ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 717 เข้าสู่ดินแดนรกร้าง และหมอกประหลาดสีดำ!
บทที่ 717 เข้าสู่ดินแดนรกร้าง และหมอกประหลาดสีดำ!
“สิ่งที่ฉันพูดก่อนหน้านี้ พวกนายต้องจำไว้ให้ดี และอย่าได้ประมาทแม้แต่น้อย มิฉะนั้น นายจะตายอยู่ภายในนั้น… เข้าใจหรือไม่?”
ในตอนท้าย บรรพชนหมัวกล่าวอย่างเคร่งขรึม
“เข้าใจแล้วครับ”
ทุกคนตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ดีมาก!”
เมื่อเห็นแบบนี้ บรรพชนหมัวจึงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจและกล่าวว่า “ครั้งนี้ ฉู่โม่วจะเป็นผู้นำกำลังเข้าไปสำรวจดินแดนรกร้างของมหาเทวะยุทธ์ หลังจากเข้าไปแล้ว นายต้องเชื่อฟังคำสั่งของเขา จงจำไว้ว่าอย่าทำอะไรโดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตเด็ดขาด!”
ทันทีที่บรรพชนออกคำสั่ง
สายตาของทุกคนก็จับจ้องไปที่ฉู่โม่วอย่างพร้อมเพรียง
แม้ฉู่โม่วจะไม่ได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้นำกลุ่ม แต่พวกเขาก็ตั้งใจจะให้เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว
“ฉู่โม่ว ฉันขอฝากคนเหล่านี้ไว้กับนายด้วย หากต้องพบเจอกับสถานการณ์ร้ายแรง ก็จงพยายามช่วยชีวิตพวกเขาออกมาให้ได้มากที่สุด!”
บรรพชนหมัวมองไปที่ฉู่โม่วและพูดอย่างจริงจัง
ชายหนุ่มเข้าใจถึงความคาดหวังที่มีอยู่ในคำพูดของบรรพชนหมัวทันที
เมื่อสิ้นเสียง
เขาจึงเพียงพยักหน้า “ท่านบรรพชนอย่าได้กังวลไป ผมจะปฏิบัติภารกิจนี้ให้สำเร็จอย่างแน่นอน!”
“ดีมาก!”
“นี่ก็ใกล้ถึงเวลาแล้ว ดังนั้นจงไปเตรียมตัวขึ้นเรือรบและออกเดินทางได้!”
บรรพชนหมัวเร่งเร้า
ผู้ปลุกพลังทั้งหมดจึงเริ่มขึ้นเรือรบโบราณ ในขณะที่บรรพชนหมัวและผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ก็ขึ้นเรือรบกันคนละลำ
พวกเขากำลังจะมุ่งหน้าไปยังดินแดนรกร้างของมหาเทวะยุทธ์ โดยวางแผนไว้ว่าขณะที่ฉู่โม่วและคนอื่น ๆ เข้าไปสำรวจภายใน พวกเขาก็จะเฝ้ารออยู่ข้างนอกเพื่อทำหน้าที่คุ้มกัน
…
ครึ่งเดือนต่อมา
ในที่สุดพวกเขาก็เดินทางมาถึงดาราจักรกลืนกินสวรรค์
เรือรบโบราณได้ลงจอดบนดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ที่สุดในดาราจักรแห่งนี้
“ดินแดนรกร้างของมหาเทวะยุทธ์อยู่บนดาวดวงนี้!”
บรรพชนหมัวแนะนำ
ฉู่โม่วทอดสายตามอง จากนั้นก็เห็นแสงอมตะที่กำลังเจิดจ้าจากระยะไกล กำลังเวียนวนสอดประสานอย่างเรืองรองไร้ขอบเขต ซึ่งสะท้อนความเจิดจรัสที่อยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตรและประสานกับพลังวิถีอันไร้ขอบเขต แสดงให้เห็นถึงความลึกลับสุดจะพรรณนา
เพียงแค่เห็นปรากฏการณ์เหล่านี้ ผู้ใดก็สามารถบอกได้ทันทีว่ามันไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง
ชั่วอึดใจต่อมา
เรือรบโบราณก็ลงจอด จากนั้นทุกคนก็ลงมาสัมผัสพื้นดินทันที
ในเวลานี้ มีผู้ปลุกพลังจำนวนมากมารวมตัวกันที่นี่ ซึ่งความแข็งแกร่งโดยรวมแล้วจะอยู่ที่ระดับเทวะยุทธ์ แต่ก็ยังมีครึ่งก้าวสู่ขั้นมหาเทวะยุทธ์มากมายที่ยืนอยู่รอบ ๆ คอยอารักขาเช่นกัน พวกเขาล้วนเป็นผู้ปลุกพลังกลุ่มแรกที่เข้ามาสำรวจ ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในการคุ้มกันความปลอดภัยของสถานที่แห่งนี้
เมื่อพวกเขารู้ว่าฉู่โม่วและพรรคพวกกำลังเดินทางมา หลายคนก็แสดงอาการตื่นเต้นและออกมาต้อนรับ
“ฉู่โม่ว ฉันขอฝากการสำรวจภายในไว้กับนายด้วยนะ!”
บรรพชนหมัวกล่าว
ชายหนุ่มพยักหน้า จากนั้นก็ตรงมาถึงทางเข้าดินแดนรกร้างของมหาเทวะยุทธ์
ภาพที่เห็นเป็นดั่งประตูสวรรค์อันงดงามอย่างยิ่ง ซึ่งรายล้อมไปด้วยพลังแห่งกฎเกณฑ์อันไร้ขีดจำกัดที่กำลังเล็ดลอดออกมา และอีกด้านหนึ่งของบานประตูกลับถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิด จึงทำให้พวกเขาไม่สามารถประเมินถึงสภาพแวดล้อมภายในได้
แต่ฉู่โม่วและคนอื่น ๆ ได้รับรู้เกี่ยวกับสภาวะแบบนี้มาจากบรรพชนหมัวก่อนแล้ว จึงไม่ได้แปลกใจอะไร
“ทุกคนเข้าไปทีละคนตามลำดับ จากนั้นให้ตรวจสอบสถานการณ์โดยรอบทันทีเพื่อความปลอดภัย!”
“เข้าไปกันเถอะ!”
ฉู่โม่วออกคำสั่ง จากนั้นก้าวตรงไปยังประตู
วู้ม!
ระลอกคลื่นพลันดูดกลืนร่างของชายหนุ่มหายไปต่อหน้าต่อตาทุกคน
หลังจากนั้น ผู้ปลุกพลังคนอื่น ๆ ก็เข้าไปตามลำดับและหายไปทีละคน
เมื่อพวกเขาเข้าไปจนครบ
บรรพชนหมัวและคนอื่น ๆ ต่างยืนเฝ้าที่หน้าประตูด้วยแววตาที่คาดหวัง
ไม่มีใครรู้ว่าฉู่โม่วและคนอื่น ๆ จะได้รับผลประโยชน์จากภายในหรือไม่ อีกทั้งพวกเขาก็ไม่สามารถทำสิ่งใดไปได้มากกว่านี้ จึงเพียงเฝ้าอวยพรให้ผู้ปลุกพลังที่เข้าไปออกมาอย่างปลอดภัย
…
ในขณะนี้ ภายในมีเพียงเสียงหวีดหวิวท่ามกลางหมอกสีดำที่ลอยอยู่ในอากาศ ทุกคนมองออกไปรอบ ๆ ไม่เห็นสิ่งใดแม้แต่นิ้วตัวเอง
หมอกดำที่เจือปนไปด้วยพลังปราณเหล่านี้มีความพิเศษมาก แม้แต่จิตสัมผัสพลังวิญญาณก็ยังถูกปิดกั้น มิหนำซ้ำ ยังไม่สามารถสลัดพวกมันให้พ้นไปจากร่างกายได้อีกด้วย
นี่คือฉากตรงหน้าเมื่อฉู่โม่วเข้ามาถึง
แต่สิ่งนี้ก็เคยถูกกล่าวถึงในคำแนะนำของบรรพชนหมัว ดังนั้นชายหนุ่มจึงไม่ได้รู้สึกตกใจแต่อย่างใด และเพียงขยับความคิด ทันใดนั้น แสงศักดิ์สิทธิ์อันเจิดจ้าก็ปรากฏขึ้นรอบตัวเขา ราวกับสุริยันดวงใหญ่ที่เฉิดฉายไปโดยรอบ
หากแสงเหล่านี้อยู่ภายนอก มันจะสามารถส่องแผ่ออกไปได้อย่างน้อยหนึ่งแสนกิโลเมตร
ทว่าที่นี่กลับสามารถส่องแผ่ออกไปได้เพียงหนึ่งเมตรเท่านั้น และที่ไกลออกไปก็ยังคงความมืดมิดถึงขีดสุดจนมองไม่เห็นอะไรเหมือนเดิม
“ช่างเป็นสถานที่ที่แปลกประหลาดเสียจริง”
ฉู่โม่วขมวดคิ้ว
แม้จะเคยได้ยินจากคำบรรยายของบรรพชนหมัวแล้ว แต่พอมาพบเจอด้วยตัวเอง มันก็น่าตกใจอยู่ไม่น้อย
โดยไม่รอช้า ชายหนุ่มจึงทดลองเปิดใช้งานพลังกายาทวิเนตรและดวงตาสีทองของธาตุทั้งห้า เพื่อดูว่าจะสามารถมองเห็นสิ่งใดผ่านหมอกสีดำเหล่านี้ได้หรือไม่ เพียงแต่…
“อ๊าก!”
ทันใดนั้นก็มีเสียงกรีดร้องดังขึ้น
เสียงนั้นน่าจะเป็นผู้ปลุกพลังที่เข้ามาพร้อมกับเขาและดูเหมือนกำลังตกอยู่ในอันตราย
วินาทีที่ฉู่โม่วกำลังจะมองไปยังทิศทางของเสียงกรีดร้อง ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกเย็นวาบไปถึงขั้วหัวใจ ราวกับว่าวิกฤตครั้งใหญ่กำลังจะมาถึง
ชายหนุ่มรีบเบี่ยงตัวหลบโดยไม่รอช้า และในขณะเดียวกันก็กระตุ้นพลังงานและเลือดจนพุ่งพล่านอย่างบ้าคลั่ง จากนั้นกระบี่ดาราทมิฬก็ถูกปลดออกจากฝักและฟันไปยังตำแหน่งก่อนหน้าที่เคยยืนอยู่ทันที
ตู้ม!
พร้อมกับเสียงปะทะกันอย่างรุนแรง
คลื่นปราณกระบี่เหมือนจะไปปะทะเข้ากับวัตถุแข็งบางอย่าง จนระเบิดออกกลายเป็นเปลวเพลิงทันที จากนั้นสิ่งมีชีวิตลึกลับที่ลอบโจมตีฉู่โม่วก็เดินโซเซถอยกลับไป
ชายหนุ่มสามารถรับมือกับสถานการณ์นี้ได้ทันท่วงที และมองเห็นร่างของอีกฝ่ายได้เพียงชั่วขณะ
วิสัยทัศน์ทั้งหมดยังคงถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกสีดำ
หมอกสีดำที่หนาทึบจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นสิ่งใด
ฉู่โม่วรีบเปิดใช้งานพลังกายาทวิเนตรและดวงตาสีทองห้าธาตุ จากนั้นจึงปรากฏรอยแยกระหว่างคิ้ว ซึ่งมีความพร่างพราวห้าสีที่กำลังหมุนวน รวมถึงทวิเนตรที่กระเพื่อมประกายแสงอันโกลาหลออกมาอย่างต่อเนื่อง
อาศัยความพิเศษของทั้งสองพลังนี้ ในที่สุดฉู่โม่วก็สามารถเห็นแก่นแท้ของหมอกดำได้อย่างชัดเจน
สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้หมอกสีดำนั้นแท้จริงแล้วคือลูกปัดหมึกขนาดไม่เกินนิ้วหัวแม่มือ
“นี่คือ…”
ฉู่โม่วพลันรู้สึกตกตะลึง
ในขณะเดียวกัน
ลูกปัดหมึกดูเหมือนจะตระหนักได้ว่าฉู่โม่วนั้นเป็นสิ่งยุ่งยากที่ไม่ควรเข้าไปยุ่งด้วย จึงรีบแปลงกายเป็นลำแสงและพยายามจะหลบหนีทันที
“คิดจะหนีงั้นเหรอ?!”
“ปล่อยฉัน!”
ดวงตาของฉู่โม่วหรี่ลง
เขามีความเคลือบแคลงสงสัยมากมายอยู่ในใจและกำลังวางแผนที่จะสำรวจที่นี่อย่างละเอียด แล้วจะให้ปล่อยให้อีกฝ่ายหนีไปง่าย ๆ ได้อย่างไร
โดยไม่รอช้า เขารีบกระตุ้นพลังปราณและเลือดจนพลุ่งพล่านถึงขีดสุด จากนั้นเปิดใช้งานภาพมายาอีกาสุริยันแห่งดวงอาทิตย์ผู้ยิ่งใหญ่ ขับเปลวเพลิงสีทองออกมากลายเป็นตาข่ายเพลิงอันแข็งแกร่งเข้าปิดล้อมลูกปัดหมึกทันที
ฟู่ว!
เปลวเพลิงสีทองของดวงอาทิตย์นั้นเต็มไปด้วยพลังหยาง ซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามกับพลังวิญญาณชั่วร้ายบางตัวอยู่แล้ว
เมื่อหมอกดำสัมผัสกับเปลวเพลิงสีทองเหล่านี้ มันจึงถูกทำลายและกลายเป็นกลุ่มควันสีฟ้าลอยขึ้นไปทันที
ลูกปัดหมึกพยายามกระแทกไปทางซ้ายทีและทางขวาทีเพื่อหนีออกไป แต่ก็ไม่สามารถหนีจากตาข่ายสวรรค์ที่เกิดจากเปลวเพลิงสีทองของดวงอาทิตย์ได้
ขณะที่เปลวเพลิงสีทองค่อย ๆ หดตัวบีบพื้นที่เข้ามา ลูกปัดหมึกจึงไม่สามารถดิ้นรนหนีและถูกมัดในที่สุด
ฉู่โม่วจึงเอื้อมมือไปคว้ามันไว้
เขาเห็นว่าลูกปัดหมึกนี้เป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาดมาก เพราะแม้มันจะมีขนาดตัวที่เล็ก แต่ก็มีดวงตานับไม่ถ้วนกระจายอยู่ทั่วร่างกายอย่างแน่นขนัด
ทุกครั้งที่ลูกปัดหมึกเคลื่อนไหว ดวงตาจำนวนนับไม่ถ้วนก็จะเคลื่อนไหวตาม ซึ่งให้ความรู้สึกที่น่าขนลุกอยู่ไม่น้อย
ทันใดนั้น
ลูกปัดหมึกยังคงมีท่าทีไม่ยอมแพ้ จากนั้นกลุ่มหมอกดำก็ถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างของมันอีกระลอก
“หมอกดำประหลาดที่สามารถปิดกั้นจิตสัมผัสได้ มาจากเจ้าสิ่งนี้งั้นเหรอ?”
ฉู่โม่วค่อนข้างประหลาดใจอยู่ไม่น้อย
เมื่อรู้แบบนั้น
ชายหนุ่มจึงออกบีบแรงทันที จากนั้นลูกปัดหมึกก็แตกเป็นเสี่ยง ๆ ดัง ‘โผละ’ เหมือนเศษแก้ว
วินาทีถัดมา
ม่านหมอกสีดำจำนวนนับไม่ถ้วนเริ่มไร้การควบคุม มันคำรามเสียงหวีดหวิวราวกับคลื่นทะเล แล้วค่อย ๆ สลายไปในที่สุด
ทันใดนั้น ลักษณะดั้งเดิมของสถานที่แห่งนี้จึงถูกเปิดเผยออกมาอย่างสมบูรณ์ต่อหน้าฉู่โม่ว