ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 93 ชื่อเสียงแพร่สะพัด และเตรียมตัวออกจากฐาน!
บทที่ 93 ชื่อเสียงแพร่สะพัด และเตรียมตัวออกจากฐาน!
วันรุ่งขึ้น
ข่าวคราวเรื่องฉู่โม่วสังหารนายพลเมืองและปฏิเสธนายพลอีกสามคนด้วยประโยคเดียวกระจายวงกว้างไปทั่วทั้งฐาน
ผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนตกใจกับเรื่องที่ได้ยินนี้
เพราะยังไงเสียอีกฝ่ายก็เป็นถึงนายพลเมืองเลยนะ!
ผู้ที่มีความแข็งแกร่งระดับที่สูงกว่าปรมาจารย์ยุทธ์จนเกือบจะเทียบเป็นอมนุษย์คนนั้น กลับถูกฉู่โม่วฆ่าตายลงเนี่ยนะ!
ยิ่งไปกว่านั้น นายพลเมืองอีกสามคนกลับไม่กล้าที่จะเข้ามายุ่งอะไรด้วย พวกเขายังต้องยอมถอยกลับด้วยความอึดอัดใจ
สิ่งนี้หากไม่ใช่ว่าเป็นเพราะนายพลเมืองทั้งสามเกรงกลัวฉู่โม่วก็คงจะไม่มีเหตุผลใดอื่นอีก นอกจากทั้งสามกลัวว่าถ้าหากปะทะกับฉู่โม่วจริง ๆ ฝ่ายที่บาดเจ็บอาจจะเป็นพวกเขาเอง เผลอ ๆ อาจจะต้องล้มตายกันเลยก็ได้!
น่ากลัว!
ความรู้สึกนี้ประจักษ์ขึ้นในห้วงความคิดของผู้คนนับไม่ถ้วน
ภายในฐาน คฤหาสน์หลังหนึ่ง
ช่ายเฟิงกำลังเดินออกจากห้องด้วยสีหน้าตื่นเต้นสุด ๆ
ผลวิญญาณสีม่วงที่ฉู่โม่วมอบไว้ให้นั้น หลังจากที่ได้กลืนกินมันลงไปและได้พักผ่อน มันก็ทำให้แขนและขาของเขากลับมาใช้งานได้คล่องเหมือนเดิม แถมความแข็งแกร่งยังเพิ่มขึ้นอีก!
เพราะงั้นช่ายเฟิงจึงอดที่จะตื่นเต้นไม่ได้
“คุณครับ ร่างกายยังไม่… เอ๊ะ? ท่านช่ายเฟิง…กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมแล้ว?”
ที่หน้าประตูห้องนั้น ผู้ปลุกพลังคนหนึ่งเห็นช่ายเฟิงเดินออกมา เขาก็รีบวิ่งเข้ามาหมายจะกล่าวเตือนด้วยความเป็นห่วง ทว่าเมื่อเห็นแขนและขาของช่ายเฟิงไร้ซึ่งการบาดเจ็บ ตัวเขาเองก็พลอยตื่นเต้นไปด้วย
“ใช่แล้วล่ะ”
ช่ายเฟิงที่กำลังอารมณ์ดีตอบและพยักหน้า
จากนั้นเขาก็ถามขึ้นต่อ “มีอะไรสำคัญ ๆ เกิดขึ้นหรือเปล่าช่วงที่ฉันพักผ่อนไม่กี่วันมานี้น่ะ?”
“อ๊ะ มีครับ! มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นในฐานเมื่อวานนี้เองครับ!”
ผู้ปลุกพลังคนนั้นรีบเล่าข่าวลือที่กระฉ่อนเมืองให้หัวหน้าฟัง
หลังจากได้ฟังข่าวนั้นแล้ว ช่ายเฟิงก็ถึงกับผงะไปไม่ต่างกับคนอื่น
“คุณฉู่… สามารถฆ่านายพลเมืองได้จริง ๆ เหรอ?”
เขาได้เห็นพลังของนายพลเมืองมาด้วยตาตนเองแล้วในรอยแยกมิตินั้น พลังที่สามารถทลายภูผาและสลายแม่น้ำได้เพียงแค่ขยับตัวไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน! คนเหล่านี้มีพลังมากมายอย่างที่สมควรถูกยกย่องจริง ๆ!
แล้วฉู่โม่วก็ฆ่าคนที่มีพลังระดับนี้ได้เนี่ยนะ!?
‘ดูท่าความทิ้งห่างของคุณฉู่กับฉันมันคงจะเพิ่มขึ้นมาอีกหลายเท่าเลยสินะ’
เขาอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ
ภายในหัวก็คิดย้อนกลับไปเมื่อตอนพบกันในป่าด้วย
ในตอนนั้น ที่ฉู่โม่วได้ช่วยเขาเอาไว้ ลำพังแค่ตอนนั้น ความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายก็เหนือกว่าเขามาก ๆ แล้ว ทว่ามาในตอนนี้…
เพียงแค่จะมองหน้ายังต้องคิดหนักเลย!
แต่
ช่ายเฟิงก็ไม่ได้รู้สึกอิจฉาอะไรในฉู่โม่วอยู่แล้ว
กลับกัน เขายิ่งรู้สึกเคารพชายคนนี้และไฝ่ฝันว่าอยากจะแข็งแกร่งเหมือนกับฉู่โม่วอีกด้วย
“อา ไม่หรอก ฉันจะไปรู้จักคนที่แข็งแกร่งขนาดนั้นได้ยังไง?”
ผู้ฝึกยุทธ์หนุ่มยอมเชื่อ
ขืนช่ายเฟิงบอกไปว่าตัวเขากับฉู่โม่วนั้นรู้จักกัน จะต้องมีหลายคนที่อิจฉาเขาแน่ ๆ
อีกฟากหนึ่ง
เมื่อเสิ่นจิ้นกับสีอิ้งได้ยินข่าวที่ลือกันมาทั่วเมือง พวกเขาก็ตกตะลึงกันไปชั่วขณะหนึ่ง อันที่จริงก็ไม่ต่างอะไรกับช่ายเฟิงนัก
ปรมาจารย์ยุทธ์ทั้งสี่ถึงกับตกตะลึงกับเรื่องที่เกิดขึ้น
ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้ พวกเขาเพิ่งจะได้เห็นฉู่โม่วกำจัดสัตว์อสูรระดับ 5 ไปด้วยตาตนเอง
แต่วานรเผือกอัคคีนั้นเป็นเพียงสัตว์อสูรที่เพิ่งขยับขึ้นเป็นระดับ 5 เท่านั้น ผนวกกับมันยังมีอาการบาดเจ็บตกค้างอยู่ด้วย พลังของมันจึงไม่ได้ถูกนับว่าแข็งแกร่งเหมือนกับสัตว์อสูรระดับ 5 ตนอื่น ๆ และตีว่าเป็นสัตว์อสูรระดับ 5 ที่อ่อนแอแทน
ต่อให้ฉู่โม่วจะสามารถเด็ดหัวมันได้ แต่พวกเขาก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันเกินความสามารถของอีกฝ่ายมากนัก
ทว่านี่มันต่างออกไป!
ฉู่โม่วสามารถฆ่านายพลเมืองท่ามกลางที่สาธารณะได้ด้วยตนเอง!
นี่มันเหลือเชื่อสุด ๆ!
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความตกใจนี้ พวกเขาก็แอบดีใจกันไม่น้อยเลย
ก่อนหน้านี้เหล่าปรมาจารย์ยุทธ์และนายพลเมืองจากฐานจินหลิงนั้นโอ้อวดตนไว้เยอะ พวกนั้นดูถูกผู้ปลุกพลังภายในฐานลู่หยางและไม่ปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างมนุษย์
ดังนั้นการได้เห็นคนเหล่านั้นถูกกระทำคืนบ้าง มันเลยกลายเป็นเรื่องที่น่าดีใจเสียมากกว่า!
การที่ฉู่โม่วสามารถกำจัดนายพลเมืองลงได้ แถมยังทำให้นายพลเมืองที่เหลืออีกสามคนหวาดกลัวจนต้องถอยไปอีกนั้น ถือเป็นการทำให้คนเหล่านั้นเสียหน้ามาก ๆ เลย
ภายในใจของพวกเขาคงจะรู้สึกขมขื่นกันไม่น้อย
ยังไงเสียพวกเขาก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น
อีกอย่างหนึ่ง ในตอนนี้ทั่วทั้งฐานต่างกำลังคุยกันเรื่องนี้
ผู้ปลุกพลังที่ประจำอยู่ฐานลู่หยางทุกคนต่างนำเรื่องนี้มาพูดด้วยความภาคภูมิใจ
แน่นอนว่าถ้ามีฝั่งหนึ่งดีใจ …ก็ต้องมีฝั่งที่เสียใจ
ซึ่งในคราวนี้ ฝั่งที่เสียใจกลับกลายเป็นฝั่งปรมาจารย์ยุทธ์กับนายพลเมืองจากฐานจินหลิงแทน พวกเขาอับอายกันมาก ๆ
บางทีอาจจะเป็นเพราะพวกเขาไม่อยากจะได้ยินเรื่องนี้อีก เพราะงั้นในช่วงบ่ายของวัน พวกเขาจึงรีบกลับไปอย่างรวดเร็ว
…
ในขณะที่โลกภายนอกกำลังวุ่นวาย ฉู่โม่วก็ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
ในวันนี้
ชายหนุ่มเดินทางเข้ามายังฐานชั้นในเพื่อที่จะพบกับสีอิ้ง
ในฐานะที่เป็นถึงปรมาจารย์ยุทธ์ สีอิ้งถือได้ว่ามีสถานะค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ ภายในฐาน ดังนั้นการจะเข้าพบเขานั้นถือเป็นเรื่องยากมากสำหรับผู้ปลุกพลังทั่วไป ทว่าผิดกับฉู่โม่วที่เพียงมาถึง อีกฝ่ายก็ยอมลงมาต้อนรับด้วยตนเองพร้อมกับท่าทีที่เคารพนับถือเป็นอย่างสูง
ทั้งสองมานั่งกันอยู่ในห้องรับแขก หลักจากที่เสิร์ฟชาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สีอิ้งก็ชิงถามก่อนด้วยท่าทีอ่อนน้อม “คุณฉู่ มาหาฉันที่นี่ในวันนี้ มีอะไรให้ช่วยหรือเปล่า?”
“จริง ๆ ผมก็มีเรื่องที่อยากจะรบกวนท่านปรมาจารย์ยุทธ์สีอิ้งนั่นแหละครับ”
ฉู่โม่วตอบ
“อย่าคิดว่าเป็นการรบกวนเลย เพียงแค่คุณฉู่พูดมันออกมา ฉัน สีอิ้ง จะจัดการให้เอง!” สีอิ้งรีบตอบ
ได้ยินดังนั้น ฉู่โม่วก็ไม่รีรอ และพูดความต้องการออกไปตรง ๆ “งั้นก็ดีเลยครับ ผมจำได้ว่าท่านปรมาจารย์สีอิ้งเคยหลงไปที่ฐานจินหลิงได้เมื่อสมัยยังหนุ่มสินะครับ ผมพอจะสอบถามเกี่ยวกับสถานการณ์ตอนนั้นได้หรือเปล่า?”
ฟังคำถามเสร็จ
สีอิ้งก็พยักหน้า สีหน้าของเขาไม่ได้แสดงความประหลาดใจออกมาทั้งสิ้น
อันที่จริง อีกฝ่ายไม่ได้ประหลาดใจหากฉู่โม่วจะเดินทางออกจากฐานลู่หยางไป ยังไงเสียฐานแห่งนี้ก็เล็กเกินกว่าที่คนอย่างฉู่โม่วจะสามารถพัฒนาตนเองได้ มีเพียงฐานจินหลิงเท่านั้นที่เขามองแล้วว่ามันตอบโจทย์มากกว่า
หลังจากคิดทบทวนเรื่องราวในอดีตเรียบร้อย สีอิ้งก็เริ่มเล่า “ฐานจินหลิง เป็นหนึ่งในสามสิบหกฐานขนาดใหญ่ของมวลมนุษยชาติ ถึงแม้ว่ามนุษยชาติจะโดนล้างอารยธรรมไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่หลายร้อยปีให้หลัง อารยธรรมรูปแบบใหม่ก็ก่อร่างขึ้นมาใหม่สำเร็จ พวกเราสามารถสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ขึ้นมาได้จากการล่มสลายเมื่อในอดีต และฐานจินหลิงเองก็ถือเป็นความสำเร็จแห่งแรก ๆ ของโลกใบนี้ ที่นั่นมีประชากรมากกว่าสิบล้านคนเลยทีเดียว!”
“ด้วยประชากรที่มากมายระดับนั้น มันเลยทำให้ฐานจินหลิงมีจำนวนผู้ปลุกพลังเยอะกว่าฐานอื่น ๆ ในระดับที่มากโขเลยด้วย แน่นอนว่าเหล่าคนแข็งแกร่งจนเป็นตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่ส่วนใหญ่ก็มาจากฐานจินหลิงด้วยเหมือนกัน… อา ไม่ …ไม่รวมฉันเข้าไปกับคนเหล่านั้น เพราะถึงจะเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ แต่ก็เป็นได้แค่คนที่เก่งกาจที่สุดในฐานลู่หยางเท่านั้น หากเอาตัวเองไปหย่อนไว้ในฐานจินหลิง เกรงว่าฉันอาจจะแทบจะไม่ต่างจากพวกผู้ปลุกพลังธรรมดาคนหนึ่ง ไม่สามารถเทียบเท่าอะไรกับนายพลเมืองได้เลย!”
“นอกจากนี้ ภายในฐานนั้นถูกศึกษาและพัฒนาการใช้อณูแห่งชีวิตกันอย่างจริงจัง จนที่นั่นพวกเขาสามารถใช้อณูแห่งชีวิตมาเป็นพลังงานทดแทนพลังงานไฟฟ้าได้แล้ว! ด้วยเหตุนี้ฐานจินหลิงจึงมีวิทยาการต่าง ๆ ก้าวล้ำฐานอื่น ๆ ไปมากจนน่าอิจฉา มีตึกระฟ้ามากมายตั้งตระหง่านอยู่ที่นั่น และที่สำคัญ ทั่วทั้งเมืองยังมีอณูแห่งชีวิตหลั่งไหลอยู่ในปริมาณมากเหลือล้นอีกด้วย หากในตอนนี้ไม่มีสัตว์อสูรกำลังอาละวาดอยู่ภายนอกละก็ ฐานจินหลิงน่าจะเทียบเท่าได้กับมหานครของมนุษยชาติเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อนได้เลยล่ะ!”
นั่งฟังสีอิ้งเล่า ฉู่โม่วก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกโหยหาฐานแห่งนี้ขึ้นมาอยู่ในใจ
มันเป็นเวลานานทีเดียวกว่าอีกฝ่ายจะเล่าจบ
เมื่อถึงตอนนั้น เขาจึงถามกลับตามสัญชาตญาณ “งั้นท่านปรมาจารย์ยุทธ์พอจะรู้ไหมว่าฐานจินหลิงอยู่ห่างจากที่นี่มากขนาดไหน?”
“เท่าที่ฉันรู้มา ฐานทั้งสองแห่งนี้ห่างกันราว ๆ สามแสนกว่ากิโลเมตรได้!”
สีอิ้งพูดต่อ “ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้อยู่ห่างกันมากนักเมื่อถ้าใช้ความเร็วของปรมาจารย์ยุทธ์ แต่เพราะหนทางที่จะไปนั้นเต็มไปด้วยอันตราย รวมถึงสัตว์อสูรจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน มันจึงน่าเป็นห่วง พื้นที่เขตเชื่อมต่อนี้มีสัตว์อสูรระดับ 5 หรือสูงกว่าอาศัยอยู่ด้วย ถ้าหากคุณฉู่โชคไม่ดี การรอดชีวิตจะถือเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ”
“พูดถึงเรื่องนี้ ตอนนั้นฉันเองก็คงจะโชคดีจริง ๆ ที่ไม่ได้เจออะไรแบบนั้น… แต่สำหรับตอนนี้ ต่อให้จะเป็นปรมาจารย์ยุทธ์แล้ว ฉันเองก็ไม่กล้าที่จะเดินทางผ่านเขตเชื่อมต่อนี้อยู่ดี ต่อให้คุณฉู่จะขอร้องก็เถอะ”
เขายิ้มแห้งหลังจากพูดเช่นนั้นออก ไป
ตอนนั้นเอง ราวกับว่าคิดอะไรได้บางอย่าง ปรมาจารย์ยุทธ์สูงวัยหยิบเอากระดาษม้วนใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเก็บของ “นี่เป็นเส้นทางที่ฉันได้ทำการบันทึกไว้ตั้งแต่เมื่อครั้งนั้น หากคุณฉู่ต้องการจะไปด้วยวิธีนี้จริง ๆ บางทีสิ่งนี้อาจจะพอช่วยอะไรได้บ้าง…”
“อย่างไรก็ตาม… สิ่งนี้ก็ถูกบันทึกไว้เมื่อนานมาแล้ว บางอย่างอาจจะใช้อ้างอิงไม่ได้ ถ้ายังไงคุณฉู่ต้องระวังตัวเองให้ดี!”
ชายชรากล่าวเตือน
ฉู่โม่วพยักหน้าเข้าใจและรับแผนที่นั้นมา
หลังจากที่ดูสิ่งที่รับมาชัด ๆ เขาก็เก็บมันลงไปและกล่าวตอบ “ขอบคุณมาก ๆ เลยครับ”
“ด้วยความยินดี ยังไงตอนนี้แผนที่นั่นก็ไม่มีประโยชน์อะไรกับฉันแล้ว”
สีอิ้งโบกมือปัดอย่างดูผ่อนคลายและเป็นกันเองมากขึ้น
แต่ลึก ๆ แล้ว
ภายในใจของเขา มันเปี่ยมไปด้วยความริษยาในตัวฉู่โม่ว
เพราะเด็กคนนี้ยังหนุ่มยังแน่น แต่กลับมีพลังที่มากมายขนาดนี้ การออกไปเผชิญโลกภายนอกด้วยตนเอง จะทำให้เขาสามารถเติบใหญ่และแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้อีกมาก
ผิดกับตัวเขาเอง…
หากไม่ติดว่าชีวิตของสีอิ้งมีโชคเยอะกว่าคนอื่น บางทีตัวเขาเองก็อาจจะติดอยู่ที่ขั้นจอมยุทธ์ระดับต้นไปตลอดชีวิตก็ได้ และไม่สามารถเติบใหญ่ไปกว่านั้นได้อีกแล้ว
ทั้งสองนั่งคุยกันต่ออีกนิดหน่อยก่อนที่ฉู่โม่วจะกล่าวอำลา
สีอิ้งออกไปส่งด้วยตนเอง เขายืนดูจนกระทั่งฉู่โม่วหายไปจากระยะสายตาแล้วจึงได้ละสายตากลับมา
ชายสูงวัยเดินกลับเข้าไปในที่พักของตน
แต่ทันทีที่กลับเข้าไปภายในนั้น เขาก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าจุดที่ฉู่โม่วเคยนั่งอยู่มีกล่องหยกกล่องหนึ่งถูกวางทิ้งเอาไว้
เขาหยิบมันขึ้นมาและเปิดดู
แล้วจึงพบว่าภายในนั้นมีเลือดของสัตว์อสูรระดับ 5 ถูกบรรจุเอาอยู่
“นี่มัน…”
สีอิ้งพูดอะไรไม่ออกไปพักใหญ่ ๆ และเมื่อได้สติกลับมา ชายชราก็ได้แต่ส่ายหน้าและหัวเราะเบา ๆ เขาเก็บเลือดสัตว์อสูรนั้นไว้
โดยที่ภายในใจก็แอบกล่าวชื่นชมฉู่โม่วไปด้วย “ฉันจะรอวันที่คุณเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ได้นะ…”
…
คืนวันนั้น
ฉู่โม่วกลับมาที่บ้าน
และมองเห็นเฉินซีเวยกำลังอ่านหนังสืออยู่ เขาจึงเข้าไปบอกเธอถึงเรื่องที่ตั้งใจจะออกจากฐานลู่หยาง โดยหวังว่าเธอจะออกไปกับเขาด้วย
หลังจากที่ได้ฟังความตั้งใจของฉู่โม่วแล้ว
เฉินซีเวยก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะตอบตกลง
มันเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก …แต่นั่นยังทำให้ฉู่โม่วรู้สึกประหลาดใจอยู่นิดหน่อย?
แต่เดิมเขาคิดว่าเฉินซีเวยอาจจะอยากอยู่ภายในฐานลู่หยางไปตลอดชีวิต นั่นเพราะที่นี่มีทั้งครู มีทั้งเพื่อนของเธออาศัยอยู่ การจะออกจากที่นี่ไปอาจจะทำให้หญิงสาวลำบากใจ
การตอบตกลงของเธอนี้ จึงเป็นสิ่งที่ทำให้ชายหนุ่มอดประหลาดใจไม่ได้จริง ๆ
เห็นฉู่โม่วดูแปลกใจ เฉินซีเวยก็พูดขึ้น “ในเมื่อพ่อกับแม่ของฉันจากไปแล้ว ทั้งโลกใบนี้ นายเลยกลายเป็นคนเดียวในหัวใจที่มีความสำคัญกับฉัน”
“เพราะงั้นไม่ว่านายจะไปไหน ฉันก็จะตามไปด้วยอยู่แล้ว”
หญิงสาวยิ้มแล้วพูดต่อ “จริง ๆ ฉันพอจะรู้มาบ้างแล้วล่ะว่านายอาจจะอยากออกไปจากฐานลู่หยาง… ยังไงซะที่นี่ก็เล็กเกินไปสำหรับคนแข็งแกร่งอย่างนายอยู่ดี ถ้ายังไง ฉันอยากจะไปหาท่านอาจารย์เสิ่นสักหน่อย เขาช่วยฝึกสอนฉันมานาน อยากจะไปพูดคุย ไปกล่าวลาเขาแล้วบอกว่าฉันอยากจะไปกับนาย”
ฟังถ้อยคำของเธอ ฉู่โม่วก็รู้สึกใจเต้นไม่น้อยเลย
ชีวิตของเขาอยู่ในช่วงมีความสุขที่สุด
การที่ได้เจอหญิงสาวที่ทั้งหัวใจมีแต่ตัวเขาแบบนี้ มันต้องเป็นความโชคดีขนาดไหนกันนะ?
…
เพราะทั้งสองตัดสินใจได้แล้วว่าจะจากที่นี่ไป ดังนั้นพวกเขาจึงต้องจัดเตรียมทุกสิ่งอย่างให้เสร็จเรียบร้อยดีก่อนที่จะเดินทาง
อันดับแรก เริ่มจากขายวัสดุบางอย่างที่ไม่คิดว่าจะได้ใช้ให้กับหอการค้าหยกแก้ว แล้วเปลี่ยนมันเป็นหินปฐมกาลขนาดเล็กมาเก็บไว้ในมิติพกพาแทน
จากนั้นก็ซื้อกระบี่ระดับ 4 ที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุดในฐานลู่หยางมา
ก่อนหน้านี้ ฉู่โม่วใช้กระบี่ระดับ 3 มาโดยตลอด ในเมื่อตอนนี้ความแข็งแกร่งของเขายกระดับขึ้นไปอีกขั้นแล้ว กระบี่เก่าขึ้นไม่สามารถรับพลังเขาได้อีก
แล้วยิ่งครั้งนี้ มันเป็นการเดินทางระยะไกล ซึ่งการเดินทางภายนอกฐานนั้น ยิ่งไกลก็ยิ่งอันตราย เพราะมันจะไม่มีที่กำบังให้หลบระหว่างทาง ดังนั้นการเตรียมตัวให้พร้อมจึงเป็นสิ่งสำคัญ
หลังจากจัดการสิ่งเหล่านี้เสร็จแล้ว ฉู่โม่วก็จากบ้านที่ตนอยู่อาศัยมานานไปพร้อมกับเฉินซีเวยที่จัดกระเป๋าเสร็จแล้วเหมือนกัน
“นี่คือโชคชะตาสินะ”
เฉินซีเวยล็อกประตูช้า ๆ
เธอมองกลับไปยังบ้านที่เธอและฉู่โม่วอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก ความคะนึงหาก็ปรากฏขึ้นมาในใจเล็กน้อย
ฉู่โม่วเองก็เข้าใจเธอดี ดังนั้นจึงไม่ได้เร่งเร้าและปล่อยให้คู่หมั้นทำใจไปก่อน
ผ่านไปพักหนึ่ง
เฉินซีเวยก็ถอนหายใจขับไล่ความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ ก่อนจะเดินไปหาฉู่โม่วและพูดกับเขาด้วยรอยยิ้ม “ไปกันเถอะ!”