ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 805 เจตจำนงกระบี่พลุ่งพล่าน กับ วิหารที่เต็มไปด้วยอดีต
บทที่ 805 เจตจำนงกระบี่พลุ่งพล่าน กับ วิหารที่เต็มไปด้วยอดีต
ฉู่โม่วมองไม่เห็นรูปลักษณ์ของร่างนั้น
แต่มันก็ปลดปล่อยเจตสังหารที่รุนแรงและแสงศักดิ์สิทธิ์อมตะที่ทรงพลังจนดูราวกับว่าสามารถตัดผืนฟ้าได้ออกมา ทำให้ดูน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก
ครืน!
ในตอนนั้นเอง ร่างนั้นเริ่มเคลื่อนไหวในทันใด
เขาถือกระบี่เอาไว้ในมือ แสงกระบี่นั้นสว่างไสวถึงขีดสุด และรัศมีอมตะแผ่ซ่านออกมา ทุกครั้งที่กระบี่ถูกฟันออกไป มันก็น่าสะพรึงกลัวราวกับว่ามันสามารถฟันโลกทั้งใบและแยกกาลเวลาออกจากกันได้
รัศมีลึกลับนับไม่ถ้วนแพร่กระจายออกมาอย่างต่อเนื่อง
ภายใต้รัศมีที่น่าสะพรึงกลัวนี้ ฉู่โม่วจมดิ่งเข้าไปและไม่อาจแยกตัวออกมาได้ทันที
เขาสัมผัสถึงรัศมีสังหารนี้อย่างระมัดระวังและดูดซับมันเข้าไปอย่างต่อเนื่อง เขาทำให้มันกลายเป็นความเข้าใจของตัวเอง แล้วจึงเปลี่ยนมันเป็นวิถีกระบี่ของตัวเอง
เวลาค่อย ๆ ดำเนินผ่านไปอย่างเชื่องช้า
ชายหนุ่มดูดซับเจตจำนงกระบี่เข้าไปอย่างต่อเนื่อง และรัศมีของเขาก็พัฒนาขึ้นไปด้วย
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร
ฉู่โม่วพลันลืมตาขึ้น
ทันใดนั้น ทั่วทั้งร่างกายของเขาก็เต็มไปด้วยเจตจำนงกระบี่และรัศมีสังหารไร้ที่สิ้นสุด เขาไม่รู้ว่ากระบี่ดาราทมิฬมาอยู่ในมือตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วเขาก็เริ่มฟันออกไปทันที
ฟันกระบี่หนึ่งครั้ง!
ฟันอีกครั้ง!
ทุกครั้งที่ฉู่โม่วฟันออกไป มันดูเชื่องช้าถึงขีดสุด และเขาไม่ได้ใช้ท่าพิเศษอะไรทั้งสิ้น เขาแค่ฟันมันออกไปด้วยวิธีการที่ธรรมดาและเรียบง่าย
แต่ยิ่งเขาฝึกฝนต่อไป
พลังในกระบี่ของชายหนุ่มก็แข็งแกร่งมากขึ้นและมากขึ้น ทำให้รัศมีของมันน่าสะพรึงกลัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง
…
ไม่มีใครรู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด
ในที่สุดฉู่โม่วก็ได้สติกลับคืนมา
เขาทำให้รัศมีในร่างกายสงบลงและยืนอยู่กับที่ เมื่อสัมผัสได้ถึงเจตจำนงกระบี่ที่เข้มข้นยิ่งกว่าเก่าในร่างกาย รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขาทันที
“ความหมายอันลึกซึ้งของกระบวนท่าในอักขระนี้น่ากลัวจริง ๆ!”
เขาพึมพำด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเคารพ
“แต่น่าเสียดาย…”
“อักขระนี้ไม่สมบูรณ์ แม้แต่ความหมายของกระบวนท่าก็ขาดหายไป น่าเสียดายจริง ๆ!”
เขาส่ายหน้าไปมาด้วยสายตาเศร้าหมอง
คราวนี้ แค่เขาจดจ่ออยู่กับความหมายที่แท้จริงของกระบวนท่าได้ไม่นาน วิถีกระบี่ของเขาก็พัฒนาสูงขึ้นมากแล้ว
หากมันสมบูรณ์แบบ เขาคงพัฒนาขึ้นได้อีกก้าวหนึ่งอย่างแน่นอน
แต่…
ฉู่โม่วก็ไม่ใส่ใจกับมันมากนัก
แม้ว่าจะน่าเสียดาย แค่ประโยชน์ที่เขาได้รับมาก็น่าตกตะลึงมากแล้ว
หากได้มาก็ถือว่าโชคดี แต่หากไม่ได้ มันก็คือโชคชะตา
เมื่อคิดได้ดังนั้น ชายหนุ่มก็ได้สติกลับมาและหันไปสนใจยังห้องโถงที่เสื่อมโทรม
“แค่วิหารโทรม ๆ นี่ก็ให้อะไรได้เยอะเลย ถ้าฉันเจอวิหารมากกว่านี้ก็ต้องเจอโอกาสที่ดีกว่านี้แน่!”
“ไปสำรวจต่อดีกว่า!”
เมื่อพูดจบ เขาก็สำรวจสถานที่แห่งนี้อีกสักพัก หลังจากที่ยืนยันได้แล้วว่าไม่มีสมบัติอื่นใดอยู่อีก เขาก็กลับหลังหันและมุ่งหน้าไปยังพื้นที่อื่นทันที
…
โลกใบนี้กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา
ฉู่โม่วบินไปรอบ ๆ อยู่เป็นเวลานานแต่ก็ไม่พบอะไรเลย เขาจึงสำรวจที่นี่อย่างใจเย็น
หลังจากผ่านไปหลายชั่วโมง
ชายหนุ่มก็มองเห็นวิหารแห่งใหม่และหยุดบินเพื่อลงไปสำรวจข้างใน
แต่ท้ายที่สุด…
วิหารแห่งนี้ก็เสื่อมโทรมลงมากจนแทบจะกลายเป็นแค่ซากปรักหักพัง นอกจากโครงสร้างของตัวอาคารแล้วก็ไม่หลงเหลืออะไรอยู่อีกเลย
ฉู่โม่วรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย จึงได้แต่เดินทางต่อไป
ก่อนที่จะรู้ตัว เขาก็บินอยู่ในอากาศมากว่าครึ่งวันแล้ว
สถานที่รอบกายเขาเองก็เปลี่ยนแปลงจากพื้นที่รกร้างไปเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์อันงดงามและยิ่งใหญ่
เมื่อมองดูจากไกลออกไปก็จะมองเห็นเมฆหมอกนับไม่ถ้วนลอยสูงขึ้น ผสานไปด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์อันเรืองรอง
ทันใดนั้น
หลังจากที่ฉู่โม่วบินต่อไปอีกไม่นาน เขาก็สัมผัสได้ถึงคลื่นรัศมีอันลึกซึ้งตรงหน้าที่ปรากฏขึ้นราง ๆ
“นี่มัน…”
ชายหนุ่มตะลึงงันไปครู่หนึ่ง แล้วจึงเร่งความเร็วขึ้นเพื่อมุ่งหน้าไปยังทิศทางนั้น
ไม่นานหลังจากนั้น
เขาก็มาถึงยังวิหารแห่งหนึ่ง
วิหารแห่งนี้ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางเมฆหมอกหนาทึบด้วยรัศมีที่พลุ่งพล่านขึ้นไปถึงผืนฟ้า
แม้ว่าจะอยู่ห่างไกลออกไป ฉู่โม่วก็สัมผัสได้ถึงรัศมีหนักหน่วงที่เข้ามาปะทะกับใบหน้า ราวกับกำลังเดินทางผ่านกาลเวลานับพันปีจนมาถึงยังโลกใบใหม่
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ… วิหารแห่งนี้ยังคงสมบูรณ์แบบ และวงเวทโดยรอบก็ยังมีสภาพดีทีเดียว ภาพเช่นนี้ทำให้เขาดีใจขึ้นมาทันที
วิหารที่สมบูรณ์นั้นหมายถึงโอกาสครั้งใหญ่ที่จะได้พบกับสมบัติล้ำค่าข้างใน และอาจมีกระทั่งโชคดีอย่างไม่คาดคิดเลยก็ได้!
เพียงแต่ว่า …เบื้องหน้าวิหารแห่งนี้มีสิ่งมีชีวิตธาตุความมืดอยู่มากมาย รวมไปถึงวงเวทและจารึกบางส่วนที่ไม่สมบูรณ์อยู่ด้วย แม้แต่ฉู่โม่วก็สัมผัสได้ถึงเจตสังหารมากมายที่แผ่ซ่านออกมาจากทะเลหมอกแปรปรวนนี้
หากไม่ทันสังเกตเห็นและบังเอิญไปพบเข้า จะต้องสูญเสียครั้งใหญ่อย่างแน่นอน!
หรือกระทั่งเสียชีวิตก็เป็นได้
‘มิน่าล่ะ หัวหน้าโจรสลัดถึงกลัวที่นี่นัก วิหารที่อันตรายมากและจะประมาทไม่ได้เด็ดขาด!’
ชายหนุ่มคิดกับตัวเอง
เมื่อได้สติกลับคืนมา กายาทวิเนตรก็ปรากฏขึ้น แสงโกลาหลส่องสว่าง และมีอักขระลึกลับล่องลอยออกมา
เนตรศรัทธาเองก็เริ่มทำงานด้วยเช่นกัน
ภายใต้สายตาของเขา รอยแยกห้วงมิตินับไม่ถ้วนปรากฏตัวขึ้นในทะเลหมอกและทับซ้อนกันราวกับกระบี่
ฉู่โม่วหลีกเลี่ยงรอยแยกเหล่านั้นอย่างระมัดระวังขณะที่มุ่งหน้าเข้าไปใกล้อย่างรวดเร็ว
ระหว่างช่วงเวลานี้ เขาเผชิญหน้ากับวงเวทและจารึกจำนวนหนึ่ง แต่เขาก็ใช้กายาทวิเนตรหลีกเลี่ยงพวกมันได้อย่างง่ายดาย
หลังจากผ่านไปสักพัก เขาก็เข้าไปใกล้ตัววิหารแล้ว
ครืน!
ทันใดนั้น ฉู่โม่วก็สัมผัสได้ถึงรัศมีอันเยือกเย็น
มันคือสิ่งมีชีวิตธาตุความมืดที่คอยเฝ้าพื้นที่แห่งนี้ พวกมันสัมผัสได้ถึงรัศมีของชายหนุ่มและดาหน้าเข้ามาพร้อมเสียงคำราม
เมื่อเห็นดังนั้น
ฉู่โม่วก็พ่นลมหายใจอย่างเยือกเย็น เพลิงเทวะบรรพกาลแพร่กระจายออกมาทันที เปลวเพลิงอันทรงพลังเผาผลาญสิ่งมีชีวิตธาตุความมืดทั้งหลายที่มุ่งหน้าเข้ามาและทำให้พวกมันกรีดร้องด้วยความทรมาน
พวกมันดิ้นพล่านอย่างบ้าคลั่งเพื่อพยายามดับเปลวเพลิงบนร่างกาย
แต่เพลิงเทวะบรรพกาลก็เป็นถึงเปลวไฟอันดับหนึ่งในรายชื่อเพลิงเทวะ ไม่ว่าพวกมันจะดิ้นรนเท่าไร เพลิงเทวะบรรพกาลก็ไม่มีทีท่าว่าจะมอดลงแม้แต่น้อย มันมีแต่ลุกโชนมากขึ้นเท่านั้น
แค่เพียงไม่กี่อึดใจ
เสียงกรีดร้องของสิ่งมีชีวิตธาตุความมืดก็ค่อย ๆ แผ่วเบาลงจนเงียบงันไปในที่สุด พวกมันกลับกลายเป็นเถ้าถ่านและสิ้นลมหายใจจนหมดสิ้น
หลังจากที่จัดการปัญหาเรียบร้อย ฉู่โม่วก็ไปถึงวิหารได้อย่างราบรื่น
เมื่อมองดูให้ดีก็จะยิ่งเห็นได้ถึงความสง่างามของวิหารแห่งนี้ แสงสว่างเจิดจ้า พร้อมทั้งพลังแห่งกฎเกณฑ์ไร้ที่สิ้นสุดและรัศมีอมตะที่แพร่กระจายออกมา ห้วงมิติและกาลเวลาโดยรอบบิดเบี้ยวไป ทำให้มองเห็นภาพของสิ่งมีชีวิตมากมายที่มาสักการะวิหารแห่งนี้
วิหารหลังนี้ไม่มีแผ่นป้ายใด ๆ
แต่ฉู่โม่วก็สังเกตเห็นว่าวิหารแห่งนี้ควรจะมีป้าย แต่มันถูกนำออกไปและไม่อาจระบุข้อมูลอะไรได้ทั้งสิ้น
แค่เพียงบรรยากาศเหล่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ฉู่โม่วรู้สึกว่าวิหารแห่งนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ อย่างแน่นอน
“ฉันคิดไม่ออกเลย… ว่าจะมีตัวตนแบบไหนอยู่ข้างในนั้น!”