ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 798 เตรียมตัวออกเดินทาง และการจากลา!
บทที่ 798 เตรียมตัวออกเดินทาง และการจากลา!
“ที่รัก!”
ฉู่โม่วกลับมาถึงคฤหาสน์เมื่อสามวันก่อน ซึ่งเห็นเฉินซีเวยกำลังยืนรอเขาอยู่
ในตอนนั้น เธอมีสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด
เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อนหลังจากที่ชายหนุ่มออกไปข้างนอก เธอก็ได้ทราบข่าวการเสียชีวิตของซูเจาเจาเช่นกัน
เฉินซีเวยรู้ดีว่าผู้หญิงคนนี้คือคนที่ชายหนุ่มเคยเล่าให้เธอฟัง ซึ่งด้วยสัญชาตญาณของผู้หญิงเมื่อเห็นการกระทำต่าง ๆ ที่คอยช่วยเหลือสามีของเธอเป็นอย่างดี จึงรู้ว่าเธอคนนั้นแอบชอบฉู่โม่วอยู่ไม่น้อย
แต่เธอก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก…
เนื่องจากผู้ปลุกพลังล้วนแต่มีอายุขัยที่ยืนยาวมากอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ปลุกพลังที่เป็นเทวะยุทธ์ อายุขัยของพวกเขาจะเพิ่มขึ้นอีกหลายหมื่นปี
ดังนั้นในช่วงเวลาอันยาวนานนี้ อาจมีผู้คนมากหน้าหลายตาที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของชายหนุ่ม และเกิดความผูกพันร่วมกันไปตลอดอย่างไร้ที่สิ้นสุดเช่นกัน
ยิ่งพรสวรรค์ของสามีเธอสูงส่งมาก จนถูกทำนายว่าในอนาคตเขาจะเติบโตกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้อย่างแน่นอน
ดังนั้นเธอจึงไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องราวอื่นใด เพียงขยันฝึกฝนอย่างหนักเพื่อไล่ตามฉู่โม่วให้ทันก็พอ
ในระหว่างเส้นทางการเติบโตนั้น
ถึงใครจะมีใจให้สามีของเธอ ก็เป็นเพียงแค่คนผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เพราะสุดท้ายแล้วพวกเขาก็จะถูกทอดทิ้งไว้เบื้องหลังอยู่ดี
แต่ก็อาจมีบ้างครั้งคราว เพราะอายุขัยของผู้ปลุกพลังนั้นยาวนานมาก จึงอาจเกิดความรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามีเธอที่เป็นคนอัธยาศัยดี
ยังไม่ต้องพูดถึงว่าเธอเคยเห็นหน้าค่าตาผู้หญิงคนนี้มาก่อน และสัมผัสได้ว่าซูเจาเจาเป็นผู้หญิงที่ดีมากคนหนึ่ง ซึ่งแม้แต่เฉินซีเวยก็ยังประทับใจในตัวเธอเช่นกัน
แต่ขณะนี้ อีกฝ่ายได้ตายไปแล้ว
เธอจึงพอเข้าใจความรู้สึกของฉู่โม่ว และอดไม่ได้ที่จะเป็นห่วงสภาพจิตใจ
“ฉันสบายดี”
เมื่อได้ยินเสียงของเฉินซีเวย ชายหนุ่มปั้นยิ้มตอบออกไป จากนั้นดึงตัวเธอมาไว้ในอ้อมกอด “ขอโทษนะที่ทำให้เธอเป็นห่วง”
“นายเป็นสามีของฉัน ฉันก็ต้องเป็นห่วงอยู่แล้ว ดังนั้นอย่าคิดมากเลยนะ”
เฉินซีเวยส่ายหน้า
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงปกติดี เธอก็รู้สึกโล่งใจ
…
จากนั้นฉู่โม่วและเฉินซีเวยก็แนบอิงคลอเคลียกันชั่วขณะหนึ่ง ท่ามกลางบรรยากาศเสียงฝนตก เฉินซีเวยคุดคู้อยู่ในอ้อมแขนของชายหนุ่ม ผมของเธอพันยุ่งเหยิงเล็กน้อย หันไปกระซิบเบา ๆ ว่า “ที่รักคะ หลังจากนี้คิดจะทำอะไรต่องั้นเหรอ?”
แม้ชายหนุ่มจะไม่ได้แสดงสีหน้าผิดปกติใด ๆ
แต่ในฐานะภรรยา เธอก็เป็นคนเดียวที่รู้จักฉู่โม่วดีที่สุด จึงรู้ว่าเขามีแผนการอะไรบางอย่างในใจอยู่แล้ว
“ฝึกฝนครับ!”
ฉู่โม่วกล่าว
ในตอนท้ายเขาเอ่ยอีกว่า “และออกไปหาประสบการณ์ใหม่ ๆ!”
ชายหนุ่มตระหนักดีว่าแค่การฝึกฝนอย่างเดียวมันไม่เพียงพอ
การฝึกฝนจากประสบการณ์จริงเท่านั้นที่จะสามารถพัฒนาความแข็งแกร่งได้รวดเร็วที่สุด
ดังนั้นชายหนุ่มจึงตั้งใจจะออกเดินทางเพื่อท่องโลกกว้างอีกครั้ง
ตอนนี้เพียงแค่ในดินแดนของเผ่าพันธุ์มนุษย์แห่งเดียวมันเล็กเกินไปสำหรับเขาแล้ว หากยังคงอยู่ที่นี่มันไม่มีทางที่จะได้รับประสบการณ์ใหม่ ๆ อย่างแน่นอน และถึงมีก็คงได้ประโยชน์ไม่มากนัก ดังนั้นเขาจึงวางแผนที่จะออกไปจากดินแดนของเผ่าพันธุ์มนุษย์เพื่อหาประสบการณ์จากโลกภายนอกอันกว้างใหญ่
ที่สำคัญกว่านั้น
เขาตั้งใจที่จะออกไปตามหาอีกครึ่งหนึ่งของตำราหอศักดิ์สิทธิ์ทองคำลึกลับ เพราะพยายามสืบหาในดินแดนของเผ่าพันธุ์มนุษย์แล้วแต่กลับไม่พบสิ่งใดเลย!
ทันใดนั้น
หลังจากที่เฉินซีเวยได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าของเธอก็เต็มไปด้วยความเสียใจ
เธอรู้อยู่แล้วว่าวันนี้จะต้องมาถึงในสักวัน
ด้วยพรสวรรค์อันสูงส่งของฉู่โม่ว มันจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะจมปลักอยู่ที่นี่ตลอดไป โดยไม่ช้าก็เร็ว เขาจะต้องออกไปสู่โลกที่กว้างขึ้น
เธอจึงไม่ได้พูดรั้งเขาไว้ แต่กลับให้กำลังใจแทน “ฉันเป็นกำลังใจให้นายนะ แล้วจะไปเมื่อไหร่ล่ะ?”
“คงอีกไม่กี่วันหรอก!”
“หลังจากที่เตรียมสัมภาระเรียบร้อย ฉันตั้งใจว่าจะออกเดินทางทันที!”
ฉู่โม่วพูดจบก็หันหน้าไปมองเฉินซีเวย เขาจ้องมองดวงตาของอีกฝ่าย ใช้มือลูบไล้แก้มของเธอและกระซิบเบา ๆ ว่า “ฉันเสียใจที่จะต้องทำผิดต่อเธออีกแล้ว!”
“นายเป็นสามีของฉัน ในฐานะภรรยา ฉันไม่คิดจะห้ามนายหรอก ทั้งยังจะสนับสนุนด้วยซ้ำ”
เธอพูดพร้อมส่ายหน้า
“ขอบคุณนะ”
ฉู่โม่วรู้สึกซาบซึ้งอย่างมาก
“อย่าเชื่อง่ายขนาดนั้นสิ” เฉินซีเวยเอื้อมนิ้วเรียวไปปิดริมฝีปากของชายหนุ่ม และพูดด้วยแววตาเป็นประกายว่า “ตอนนี้ฉันแค่อยากจะเก็บช่วงเวลาที่ได้อยู่กับนายไว้ให้นานที่สุด”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงและท่าทางเย้าหยอกของเฉินซีเวย เธอก็แทบจะต้องกลืนสิ่งที่ต้องการจะพูดลงไปทั้งหมด
หลังจากนั้น
ชายหนุ่มก็โอบไปที่เอวบอบบางของภรรยา “ได้สิ สามีจะอยู่กับเธอไม่ไปไหน!”
…
หลังจากนั้นไม่กี่วันต่อมา
พริบตาเดียวก็ผ่านไปครึ่งเดือน
ในช่วงเวลานี้ ฉู่โม่วตัวติดกับเฉินซีเวยตลอดเวลา พวกเขาไปเดินเล่นซื้อของด้วยกัน บ่มเพาะพลังร่วมกัน และนั่งมองพระอาทิตย์ตกด้วยกัน
ระหว่างนี้ ชายหนุ่มได้ส่งข่าวไปแจ้งแก่บรรพชนหมัว โดยบอกว่าเขากำลังเตรียมตัวออกเดินทางเพื่อไปหาประสบการณ์ภายนอก
หลังจากบรรพชนหมัวได้ทราบเรื่อง เขาก็อดไม่ได้ที่จะเป็นห่วงความปลอดภัยของชายหนุ่ม แต่ก็รู้ดีว่าวันนี้ต้องมาถึงไม่ช้าก็เร็ว
เขาจึงทำได้เพียงให้คำแนะนำและข้อมูลที่ควรระวังต่าง ๆ จากนั้นเตรียมยานอวกาศและสิ่งของจำเป็นอื่น ๆ ให้ฉู่โม่ว
เพราะท้ายที่สุดแล้ว นี่คือการออกเดินทางสำรวจห้วงจักรวาลอันกว้างใหญ่ด้วยตัวคนเดียว ลำพังเพียงเดินทางออกจากอาณาเขตของเผ่าพันธุ์มนุษย์ก็คงกินเวลาไปหลายเดือนแล้ว นับประสาอะไรกับการท่องไปยังห้วงจักรวาลอันกว้างใหญ่?
ในความเป็นจริง…
แม้แต่มหาเทวะยุทธ์จะเดินทางไปยังจักรวาลอื่น พวกเขาก็ยังต้องพึ่งพาเรือรบหรือยานอวกาศในการเดินทางเลย ดังนั้นผู้ดูแลหอสัจธรรมชั้นในจึงไม่ใช่ข้อยกเว้นเช่นกัน
ในวันนี้ ยานอวกาศที่ถูกจัดเตรียมโดยบรรพชนหมัว ได้เข้าเทียบท่าดาวเคราะห์สีเงินเรียบร้อยแล้ว ซึ่งหมายความว่าวันเวลาที่ชายหนุ่มจะต้องแยกจากเฉินซีเวยได้มาถึงแล้วเช่นกัน
ช่วงเวลาแห่งการพรากจากกัน ทำให้ทั้งคู่รู้สึกไม่เต็มใจอย่างมาก
แต่พวกเขาก็ไม่ได้มีสีหน้าโศกเศร้าแต่อย่างใด เพียงจากกันชั่วคราวหาใช่ชั่วนิรันดร์ไม่ พวกเขาจะกลับมาพบกันอีกในสักวัน
“ดูแลตัวเองดี ๆ นะ!”
ฉู่โม่วโอบเฉินซีเวยไว้ในอ้อมแขนและกระซิบเบา ๆ
“นายก็เหมือนกัน!”
เฉินซีเวยตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ้อยอิ่ง
ทั้งสองร่ำลากันอยู่อีกพักหนึ่ง
ก่อนที่ชายหนุ่มจะหันไปบอกลาลูกศิษย์ทั้งสามอีกครั้ง โดยชี้แนะแนวทางการฝึกฝน พร้อมกับทิ้งสมบัติบางอย่างให้พวกเขา ในที่สุดเขาก็โบกมือลาและขึ้นยานอวกาศไป
ครืน!
ท่ามกลางสายตาของคนคุ้นเคยหลายคน ยานอวกาศลำใหญ่ค่อย ๆ ลอยขึ้น ก่อนจะทะลุผ่านห้วงมิติจนเกิดเป็นลำแสงและหายลับสายตาไป
…
“เฮ้อ…”
เมื่อยานอวกาศบินออกมา ชายหนุ่มจึงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจด้วยอารมณ์อันซับซ้อน
นี่เป็นแค่การเดินทางหาประสบการณ์เท่านั้น แต่สักวันเขาจะกลับมาอีก
โดยไม่รู้ว่าเขาจะได้กลับมาอีกเมื่อไหร่
บางทีอาจเป็นหลังจากที่พบมรดกอีกครึ่งของตำราหอศักดิ์สิทธิ์ทองคำลึกลับก็เป็นได้ แต่ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหน
ใช่แล้ว
ตัวฉู่โม่วเองก็ค่อนข้างกังวลเช่นกัน
ทว่า…
“การออกมาคราวนี้ ฉันจะไม่ถอดใจจนกว่าจะได้เป็นจุดสูงสุดของมหาเทวะยุทธ์!”
ชายหนุ่มตั้งปณิธานไว้อย่างแน่วแน่
ตอนนี้เขาได้กลายเป็นมหาเทวะยุทธ์แล้ว มันจึงเป็นเรื่องยากที่เผ่าพันธุ์มนุษย์จะช่วยเหลือเขาจนกลายเป็นจุดสูงสุดของมหาเทวะยุทธ์ได้อีกต่อไปด้วยทรัพยากรอันจำกัด มีเพียงต้องพึ่งพากำลังของตัวเองเท่านั้น
ซึ่งผู้ที่กลายเป็นจุดสูงสุดของมหาเทวะยุทธ์เท่านั้น ที่จะถือว่าเป็นผู้แข็งแกร่งอย่างแท้จริงในห้วงจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้!
“แล้วฉันควรไปที่ไหนก่อนดีนะ?”
ฉู่โม่วครุ่นคิด
เขาเรียกแผนที่ดวงดาวในยานอวกาศขึ้นมาและวิเคราะห์ดู
บนยานอวกาศลำนี้มีรายละเอียดของพิกัดดวงดาวมากมาย รวมถึงข้อมูลดวงดาวทั้งหมดในดาราจักรที่เผ่าพันธุ์มนุษย์เป็นผู้ปกครอง หรือของเผ่าพันธุ์อื่นโดยรอบก็มีบันทึกไว้เช่นกัน แต่ความแม่นยำไม่ได้สูงนัก จะมีก็แต่ดาวเคราะห์ที่สำคัญ ๆ เท่านั้นที่ถูกทำเครื่องหมายไว้
นอกจากนี้ยังมีพิกัดของดวงดาวที่เผ่าพันธุ์นารีปกครองทั้งหมด แต่ได้บันทึกรายละเอียดไว้น้อยกว่า
โดยภายในแผนที่ดวงดาวทั้งหมด
มีการกำหนดเขตปกครองของอารยธรรมแต่ละเผ่าพันธุ์ไว้อย่างชัดเจน
เห็นได้ชัดว่าบรรพชนหมัวเหน็ดเหนื่อยอย่างมากเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางของฉู่โม่ว
ชายหนุ่มไตร่ตรองอย่างรอบคอบอยู่พักหนึ่ง
ในท้ายที่สุด เขาก็พุ่งเป้าไปที่ทิศทางหนึ่งของแผนที่ดวงดาว
“ไปที่นี่ก่อนแล้วกัน!”