระดับ 4 ของแกหมดไปแล้ว แกยังจะทนเฉยอยู่ได้หรือเปล่า!”
ฉู่โม่ววางแผนแน่วแน่
กระแสไฟฟ้าปะทุขึ้นมาจากทั่วทั้งตัวของเขา ด้วยระยะร่วมสิบสองเมตร สายฟ้าสีม่วงเกิดขึ้นทุกหนแห่งราวกับเป็นพายุอัสนีขนาดย่อมที่เกิดขึ้นมาบนพื้นดิน
นอกจากสายฟ้าแล้ว
คลื่นกระบี่จำนวนมากยังถูกปลดปล่อยออกมาจากกระบี่ในมือของเขาอีกด้วย พวกมันเหล่านี้ทะยานขึ้นไปบนฟากฟ้า หายไปในหมู่เมฆก่อนจะดิ่งกลับลงมาเหมือนห่าฝนที่พร้อมจะตัดร่างของอสูรทุกตนให้ขาดกระจายด้วยการปะทะเพียงครั้งเดียว
ไม่ว่าสัตว์อสูรตนนั้นจะเป็นระดับไหนก็ตาม
เมฆดำครึ้มบนฟากฟ้ายังคงเคลื่อนที่ไปเรื่อย ๆ ตลอดทางที่ผ่านไป มันก็นำพากลุ่มลมและฝนให้ตกกระจายทั่วถึงไปด้วย
ฉู่โม่วตามเมฆนั้นเข้าไปติด ๆ เขาสังหารสัตว์อสูรมากมายระหว่างทาง ปล่อยให้เลือดของสิ่งเหล่านั้นกระจายไปผสมกับหยาดฝนและไหลรวมกันไปเป็นบ่อเลือดรอบตัว
มองผ่านสายตาของเขา ทุกสิ่งอย่างถูกฉาบไปด้วยสีแดงจนแทบจะไม่เหลือสีอื่นแล้ว
ทางด้านกำแพงฐาน
ผู้ปลุกพลังมากมายกำลังตกตะลึงอยู่กับความแข็งแกร่งของฉู่โม่ว
พวกเขามองสัตว์อสูรที่ล้มตายจากการโดนกระบี่ฟาดฟันเพียงครั้งเดียว สายฟ้าที่โหมกระหน่ำลงมาอย่างต่อเนื่องและเข้าเป้าหมายทุกครั้งราวกับจับวาง ทุกสิ่งอย่างมันเหนือเกินกว่าที่จะกล้ามองว่าอีกฝ่ายก็เป็นมนุษย์เหมือนกันไปแล้ว
ในขณะนั้น
มีปรมาจารย์ยุทธ์เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ได้สติกลับมาก่อน เขามองไปรอบ ๆ ก่อนจะพูดขึ้น “พี่เสิ่น… ความแข็งแกร่งของปรมาจารย์ยุทธ์หนุ่มผู้นี้ช่างน่ากลัวยิ่งนัก!”
เสิ่นจิ้นพยักหน้าเห็นด้วย แต่เขาก็พูดขึ้นต่อ “เขาเป็นคนหนุ่มที่แข็งแกร่งมากจริง ๆ แต่ถึงแม้ว่าฉันจะแข็งแกร่งไม่เท่าเขา แต่ก็ไม่อาจปล่อยให้ตนเองรอคอยอยู่เบื้องหลังได้เช่นนี้… ฉันเองก็จะสู้ไปกับเด็กหนุ่มคนนั้นด้วย!”
พูดไปเช่นนั้น เสิ่นจิ้นก็กระโจนออกจากกำแพงฐานแล้วเข้าโถมใส่เหล่าสัตว์อสูรเบื้องล่างทันที
“กำจัดพวกมันให้หมด!”
คนอื่นที่เหลือหันหน้ามองกันเอง ก่อนจะตัดสินใจใช้ทุกวิถีทางเพื่อช่วยต่อสู้กับสัตว์อสูรด้วยเช่นกัน
ฝนฟ้ายังคงโหมกระหน่ำ เช่นเดียวกับอสนีบาตที่ยังฟาดผ่านลงมาอยู่เรื่อย ๆ
ฉู่โม่วไล่กำจัดสัตว์อสูรอย่างต่อเนื่อง ทุกครั้งที่กระบี่ของเขาถูกชักออกจากฝัก คลื่นกระบี่ที่อัดแน่นอยู่ภายในก็จะคำรามออกมาราวกับมีชีวิตและคร่าชีวิตของเป้าหมายนับไม่ถ้วนแทน
ไม่ว่าสัตว์อสูรตนนั้นจะโดนส่วนไหนของคมกระบี่ที่พุ่งผ่านไป พลังของมันที่อัดแน่นจะยังคงกระจายไปตามบาดแผลเฉกเช่นเชื้อโรคที่กัดกินและทำลายระบบประสาทของสิ่งมีชีวิตนอกโลก… จนตายลงในอีกไม่กี่วินาทีให้หลัง
เขาสามารถใช้คลื่นกระบี่เช่นนี้ได้ตั้งแต่เมื่อครั้งที่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ ดังนั้นในตอนนี้ที่ก้าวเข้าเป็นจอมยุทธ์ พลังทำลายของมันจึงรุนแรงมากขึ้นอีกเป็นทวีคูณ
คลื่นกระบี่ยังคงพุ่งตรงไปด้านหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง เสียงร้องโอดครวญของสัตว์อสูรเองก็ดังขึ้นตลอดก่อนที่ร่างของพวกมันจะล้มตายลงไป บางตัวก็แยกเป็นสองส่วนบ้าง ในขณะที่บางตัวก็ไม่มีกระทั่งหัว
เพียงเวลาไม่นาน พื้นที่ที่เต็มไปด้วยสัตว์อสูรก่อนหน้าก็ถูกทวงคืนราวกับพื้นที่แห่งชีวิตได้หวนคืนกลับมาแล้ว
กระบวนท่ากระบี่เช่นนี้ถือเป็นสิ่งที่น่ากลัวและกระตุกจิตกระชากใจแก่เหล่าศัตรูเป็นอย่างมาก
นี่ยังไม่รวม…
สายฟ้าทุกรูปแบบที่ฉู่โม่วสามารถควบคุมได้อย่างอิสระเสมือนเขาเป็นเทพเจ้าสายฟ้านั่น!
สายฟ้าฟาดจำนวนนับไม่ถ้วนที่ยังคงกระหน่ำฟาดดิ่งลงมาบนพื้นดินรอบตัว ทำให้ฉู่โม่วดูเหมือนกำลังเดินอยู่กลางทุ่งระเบิด จุดไหนที่เดินผ่านไปก็จะมีสัตว์อสูรที่ต้องกลายเป็นเถ้าถ่านอย่างน้อย ๆ ก็ยี่สิบตัว!
ดังนั้น เพียงไม่นานพื้นที่เป็นวงกว้างก็ถูกทำให้สะอาดเอี่ยมปราศจากสัตว์อสูรไปแล้ว
และด้วยความเก่งกาจของฉู่โม่วนี้เอง มันเลยทำให้ทางฝั่งมนุษย์เกิดแรงบันดาลใจฮึกเหิมกันขึ้นมา พวกเขาเลือดเดือดพล่านและเปี่ยมไปด้วยแรงใจ ผู้ปลุกพลังมากมายที่รักษาตัวได้ระดับหนึ่งแล้วจึงเริ่มออกมากำจัดเหล่าสัตว์อสูรกันอย่างสุดกำลัง!
ฟุบ!
เปรี๊ยะ!
ร่างของฉู่โม่วเคลื่อนไหวราวกับเป็นสายฟ้า เขาขยับตัวหายไปมาท่ามกลางวงของสัตว์อสูร ในขณะเดียวกันก็ทำการกำจัดพวกมันไปด้วย
ในเวลานี้ คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าฉู่โม่วกำลังสนุกกับการได้ฟาดฟันเหล่าสัตว์อสูรเหล่านี้อย่างหยุดไม่ได้ไปแล้ว
ยิ่งได้กำจัดศัตรูมากขึ้นเท่าไหร่ เขาก็รู้สึกว่าตนเองกำลังดำดิ่งไปยังจุดที่ไม่เคยได้เข้าถึงมาก่อน
ความรู้สึกลึกลับน่าพิศวงทำให้เขารู้สึกว่ากระบี่ในมือเริ่มจะมีชีวิตมากขึ้นมาเรื่อย ๆ และกำลังดึงเขาเข้าไปยังโลกที่แสนจะวิเศษ
ซู่…
บางสิ่งบางอย่างกำลังเกิดขึ้นภายในห้วงจิต
มันเป็นสิ่งเหมือนกับว่าบางอย่างได้ระเบิดออกมา
ไม่ใช่ระเบิดที่ดังรุนแรง แต่ให้ความรู้สึกเหมือนไก่ที่วิ่งออกจากเล้า ผีเสื้อที่ผุดออกมาจากใยไหมหรือไม่ก็ดอกบัวที่กำลังเบ่งบานสวยงามในหน้าร้อน
ทุกสิ่งอย่าง ณ ตอนนั้นเหมือนจะหยุดนิ่งไป แต่แล้วในวินาทีต่อมันก็เหมือนว่ามีอะไรบางอย่างเบ่งบานออกมา ราวกับว่าบางสิ่งที่อยู่ภายในตัวเขาเพิ่งถูกทลายขีดจำกัดไป
ถึงแม้ว่าสองมือของฉู่โม่วกำลังฟาดฟันสัตว์อสูรที่เข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน แต่จิตใจเขากลับสงบนิ่งลงเอาเสียดื้อ ๆ
“นี่มัน…”
ตอนนั้น
ทุกสรรพสิ่งที่อยู่ใกล้ ๆ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์อสูร พวกเขาสามารถรับรู้ได้ถึงบรรยากาศที่ผิดปกติไปในชั่วขณะ และมันทำให้ถึงกับต้องประหลาดใจกันไปชั่วครู่
ขณะเดียวกันนั้นเอง เสียงสายลมที่เคยขู่คำรามก็เริ่มสงบลง เช่นเดียวกับสายฝนที่เริ่มกระจายตัวและลดความรุนแรงลงไปด้วย
“โอ..”
ไกลออกไป
สัตว์อสูรระดับ 5 ที่ตระหนักได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง ทำให้มันไม่สามารถอยู่เงียบ ๆ ได้อีกต่อไปพร้อมกับร้องคำรามเสียงดังออกมา
ทันทีที่เสียงนั้นเงียบลง
สัตว์อสูรขนาดใหญ่เจ็ดตัวก็ปรากฏตัวขึ้น พวกมันมีกลิ่นอายที่ทรงพลัง บางตนวิ่งถลาเข้ามา ในขณะที่บางตนก็ทะยานจากฟากฟ้าเสมือนวิหคเหล็กที่กำลังบินลู่ลม แต่ไม่ว่าจะตนใดก็มีเป้าหมายที่ฉู่โม่วกันทั้งหมด
“สัตว์อสูรยักษ์ระดับ 4 มากถึงเจ็ดตัวเลยงั้นเหรอ!?”
“ระวังตัวด้วยนะ!”
“เจ้าหนุ่ม หลบเร็ว!”
ในตอนนั้น
เสิ่นจิ้นและปรมาจารย์ยุทธ์ตระหนักได้ถึงกลิ่นอายที่แข็งแกร่งมาจากสัตว์อสูรทั้งเจ็ดอย่างพร้อมเพรียงกัน สีหน้าของพวกเขาเปลี่ยนไปและรีบตะโกนเรียกฉู่โม่วทันควัน
สัตว์อสูรทั้เจ็ดตัวนั้นกระจายตัวออกไปและวิ่งเข้าหาฉู่โม่วจากทุกทิศทาง
กระแสลมบีบอัดรุนแรง พุ่งเข้าปะทะกับร่างของฉู่โม่วเสียก่อนที่ร่างของพวกมันจะเข้าปะทะเสียอีก
หน้าตาของพวกมันแสดงความดุร้ายออกมา ราวกับว่าหมายจะชนอัดกันให้ฉู่โม่วแหลกละเอียดคาที่ไปในครั้งเดียว
อย่างไรก็ตาม
ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าตนจะต้องรับมือกับสัตว์อสูรระดับ 4 ถึงเจ็ดตัว แต่ฉู่โม่วกลับไม่ได้ขยับตัวไปไหนเลย ราวกับเขากลัวจนขยับไปไหนไม่ได้ไปแล้ว
ระยะห่างระหว่างสัตว์อสูรเหล่านั้นกับฉู่โม่วลดลงมาเรื่อย ๆ
ร้อยเมตร!
ห้าสิบเมตร!
สิบเมตร!
เมื่ออสูรทั้งเจ็ดเข้าสู่ระยะสิบเมตรสุดท้ายก่อนเข้าปะทะ ฉู่โม่วผู้ที่ยืนนิ่งอยู่ตลอดก็เริ่มโต้ตอบ!
ชิ้ง!
เปรี้ยง!
กระบี่คมกริบถูกชักออกจากฝักจนเกิดเสียงกระทบกันของเหล็กกล้า เสียงนั้นไม่ได้แหลมแสบหูนัก ทว่าสิ่งที่คนอื่นได้ยินกลับเป็นเสียงเหมือนสายฟ้าร้องลั่นออกมา สายฟ้าฟาดแรกที่ดังกระหน่ำก่อนที่ฝนจะตกหนัก
ราวกับโลกกำลังถูกจัดที่จัดทางใหม่ แรงสั่นสะเทือนจากการกระทำนี้ทำเอาทั้งภูเขาแม่น้ำสั่นสะท้านกันไปหมด
ทันใดนั้น ทุกคนก็ได้ยินเสียงระเบิดไปพร้อมกัน!