ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 796 หวนระลึกถึงซูเจาเจา
บทที่ 796 หวนระลึกถึงซูเจาเจา
ณ ดาวเคราะห์สีเงิน ภายในห้องดื่มชาอันเงียบสงบ
ฉู่โม่วมาพบกวนหนิงหนิงที่นี่ตามนัดหมาย
เมื่อชายหนุ่มมาถึง เขาก็เห็นท่าทางของเธอที่ดูไม่อยู่กับร่องกับรอย แววตาเหม่อลอยและเฉื่อยชาเล็กน้อย เธอกำลังอยู่ในภวังค์ราวกับครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
“กวนหนิงหนิง เธอเป็นอะไรหรือเปล่า?”
ชายหนุ่มเดินเข้ามาถาม
เมื่อได้ยินชายหนุ่มเรียก
กวนหนิงหนิงก็กลับมามีสติสัมปชัญญะ จากนั้นมองไปที่เขาพร้อมกับปั้นยิ้มและพูดว่า “นายมาแล้วเหรอ”
เขาพยักหน้าตอบ เขาคิดถึงสิ่งที่กวนหนิงหนิงพูดทิ้งไว้ก่อนหน้านี้ จึงรีบถามขึ้นทันทีว่า “มันเกิดอะไรขึ้น? แล้วที่เธอบอกว่าซูเจาเจาจากไปแล้วนั้นหมายความว่ายังไง?”
ระหว่างเดินทางมาที่นี่ ชายหนุ่มเฝ้าคิดวนเวียนถึงสิ่งที่กวนหนิงหนิงพูด จนมีความคิดบางอย่างขึ้นในใจ
และยิ่งเมื่อเขามาเห็นสภาพของกวนหนิงหนิงในตอนนี้ จึงเริ่มรู้สึกว่าความคิดนั้นถูกต้องมากขึ้นไปอีก
แต่เขายังไม่ปักใจเชื่อ จึงตัดสินใจถามออกไป
“เธอตายแล้ว”
กวนหนิงหนิงพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
“ว่าไงนะ!”
ฉู่โม่วตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง
แม้เขาจะทำใจไว้ส่วนหนึ่งแล้ว แต่เมื่อได้ยินประโยคนี้ เขาก็รู้สึกขมขื่นไม่น้อย เขาแทบไม่เชื่อหูตัวเอง
“มันเกิดอะไรขึ้น?!”
ชายหนุ่มเงียบไปสักพัก ก่อนจะถามออกไปในที่สุด
เขารับความจริงนี้ไม่ได้แม้แต่น้อย และยิ่งต้องการทราบถึงสาเหตุการตายของเธอ
“นายมันซื่อบื้อ!”
เสียงของกวนหนิงหนิงสั่นเทาราวกับสายลมครวญคราง “รู้ไหมว่าเธอแอบชอบนายมาตลอด เจาเจามองว่านายเป็นเป้าหมายที่ต้องไล่ตามให้ทันในสักวัน แต่นายก็เดินเร็วเกินไป เร็วเสียจนเธอตามแผ่นหลังของนายไม่ทัน”
“ทุกครั้งที่เธอได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับนายก็จะมีความสุขมาก แต่สักพักเธอก็จะหงอยเหงาไป”
“โดยเฉพาะเมื่อตอนที่นายได้กลายเป็นบุตรแห่งโชคชะตา ชื่อเสียงของนายก็โด่งดังไปทั่วทั้งเผ่าพันธุ์มนุษย์ และเพื่อที่จะไล่ตามนายให้ทัน เธอจึงเปลี่ยนไปเป็นคนละคน จากที่เป็นคนใจร้อนและเกียจคร้านการฝึกฝน เธอก็กลายมาเป็นคนขยันซ้อมและฝึกฝนอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง เพื่อพยายามจะวิ่งไล่ตามนายให้ทัน แต่ยิ่งนานวันไปนายก็ยิ่งทิ้งห่างเธอออกไป!”
น้ำตาไหลจากดวงตาของกวนหนิงหนิง
หญิงสาวเช็ดมันอย่างช้า ๆ พร้อมมองออกไปยังทิวทัศน์ด้านนอกและพูดอย่างขมขื่นว่า “ต่อมา เพื่อที่จะไล่ตามนายให้ทัน เธอจึงเริ่มที่จะเสี่ยงเข้าร่วมการสำรวจในเขตแดนลับอยู่บ่อย ๆ …แม้จะทำให้แข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังเทียบกับนายไม่ได้แม้แต่น้อย”
“จนในที่สุด… เธอก็ไปเจอทางตันและตายอยู่ในเขตแดนลับ โดยไม่อาจหวนกลับมาเจอนายได้อีก”
แม้คำบอกเล่าของกวนหนิงหนิงจะจบไปแล้ว
แต่ฉู่โม่วก็ยังไม่รู้สึกตัว
จนถึงตอนนี้ เขายังคงรู้สึกว่านี่เป็นสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น เพราะจู่ ๆ เด็กสาวใจดีคนหนึ่งจะตายไปทั้งแบบนี้ได้อย่างไร
เธอตายไปแล้วจริง ๆ เหรอ?!
ชายหนุ่มตัวแข็งทื่อไปครู่หนึ่ง เขาไม่สามารถยอมรับความจริงนี้ได้
เขากำลังเหม่อลอยและหวนนึกถึงรายละเอียดทุกอย่างของซูเจาเจา
ภาพหนึ่งแวบเข้ามาในหัวของเขา
ชายหนุ่มยังจำฉากตอนที่เขาและซูเจาเจาพบกันครั้งแรกได้ เมื่อครั้งที่ยังเป็นราชันย์เทพยุทธ์กลืนกินสวรรค์ ออกจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินมายังนอกจักรวาล ข้ามผ่านความมืดมิดอันกว้างใหญ่ไพศาลมายังดาวเคราะห์สีเงิน ทุกสิ่งทุกอย่างดูแปลกใหม่มากสำหรับเขา
แต่ในเวลานั้น ก็เป็นซูเจาเจาที่ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มอันสดใส เด็กสาวแนะนำตัวอย่างเป็นกันเองและให้ความช่วยเหลือตั้งมากมาย ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
เสียงแรกที่ได้ยินในจักรวาล…
มันสดใสราวกับเป็นการบอกว่า ‘ยินดีต้อนรับ’
เขายังนึกถึงฉากการต่อสู้ระหว่างเขากับซูเจาเจาในเครือข่ายโลกเสมือนจริง
พวกเขาเคยออกสำรวจเขตแดนลับด้วยกัน เที่ยวเล่นด้วยกัน ไปงานประมูลด้วยกันและทำอะไรหลายอย่างด้วยกัน
…
เรื่องราวในอดีตก็เป็นดั่งหมอกควัน
ทุกอย่างยังคงชัดเจน ราวกับมันได้ตราตรึงอยู่ในส่วนลึกของจิตวิญญาณ ความทรงจำนั้นยังคงย้ำเตือนเขาอยู่เสมอ
แต่ช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นก็ได้จากไปแล้ว เด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักที่คอยมอบรอยยิ้มสดใสและคอยกวนใจเขาตลอดเวลาได้จากไปโดยที่ไม่คาดคิด
เธอตายลงอย่างโดดเดี่ยวในเขตแดนลับ เพียงเพื่อจะไล่ตามเขาให้ทัน
เมื่อความทรงจำในอดีตพรั่งพรูออกมาตอกย้ำ อารมณ์ของฉู่โม่วก็จมดิ่งไปเช่นกัน
เปรียบดั่งแอ่งน้ำที่ถูกกวนจนขุ่น
เขาเงียบไปนานจนกระทั่งท้องฟ้าค่อย ๆ มืดลง พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า จากนั้นเขาก็ตื่นขึ้นราวกับคนที่สูญเสียจิตวิญญาณ
“เธอถูกฝังอยู่ที่ไหน พาฉันไปดูหน่อยสิ!”
ฉู่โม่วพูดด้วยเสียงแหบพร่า
กวนหนิงหนิงไม่ได้พูดอะไร เพียงเช็ดน้ำตาของเธอและนำทางชายหนุ่มไป
…
ณ หุบเขาลึกอันห่างไกลจากเมืองวสันตฤดู
รายล้อมไปด้วยเทือกเขา ทะเลสาบแสนงดงามและแมกไม้เขียวขจี
ในหุบเขานั้น
มีหลุมฝังศพอันโดดเดี่ยวอยู่ข้างสระน้ำที่เปี่ยมไปด้วยพลังจิตวิญญาณ
สุสานถูกสร้างขึ้นอย่างงดงาม ล้อมรอบด้วยตำหนักและทหารประจำการ พวกเขาล้วนแต่เป็นสมาชิกของตระกูลซู ซึ่งคอยพิทักษ์สถานที่แห่งนี้
ด้านหน้าของหลุมฝังศพมีชื่อของ ซูเจาเจา สลักไว้อยู่
ฉู่โม่วยืนระลึกอยู่หน้าหลุมฝังศพอย่างเงียบ ๆ เขาเห็นว่านอกจากชื่อแล้วยังมีข้อความเล็ก ๆ บรรทัดหนึ่งบนหลุมฝังศพ
‘ไม่รู้หรอกนะว่านายจะมาเยี่ยมฉันไหม แต่ถ้านายมา ได้โปรดอย่าเสียใจต่อหน้าฉัน หากเป็นไปได้ก็ขอให้นายยิ้มเข้าไว้ นั่นจะทำให้ฉันมีความสุขเช่นกัน’
“นี่เป็นข้อความสุดท้ายที่ซูเจาเจาทิ้งไว้ให้นาย”
กวนหนิงหนิงยืนข้างเขาและพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ฉู่โม่วไม่ได้พูดอะไร เพียงจ้องมองที่หลุมฝังศพด้วยแววตาเหม่อลอย จากนั้นยื่นมือออกไปสัมผัสคำว่า ‘ซูเจาเจา’ คำสามคำที่ถูกสลักไว้บนแผ่นศิลา และพูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้งว่า “เจาเจา เธอขอมากเกินไปแล้ว ให้ฉันมาเห็นเธอแบบนี้แล้วยังขอให้ฉันยิ้มอีกเหรอ”
ชายหนุ่มพึมพำ แต่ทันใดนั้น เขาก็ฝืนยิ้มออกมา
เป็นรอยยิ้มที่สดใสมาก
จู่ ๆ ท่ามกลางโลกอันกว้างใหญ่และความว่างเปล่าอันไร้ที่สิ้นสุดก็ปรากฏลมหอบหนึ่งพัดเข้ามา
“เจาเจา เธอตื่นขึ้นมาดูฉันยิ้มสิ”
เขาพึมพำราวกับกำลังพูดกับใครบางคน
จู่ ๆ ที่มุมตาก็มีน้ำตาคลอออกมาโดยไม่รู้ตัว
แม้ชายหนุ่มจะตรากตรำมาทั้งชีวิตหรือผ่านวิกฤตความเป็นความตายมาทุกรูปแบบ แต่เขาก็ไม่เคยท้อถอยหรือหวาดกลัวสิ่งใดเลย ทว่าตอนนี้เขากลับรู้สึกเหมือนอกหักและเสียใจจนต้องร้องไห้ออกมา
สายลมยิ่งพัดแรงขึ้น
ใบไม้มากมายปลิดปลิว จนทำให้เกิดเสียงเสียดสี
ราวกับเป็นสายลมคร่ำครวญที่ให้ความรู้สึกอ้างว้างเหนือสิ่งใด
ฉู่โม่วไม่สามารถกลั้นความโศกเศร้านี้ไว้ได้ เขาหันมองออกไปยังที่ห่างไกล
ทิวทัศน์นั้นช่างดูสวยงาม
เนินเขาทับซ้อนเป็นคลื่นคดเคี้ยวดูกว้างใหญ่และงดงาม
หมู่เมฆเหนือทิวเขากำลังม้วนตัวเป็นรูปดอกกุหลาบ พร้อมกับร่องรอยของอณูแห่งชีวิตที่เกี่ยวพันกันเต็มท้องฟ้า ภายในป่าทึบมีเสียงสัตว์ร้ายกรีดร้องแผ่วเบาจนทำให้เกิดเป็นบรรยากาศที่อ้างว้าง
ภายในดวงตาเหม่อลอย
ฉู่โม่วเพียงรู้สึกว่าทุกสิ่งตรงหน้าพร่ามัวไปชั่วขณะ ทิวทัศน์ต่าง ๆ จางหายไปราวกับภาพวาดสีน้ำมัน และกาลเวลาที่เหมือนจะไหลทวนย้อนกลับ
ชายหนุ่มหวนนึกถึงช่วงเวลาก่อนหน้า
ตอนที่เขาเพิ่งก้าวออกมาจากค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติรุ่นเก่า
ในตอนนั้นเขามองไปรอบ ๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ตื่นตาตื่นใจกับความเจริญรุ่งเรืองของจักรวาล ทันใดนั้นก็มีน้ำเสียงสดใสดังขึ้นที่ข้างหูของเขา
“สวัสดี คุณเพิ่งมาที่นี่เป็นครั้งแรกเหรอ?”
หญิงสาวแปลกหน้าสวมชุดกระโปรงกำลังถามเขาอย่างสงสัย เธอดูสดใสไร้เดียงสา เธออมยิ้มพลางมองมาที่ชายหนุ่ม พร้อมกับโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย วางมือไพล่หลังและแนะนำตัวเอง “มารู้จักกันเถอะ ฉันชื่อซูเจาเจา แล้วคุณล่ะ?”
“ฉัน… ฉู่โม่ว”
ชายหนุ่มพึมพำ
วินาทีถัดมา เมื่อเขากลับมารู้สึกตัว สายลมที่อยู่ตรงหน้าก็พลันสงบลง ทั่วทั้งโลกเงียบสงัด
ฉู่โม่วจ้องมองหลุมศพตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า
ชายหนุ่มตระหนักได้ว่า… ซูเจาเจาจากเขาไปแล้ว