ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 760 ใช้ทุกวิถีทางเพื่อฆ่าสัตว์อสูร!
บทที่ 760 ใช้ทุกวิถีทางเพื่อฆ่าสัตว์อสูร!
‘ตัด!’
ฉู่โม่วยังคงใช้กระบี่ดาราทมิฬฟาดฟันไปที่สัตว์อสูร
ทว่า… ผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนเดิม ไม่ว่าเขาจะโจมตีด้วยวิธีใด มันก็ยากที่จะสร้างความเสียหายได้ มากสุดเขาทำได้แค่กรีดบาดแผลที่ไม่ลึกไม่ตื้นบนร่างกายของมัน แต่มันก็หายไปอย่างรวดเร็ว
ในทางกลับกัน พลังของสัตว์อสูรตัวนี้น่ากลัวอย่างยิ่ง เมื่อใดก็ตามที่มันโจมตีฉู่โม่ว การโจมตีอันทรงพลังของมันก็เพียงพอที่จะระเบิดความว่างเปล่า หากมันไม่ได้อยู่ในพื้นดินที่มั่นคง มันอาจทำลายกาแล็กซีหลายแห่งทิ้งด้วยหมัดเดียว
ภายใต้พลังเช่นนี้ ฉู่โม่วไม่กล้าฝืนเข้าปะทะ
หากโดนโจมตีเข้า ถึงไม่ตายเขาก็คงบาดเจ็บสาหัส!
เวลานี้ชายหนุ่มตกเป็นฝ่ายตั้งรับ
“จะอยู่แบบนี้ต่อไปไม่ได้ ไม่อย่างนั้นการฆ่ามันจะยิ่งยาก!’
เขาพึมพำพลางขมวดคิ้ว คิดหาวิธีที่จะเปลี่ยนสถานการณ์
แม้ว่าชายหนุ่มในขณะนี้จะไม่มีใครทำอะไรใครได้ แต่ฉู่โม่วต้องการจะฆ่ามันและเอากุญแจมา ถ้ายังยื้อกันอยู่อย่างนี้ มันย่อมไม่เป็นผลดีสำหรับเขา
ตูมมม!
ขณะที่บุตรแห่งโชคชะตากำลังคิดอย่างหนัก ทันใดนั้นสัตว์อสูรก็คำราม ที่คิ้วเปิดช่องว่างออก จากนั้นแสงศักดิ์สิทธิ์ที่น่าสะพรึงกลัวก็พุ่งตรงมาที่ชายหนุ่ม!
กลิ่นอายของพลังแสงนี้ดูราวกับสามารถทะลุผ่านท้องฟ้า
ทันทีที่ลำแสงปรากฏขึ้น ฉู่โม่วก็สัมผัสได้ถึงอันตราย และแทบไม่ต้องคิด เขารีบเทเลพอร์ตทันใด
ชั่วขณะที่เขาเทเลพอร์ตออกไป ภาพติดตากลับยังคงอยู่ แสงศักดิ์สิทธิ์ทะลุผ่านตำแหน่งเดิมของเขา ก่อนพุ่งทะลุตรงไปยังพื้นที่ไกลแสนไกลจนกลืนกินผืนดินในรัศมีจนหมด พื้นที่หลายพันกิโลเมตรถูกทำลายล้างอย่างสมบูรณ์
“ช่างเป็นพลังที่น่ากลัวอะไรขนาดนี้!”
ฉากนี้ทำเอาชายหนุ่มตกใจจนเปลือกตากระตุกและโพล่งออกมา
ถ้าเผลอไปโดนพลังนั่นละก็สาหัสแน่!
แม้แต่การฟื้นฟูร่างกายด้วยพลังธาตุไม้ก็ยังยากที่จะรักษา
ขณะที่ฉู่โม่วตกใจ
ทันใดนั้นเขาก็สังเกตเห็นหมอกทมิฬแปลก ๆ ที่หลบหนีจากสัตว์อสูรทันทีที่มันยิงลำแสงศักดิ์สิทธิ์ออกมา
และด้วยการปรากฏตัวของหมอกทมิฬ ความแข็งแกร่งของสัตว์อสูรก็ลดลงแม้ว่ามันจะตรวจจับแทบไม่เจอ แต่ชายหนุ่มก็ยังรับรู้ถึงมันเป็นอย่างดี
‘นี่…’
จู่ ๆ ฉู่โม่วก็เกิดความคิด
‘เป็นไปได้ไหมว่าสัตว์อสูรตัวนี้มีพละกำลังที่น่ากลัวเช่นนี้เพราะหมอกทมิฬ?’
ขณะคิดแบบนี้ ชายหนุ่มยังไม่ค่อยแน่ใจและวางแผนที่ตรวจสอบดู
ดังนั้นเขาจึงก่อกวนสัตว์อสูรอีกครั้ง โดยแกล้งทำเป็นเหนื่อย จากนั้นก็จงใจเปิดช่องว่าง สัตว์อสูรถูกหลอกจริง ๆ และทันใดนั้นก็มีลำแสงอีกสายหนึ่งส่องออกมา
ฉู่โม่วใช้เทเลพอร์ตอีกครั้งและหลบ
ชั่วขณะนี้ เขาสังเกตเห็นว่าหมอกทมิฬบางส่วนกำลังหลบหนีออกจากร่างของสัตว์อสูร
แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีหมอกทมิฬปรากฏในความว่างเปล่าอีกครั้ง ซึ่งมันจะถูกสัตว์อสูรดูดซับไปเพื่อชดเชยพลังที่เสียไป
‘จริงด้วย!’
‘หมอกทมิฬลึกลับพวกนี้จะทำให้สัตว์อสูรตัวนี้มีพลังมหาศาล!’
‘แค่หาทางกำจัดหมอกทมิฬออกมาและในขณะเดียวกันก็ป้องกันไม่ให้สัตว์อสูรใช้ประโยชน์จากมัน เจ้าตัวนี้ก็จะค่อย ๆ อ่อนแอลงเอง’
ฉู่โม่วตระหนักได้
ทว่า…
วิธีการขับไล่หมอกทมิฬจำนวนมากและวิธีป้องกันไม่ให้สัตว์อสูรได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยพลังนั้นเป็นปัญหาใหญ่
หลังครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ชายหนุ่มก็ใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อกำหนดเป้าหมายไปที่หมอกทมิฬ
หลังจากที่เขาตรวจสอบแล้ว ในที่สุดเขาก็พบวิธีที่มีประสิทธิภาพสองวิธี
เพลิงวิหคทองคำ!
แสงสวรรค์ต้าเหยี่ยน!
เขาสังเกตเห็นว่าเมื่อเปลวเพลิงพระอาทิตย์สีทองกวาดไปทั่ว หมอกทมิฬจะถอยไป และหากถูกเปลวเพลิงแผดเผา มันก็จะสลายไปอย่างรวดเร็ว
สำหรับแสงสวรรค์ต้าเหยี่ยน
แม้ว่าสัตว์อสูรจะไม่มีปฐมวิญญาณและไม่สามารถสร้างความเจ็บปวดให้กับมันได้ แต่เขาก็สามารถขับหมอกทมิฬจำนวนมากออกมาได้
เมื่อรู้จุดนี้แล้ว ชายหนุ่มก็ตัดสินใจใช้ทั้งสองอย่าง ใช้แสงสวรรค์ต้าเหยี่ยนโจมตีเพื่อขับหมอกทมิฬออกมา แล้วใช้เพลิงวิหคทองคำกวาดไปทั่วเพื่อทำลายล้างมัน
ไม่เพียงแค่นั้น ฉู่โม่วยังปล่อยเพลิงพิสุทธิ์แดนใต้เช่นเดียวกับเพลิงเทวะบรรพกาลออกมา
ซึ่งวิธีของเขาได้ผลจริง ๆ
หมอกทมิฬจำนวนมากถูกขับออกมาอย่างต่อเนื่องและถูกเปลวเพลิงเผาไหม้
ที่ควรค่าแก่การกล่าวถึงคือ สัตว์อสูรตัวนี้ดูเหมือนจะกลัวเพลิงเทวะบรรพกาลอย่างมาก และเมื่อใดก็ตามที่เพลิงเทวะบรรพกาลสัมผัสกับร่างกายของมัน มันจะพยายามดับทันที
ชายหนุ่มเข้าใจดีถึงหลักเหตุผลที่ว่าอาศัยช่วงที่อีกฝ่ายพลาดท่า ฉวยโอกาสเอาชีวิต
ดังนั้น เขาจึงยังคงใช้เพลิงเทวะบรรพกาลโจมตีใส่สัตว์อสูร
บีบให้มันต้องเป็นฝ่ายป้องกันต่อไป
ด้วยวิธีนี้ สัตว์อสูรจึงถูกขับหมอกทมิฬออกมามากขึ้นเรื่อย ๆ และเนื่องจากการเผาไหม้ของเพลิงเทวะเช่นเปลวเพลิงวิหคทองคำ มันจึงไม่สามารถเติมพลังได้ และพละกำลังของมันก็อ่อนแอลง
เพียงชั่วพริบตา หลายวันก็ได้ผ่านไป
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ฉู่โม่วได้ต่อสู้กับสัตว์อสูรตัวนี้ พวกเขาทำลายเขตแดนลับนี้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ทั้งนี้เป็นเพราะอยู่ในเขตแดนลับเช่นกัน
ถ้าอยู่ข้างนอก น่ากลัวว่ากาแล็กซีหลายสิบแห่งคงได้ถูกทำลายไปแล้ว!
และหลังจากต่อสู้มาหลายวัน ความสำเร็จของฉู่โม่วก็น่าทึ่งมากเช่นกัน
สัตว์อสูรตัวนี้มาถึงจุดที่อ่อนแออย่างมาก และความแข็งแกร่งของมันก็ลดลงมากเมื่อเทียบกับเมื่อก่อน
แม้ว่ามันจะยังอยู่ในระดับเดียวกับขั้นมหาเทวะยุทธ์ แต่เมื่อฉู่โม่วเหวี่ยงกระบี่ใส่ ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับมันก็เพิ่มขึ้นมหาศาล!
ทุกครั้งที่คมกระบี่กรีด มันไม่ใช่รอยที่เบาและตื้นอีกต่อไป แต่สามารถกรีดลึกได้หลายสิบเมตร!
แม้ว่าสัตว์อสูรตัวนี้จะมีร่างกายใหญ่โต แต่ความลึกแปดสิบถึงเก้าสิบเมตรนั้นไม่ใช่บาดแผลเล็ก ๆ ที่เพิกเฉยได้ ทุกครั้งที่เกิดแผล มันจึงต้องใช้หมอกทมิฬเพื่อฟื้นฟู
นอกจากนี้ การใช้ไฟเผาอย่างต่อเนื่องของชายหนุ่มยังทำให้มันไม่สามารถเติมพลังได้
ความเร็วที่มันอ่อนกำลังลงจึงเร็วขึ้นเรื่อย ๆ
จนในที่สุด…
สามวันให้หลัง
สัตว์อสูรตัวนี้ถูกทำให้อ่อนแอลงจนขีดสุด และเกือบตกไปสู่ขั้นครึ่งก้าวสู่มหาเทวะยุทธ์ ทุกครั้งที่ฉู่โม่วฟันกระบี่ออกไป จะเห็นแผลลึกถึงกระดูกได้ ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างมากให้กับมัน
และเมื่อเพลิงเทวะบรรพกาลมอดไหม้ก็เป็นเรื่องยากสำหรับมันที่จะดับในเวลาอันสั้น
เห็นได้ชัดว่าสัตว์อสูรตัวนี้มาถึงขีดกำจัดแล้ว
“ใกล้จะถึงเวลาแล้ว!”
“ถึงเวลาฆ่ามันแล้ว!”
ดวงตาของฉู่โม่วจับจ้อง เขาไม่ลังเลอีกต่อไป ปลดปล่อยพละกำลังทั้งหมดฟันเข้าที่สัตว์อสูรอย่างบ้าคลั่ง
ตูม! ตูม! ตูม!
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวครั้งแล้วครั้งเล่า และรอยแผลที่น่าสะพรึงกลัวก็ปรากฏขึ้นบนตัวสัตว์อสูร
ในชั่วพริบตา
ฉู่โม่วฟันกระบี่ออกไปแล้วหลายพันครั้ง
ทางร่างกายของสัตว์อสูรตัวนี้ก็เสื่อมโทรมจนไม่สามารถแม้แต่จะสู้กลับได้ ดังนั้นมันจึงล้มลงกับพื้นและร้องครวญคราง
‘ตัด!’
ชายหนุ่มวาดกระบี่ดาราทมิฬในมือโดยไม่ลังเล ฟันตรงไปที่หัวของสัตว์อสูร
มีเพียงเสียง ‘พรวด’ ดังขึ้น ก่อนที่หัวของสัตว์อสูรจะหล่นลงมา จากนั้นเจตจำนงกระบี่ก็หลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของมัน ทำลายพลังชีวิตของมันจนหมดสิ้น
เวลานี้เอง สัตว์อสูรตัวนี้ได้ตกตายลงด้วยน้ำมือของฉู่โม่ว!