ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 703 จุดจบของโชคชะตาแห่งโลก กับ ร่างกายอันไร้ซึ่งรากฐาน
บทที่ 703 จุดจบของโชคชะตาแห่งโลก กับ ร่างกายอันไร้ซึ่งรากฐาน
หลังจากที่ได้รับการยอมรับจากเจ้าสำนัก ฉู่โม่วก็ได้รับกระบวนท่าพิเศษมา และในขณะเดียวกันก็ได้รับอนุญาตให้อาศัยอยู่ในสำนักเต๋าต่อไปด้วย
เขาถือตำราหยกเอาไว้ในมือราวกับว่ามันเป็นสมบัติล้ำค่า
เขารีบทำความเคารพเจ้าสำนักและกล่าวทั้งน้ำตา “ข้าจะไม่มีวันลืมพระคุณและความเมตตานี้ไปตลอดชีวิต!”
“ไปได้แล้ว!”
เจ้าสำนักไม่พูดอะไรมากและแค่ลูบหนวดเครา
แล้วจึงเดินจากไป…
หลังจากนั้น ฉู่โม่วและเด็กหนุ่มอีกสองคนก็เริ่มฝึกฝนในสำนัก
หลังจากที่ได้รับกระบวนท่าในระดับที่สูงขึ้นมา ชายหนุ่มก็มีความมั่นใจเต็มเปี่ยม เขาเชื่อว่าตัวเองจะต้องคว้าบางอย่างมาได้สำเร็จเป็นแน่ จึงพักการฝึกฝนลมหายใจและมาสนใจกระบวนท่านี้เป็นพิเศษ
เพียงแต่ว่า…
สิ่งที่ไม่คาดคิดคือ ในฐานะกระบวนท่าอันลึกซึ้ง มันลึกลับซับซ้อนและเข้าใจยากเกินไป อย่าว่าแต่ฝึกฝนเลย แค่พยายามทำความเข้าใจก็ยากมากแล้ว
เขาพยายามฝึกฝนตามความเข้าใจของตัวเอง แต่โชคไม่ดีนักที่ไม่อาจฝึกฝนอะไรได้เลย
ท้ายที่สุดฉู่โม่วก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป
เมื่อมองดูตำรากระบวนท่าตรงหน้า ความสิ้นหวังในหัวใจของเขาก็ค่อย ๆ เพิ่มพูนขึ้น ความกระตือรือร้นที่จะไล่ตามพลังเต๋าหายไปจนหมดสิ้นและกลับกลายเป็นความหวาดกลัว
“หรือว่า…”
“ทั้งชีวิตนี้ ข้าจะไม่มีโอกาสได้ก้าวเดินบนหนทางแห่งความเป็นอมตะเลยจริง ๆ?”
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาถามคำถามนี้กับตัวเองตั้งแต่มาถึงโลกใบนี้
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ระยะเวลายี่สิบปีผ่านไปในชั่วพริบตา
เด็กหนุ่มทั้งสองที่มีอายุเท่ากับเขาพัฒนาการฝึกฝนได้อย่างรวดเร็วมาตลอดยี่สิบปี พวกเขาต่างก็พัฒนาเข้าสู่ระดับที่สูงขึ้นไปด้วยกันจนถึงระดับที่เขาไม่อาจเทียบเคียงได้ตลอดทั้งชีวิต
ส่วนเขานั้น แม้ว่าจะฝึกฝนอย่างหนักตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา ท้ายที่สุดเขาก็ฝึกฝนอะไรไม่สำเร็จสักอย่าง
ต้องบอกเลยว่า…
ด้วยเหตุผลบางอย่าง สำนักเต๋าที่เคยรุ่งเรืองค่อย ๆ ถดถอยลงระหว่างเวลายี่สิบปีนี้ ทุกปี ผู้คนที่มาสักการะบูชาและขอพรลดน้อยลงเรื่อย ๆ ตอนนี้ก็เหลือเพียงแค่ผู้สูงอายุที่ยังยืนยันจะไหว้ขอพรต่อไป
เวลาอีกยี่สิบปีดำเนินผ่านไป
เด็กหนุ่มทั้งสองสำเร็จการศึกษาจากอาจารย์แล้ว แต่พวกเขายังคงฝึกฝนอยู่ในสำนัก
แต่ก็เป็นเช่นนี้ได้อีกไม่นานนัก…
เพราะทั้งสองมีพรสวรรค์และความเข้าใจที่ดี จึงเป็นที่ชื่นชอบของเหล่าผู้อาวุโส ทำให้พวกเขาถูกคัดเลือกและกำลังจะจากไป
ตามกำหนดการแล้ว วันนี้คือวันที่ทั้งสองจะออกเดินทาง
เขามาส่งเพื่อนร่วมรุ่นทั้งสองตามคำสั่งของเจ้าสำนัก
ก่อนพระอาทิตย์ตก ฉู่โม่วยืนรออยู่ที่ประตูภูเขา
“ยินดีด้วยกับศิษย์ทั้งสองที่ได้รับเลือกเข้าสู่สำนักชั้นใน ตั้งแต่นี้ไป เส้นทางแห่งความเป็นอมตะก็จะราบรื่นขึ้นและเดินไปได้อีกไกลแน่!”
ฉู่โม่วยื่นสิ่งของต่าง ๆ ที่เจ้าสำนักเตรียมไว้ให้กับทั้งสอง แล้วจึงกล่าวอวยพร
เพียงแต่ว่า…
ขณะที่พูดเช่นนั้น ในหัวใจของเขารู้สึกขมขื่นยิ่งนัก
อาจเป็นเพราะนี่เป็นการแยกจากอย่างถาวรและอาจไม่ได้เจอกันอีกเลยในอนาคต
หรืออาจเป็นเพราะพวกเขาอยู่กับฉู่โม่วมานานนม แม้ว่าทั้งสองจะดูถูกชายหนุ่มและเหยียดหยามเขามาตลอด แต่เมื่อเห็นใบหน้าอันแสนคุ้นเคย พวกเขาก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่งและอดพูดออกมาไม่ได้
“พอคิดย้อนกลับไป ข้ากับเจ้าก็เข้ามาในสำนักด้วยกัน แล้วตอนนี้เราก็ไปถึงระดับขั้นสูงแล้ว แต่เจ้าก็ยังอยู่ที่เดิม อย่าหาว่าข้าปากมากเลย เส้นทางแห่งความเป็นอมตะน่ะขึ้นอยู่กับดวงทั้งนั้น!”
“ฟังคำของพวกเราเถอะ เจ้าควรรีบกลับลงไปจากภูเขาและตามหาเส้นทางอื่น ด้วยวิชาที่เจ้าได้เรียนรู้ นอกจากจะมั่งคั่งและมีอำนาจแล้ว อย่างน้อยเจ้าก็อยู่สบาย ๆ ได้ตลอดชีวิตเลย!”
พวกเขาต่างก็พูดส่งเสริมกัน
“ใช่แล้ว ว่ากันว่าทุกสิ่งมีชีวิตไม่รู้ว่าตัวเองธรรมดาขนาดไหน และทุกคนก็โหยหาความเป็นอมตะ แต่จะมีสักกี่คนกันที่ได้เป็นอมตะและกลายเป็นนักพรตเต๋าจริง ๆ? พลังเต๋าในธรรมชาติน่ะไม่สามารถควบคุมได้ ในเมื่อมันไม่มาหา แล้วเจ้าจะฝืนไปทำไมล่ะ?”
ฉู่โม่วอยากจะปฏิเสธ แต่เมื่ออ้าปากและมองไปยังใบหน้าของเพื่อนทั้งสองคน เขาก็ค่อย ๆ เผยสีหน้าเศร้าหมองออกมา
ความขมขื่นข้างในหัวใจ ณ ตอนนี้นั้นกำจัดออกไปได้ยากเหลือเกิน
“ขอบคุณพี่ชายทั้งสองที่เป็นห่วง!”
หลังจากที่เงียบไปครู่ใหญ่ ฉู่โม่วก็กลั้นใจพูดออกมา “ข้ารู้ว่าคำโน้มน้าวของเจ้าก็ถูก แต่… ในเมื่อข้าเลือกที่จะเดินเส้นทางแห่งความเป็นอมตะแล้ว ถึงท้ายที่สุดจะไม่ได้อะไรเลย ข้าก็จะเดินต่อไป”
“อย่างที่เขาว่ากัน ถ้าได้ยินเสียงเต๋าในตอนเช้า ถึงจะต้องตายในตอนเย็นก็ไม่เสียใจ ถ้าไม่ได้สัมผัสพลังเต๋าเลย ข้ายอมตายดีกว่า!”
เมื่อทั้งสองได้ยินดังนั้น พวกเขาก็มองหน้ากันอย่างช่วยไม่ได้
การโน้มน้าวผีที่อยากตายนั้นยากเย็นยิ่งนัก
หลังจากที่ครุ่นคิดดู ทั้งสองก็รับสิ่งของมาและลงภูเขาไปด้วยกันโดยไม่พูดอะไรอีก
ปีนั้น…
คือปีที่แห้งแล้งที่สุดในประวัติศาสตร์
ตั้งแต่ทั้งสองจากไป กำแพงของลานกว้างก็ปกคลุมไปด้วยตะไคร่น้ำเพราะไม่ได้รับการดูแลรักษา มันเคยเป็นสำนักเต๋าที่งดงาม แต่ตอนนี้มันกลับถูกทิ้งร้างจนทรุดโทรม!
หลังจากช่วงกลางฤดูหนาว ประตูภูเขาก็ถูกกีดขวางไปด้วยหิมะมากมาย ทำให้ผู้นับถือเดินทางมายังภูเขาเพื่อสักการะบูชาน้อยลงไปอีก
ไม่มีใครให้พบเห็นเป็นเวลาเกือบหนึ่งวันเต็ม ๆ
ฉู่โม่วอยู่ในสำนักตัวคนเดียวโดยนั่งอยู่บนแท่นประทับและทำการฝึกฝนประจำวันเหมือนเช่นเคย
จนถึงวันนี้…
เขาก็ยังเชื่อว่าท้องฟ้านั้นไร้ขอบเขต
ตราบใดที่บากบั่นพยายาม ไม่ว่าจะดีหรือแย่ ก็จะได้รับผลลัพธ์เสมอ
ข้างนอกนั้นหนาวเหน็บและมีสายลมกระโชกขณะที่พายุหิมะเทลงมา
ทุกสิ่งตกอยู่ในความเงียบสงัด
หลังจากที่เอาชีวิตรอดผ่านฤดูหนาวมาได้ในที่สุด เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง เขาผู้ห่อเหี่ยวมาตลอดก็ดีใจจนเนื้อเต้นขึ้นมาในทันใด
กลายเป็นว่าหลังจากที่ตรากตรำฝึกฝนมากว่าหลายสิบปี ในที่สุดเขาก็พัฒนาการฝึกฝนขึ้นมาได้หนึ่งขั้น!
เขาพลันมีความหวังขึ้นมาและรีบตามหาตัวเจ้าสำนักเพื่อบอกข่าวดี
แต่เมื่อเขาออกมาจากห้องทำสมาธิของเจ้าสำนัก หลังจากที่คุกเข่ามากว่าสามวันสามคืนและยังคงไร้ซึ่งความเคลื่อนไหว ฉู่โม่วก็ทนไม่ไหวและผลักประตูเข้าไปในที่สุด
และสิ่งที่ได้เห็นก็ทำให้เขาต้องตกตะลึง
ฉู่โม่วเห็นเจ้าสำนักนั่งอยู่บนแท่นประทับ เขาสูญเสียอณูแห่งชีวิตจนหมดไปนานแล้ว และร่างกายของเขาก็แข็งทื่อราวกับหิน
ชายหนุ่มรู้ได้ในทันทีว่าเจ้าสำนักได้มาถึงจุดสิ้นสุดของอายุขัยแล้วและไม่อาจพัฒนาเข้าสู่ขั้นต่อไปได้ เขาจึงนั่งนิ่ง ๆ อยู่ในห้องนี้ตั้งแต่ตอนที่ภูเขาเริ่มปกคลุมไปด้วยหิมะหนาแน่น
ตอนนั้นเองที่ฉู่โม่วนึกขึ้นได้ว่าทำไมตอนที่เพื่อนทั้งสองออกไปจากสำนักเต๋า เจ้าสำนักจึงไม่ได้ปรากฏตัวขึ้นด้วย เพราะศิษย์ทั้งสองเคยเป็นหัวใจของสำนักเต๋าแห่งนี้
ในตอนนี้…
เขามองดูร่างไร้ชีวิตของเจ้าสำนัก และด้วยเหตุผลบางอย่าง ความรู้สึกสิ้นหวังก็ปรากฏขึ้นในหัวใจ
เมื่อนั่งลงบนพื้นเย็นเฉียบ ในตอนแรกเขาแค่รู้สึกเศร้าใจและร้องไห้อยู่เงียบ ๆ แต่ในไม่ช้า เขาก็เริ่มคร่ำครวญและร้องไห้เสียงดังลั่นในที่สุด
“ฝึกวิชาเต๋า! ฝึกวิชาเต๋า!”
“ข้าฝึกฝนวิถีแห่งเต๋ามาตั้งหลายสิบปี แต่ก็ยังฝึกฝนอะไรไม่ได้เลย!”
“ตอนนี้ในสำนักเต๋าเหลือแค่ข้าคนเดียว ถ้าท่านมีพลังเหนือธรรมชาติจริง ๆ บอกข้าหน่อยได้ไหมว่าข้าต้องไปทางไหน? ตลอดชีวิตนี้ข้าเดินบนเส้นทางแห่งความเป็นอมตะไม่ได้เลยจริง ๆ หรือ?”
ข้างในห้องอันว่างเปล่า บนภูเขาอันเงียบสงัด
มีแค่เพียงเสียงคำรามของฉู่โม่วดังให้ได้ยิน
เขาเผชิญหน้ากับร่างไร้ชีวิตของเจ้าสำนักเพียงคนเดียว และดูเหมือนจะลืมทุกสิ่งไป
เขาไม่กินไม่นอนและเอาแต่จ้องมองร่างของเจ้าสำนักที่ผอมบางและเหี่ยวแห้งลง
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร
หลังจากที่ได้สติกลับมา เขาก็ตื่นขึ้นในที่สุด
ความเป็นอมตะนั้น สำหรับเขาแล้ว มันคือความฝันที่ไม่อาจไขว่คว้ามาได้!
เขายอมแพ้แล้ว!
คืนนั้น เขาซึมเซาตลอดทั้งคืน และหลังจากที่ฝังร่างของเจ้าสำนักเรียบร้อย เขาก็อยู่ในสำนักเต๋าแห่งนี้เป็นคนสุดท้ายและตายอย่างโดดเดี่ยว
เขายังคงคิดเรื่องนี้อยู่ในใจจนถึงช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต
ทั้งที่พยายามมากขนาดนั้น แต่ทำไมสุดท้ายถึงมีจุดจบที่น่าเศร้าแบบนี้ล่ะ?