ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 975 ฆ่าตัวตาย และพลังระดับสูงของระฆังแห่งจักรพรรดิบูรพา!
“เผ่าเมดูซ่าของข้าเติบใหญ่มากว่าล้านปี มีบรรพชนมากมายที่คอยค้ำชูเผ่าจนกระทั่งยิ่งใหญ่ได้ในทุกวันนี้!”
“แต่เจ้า กลับทำลายทุกอย่างของข้า!”
“ฉู่โม่ว แกมันสมควรตาย สมควรตายที่สุด!”
“ฉันคนนี้จะฆ่าแกแน่นอน ไม่งั้นคงไม่อาจตายตาหลับ โดยที่ตัวน่ารังเกียจยังไม่ตายตกตามกันได้!”
น้ำเสียงที่ไม่แยแสสิ่งใดดังก้องไปทั่วราวกับเสียงสายฟ้า มันแฝงด้วยจิตสังหารเต็มเปี่ยมและความเศร้าโศกที่ระบุไม่ได้ ราวกับเป็นการหลั่งน้ำลงไปในยมโลก ยากที่จะชำระล้างมลทินที่อยู่เบื้องล่างนั้น
และเมื่อสิ้นเสียง
บางสิ่งบางอย่างที่อยู่บนผืนฟ้าและใต้ผืนโลกก็ส่งเสียงดังระงม ราวกับว่าบางอย่างกำลังจะปรากฏขึ้นมา ภายใต้เสียง ‘แกร๊ก’ ที่ดังสะท้อนไปทั่ว
วินาทีถัดมา ภายใต้สายตาของฉู่โม่ว เขาเห็นกระบี่สวรรค์ปรากฏขึ้น ฟาดฟันร่างของบรรพชนเผ่าเมดูซ่าจนเกิดบาดแผลเปิดขนาดใหญ่ ซึ่งเห็นได้ชัดแม้จะอยู่ไกล
และด้วยการฟาดฟันนี้เอง ผลวิถีส่วนหนึ่งที่อยู่ภายในร่างของเขาก็ถูกตัดออกไปด้วย
บรรพชนเผ่าเมดูซ่าคนนี้กำลังฆ่าตัวเอง!
ด้วยกระบี่เล่มนั้น!
กลิ่นอายจากร่างของเขากระจายออกมาและเพิ่มขึ้นจนไปอยู่ในระดับที่น่ากลัวเพียงไม่กี่อึดใจ ถึงแม้ตอนนี้เขาจะยังไม่ได้เป็นขั้นที่สูงกว่าจักรพรรดิเทวะยุทธ์ แต่ก็เรียกได้ว่าเข้าใกล้มากแล้ว
“ฉู่โม่ว วันนี้ข้าจะสละตัวเองเพื่อฆ่าเจ้า!”
“จงตายด้วยน้ำมือข้าเสียเถิด!”
เขาตะโกนด้วยความโกรธพร้อมชี้นิ้ว
ครืน!
จิตสังหารอันยิ่งใหญ่อย่างหาที่เปรียบไม่ได้กระจายวงกว้าง ปกคลุมทั่วทั้งฟากฟ้าประกายดาว กลิ่นอายเหล่านี้น่ากลัวราวกับกำลังคุกคามสรรพชีวิตที่ยังหายใจอยู่
เมื่อเผชิญหน้ากับจิตสังหารที่หนักหน่วงเช่นนี้ ฉู่โม่วเหมือนพายเรือไม้อยู่ในทะเล ซึ่งพร้อมจะถูกคลื่นทำลายได้ทุกเมื่อ
แต่…
เขาไม่ได้หลบหนีไปไหน และยังคงยืนอยู่ที่เดิมด้วยท่าทีสงบ
ถึงแม้จะโดนจิตสังหารที่เหี้ยมโหดรุมเร้า ณ ตอนนี้ หรือพลังศักดิ์สิทธิ์ที่กล้าแกร่งเข้าห่อหุ่มร่าง เขาก็ไม่ได้หวาดหวั่นแต่อย่างใด และยังคงสนใจรับชมสิ่งที่จะตามมาอย่างหนักแน่น
“เป็นการกระทำที่บ้าบิ่นจริง ๆ ที่ยอมฟันตัวเองด้วยกระบี่น่ะ”
“แต่…”
“ถ้าคิดจะฆ่าฉันด้วยวิธีนี้ แค่นี้ยังไม่พอหรอกนะ!”
เมื่อสิ้นเสียง
แววตาที่เยือกเย็นของฉู่โม่วก็เปล่งแสงแห่งความโกลาหล แสงศักดิ์สิทธิ์เปล่งออกมาเหนือหว่างคิ้วของเขา พลังอันยิ่งใหญ่กระตุ้นให้เลือดในกายสูบฉีดรุนแรง เปลี่ยนเป็นคลื่นพลังและระเหยออกมาในรูปแบบของหมอกที่ช่วยเพิ่มพลังให้แก่เขาอีกหลายเท่าตัว
ไม่เพียงเท่านั้น…
เหง่งหง่าง!
ระหว่างโลกและสวรรค์ เสียงระฆังก็ดังขึ้น
ทันใดนั้น ผืนฟ้าและผืนดินก็แยกจากกัน แสงลึกลับส่องเข้าหากันตรงกลางพร้อมกับการปรากฏตัวขึ้นของระฆังสีทองแดง มันมีพลังแห่งกฎเกณฑ์มากมายวนเวียนอยู่รอบ ๆ รวมถึงมีพลังแห่งวิถีล่องลอยอยู่ใกล้ ๆ พลังศักดิ์สิทธิ์ก้องกังวาน พร้อมกันนั้นก็มีร่างของอีกาสามขาสีทองบินวนรอบดูน่าเกรงขาม
ด้วยความลึกลับและหยั่งไม่ถึงของพลังศักดิ์สิทธิ์สิ่งนี้จึงดูน่ากลัวเป็นอย่างมาก
ใช่แล้ว นี่คือ…
ระฆังจักรพรรดิบูรพา!
เหง่งหง่าง! เหง่งหง่าง! เหง่งหง่าง!
เสียงของระฆังยังคงดังต่อเนื่อง คลื่นเสียงนั้นกระจายเป็นวงคลื่นออกไป และทุกสิ่งที่อยู่ท่ามกลางคลื่นเสียงนี้จะถูกทำลายสิ้น เหลือไว้เพียงแก่นแท้ของธาตุแห่งดิน น้ำ ลมและไฟ แต่ในไม่นานพวกมันก็แข็งทื่อไป
ในฐานะที่เป็นสมบัติแห่งจักรพรรดิอสูรบูรพา ระฆังจักรพรรดิจึงได้ครอบครองพลังเหนือธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นดิน น้ำ ลมหรือไฟ
ณ ตอนนี้ ท่ามกลางเสียงระฆังจักรพรรดิที่ฉู่โม่วบงการ ถึงแม้จะไม่อาจรับรู้ได้ถึงพลังทั้งหมดของมัน แต่เพียงเท่านี้ก็นับว่าทรงพลังมากแล้ว
ด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์ระดับนี้
พลังที่บรรพชนเผ่าเมดูซ่าตั้งใจจะใช้ก็แตกร้าวและระเบิดในทันใด
แต่นี่ยังไม่จบ ด้วยเสียงของฉู่โม่วที่ดังลอยมา “เสี่ยวอู๋!”
ก๊า!
ตามคำสั่ง กระแสลมและเปลวเพลิงผสานรวมกับแสงศักดิ์สิทธิ์ปกคลุมทั่วทั้งผืนฟ้า ท่ามกลางสิ่งเหล่านี้ ร่างของอีกาสามขาทองคำทะยานขึ้นมา ขนทองคำของมันเปล่งประกายแสงและล่องลอยไปทั่วตามสายลมแห่งกฎเกณฑ์ที่พัดพาอย่างเห็นได้ชัด
นี่คือเสี่ยวอู๋
หลังจากที่เขาเปิดเผยร่างที่แท้จริงแล้วในตอนนี้ อีกาทองคำก็บินตรงเข้ามายังระฆังจักรพรรดิบูรพา โดยไม่ได้เปล่งเสียงร้องใด
ภายใต้การควบคุมโดยตรงจากอีกาสามขาทองคำตนนี้ พลังทำลายล้างของระฆังจักรพรรดิบูรพาก็สูงขึ้นอีกหลายเท่า ณ ตอนนั้น มันถูกเสริมด้วยพลังของสายลม ตัวระฆังลอยขึ้นสูงไปในอากาศและห้อยอยู่บนฟากฟ้า ปลดปล่อยพลังมหาศาลใส่บรรพชนเผ่าเมดูซ่า
พลังนี้เกรียงไกรและผสานด้วยสภาวะไร้ขีดจำกัด ราวกับว่าหากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป จักรวาลทุกยุคสมัยจะถูกทำลายอย่างแน่นอน
ด้วยพลังระดับสุดยอดของระฆังยักษ์นี้เอง
บรรพชนเผ่าเมดูซ่าเริ่มเกิดความกลัวขึ้นในใจ หนังหัวของเขาแน่นตึง และอดไม่ได้ที่จะเบิกตากว้าง
“นี่มันอาวุธวิเศษใดกัน?”
“ทำไมถึงมีพลังเวทได้มากถึงเพียงนี้!?”
ชายชราหายใจเฮือกด้วยความตกใจ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
แม้บรรพชนจะหวาดกลัว แต่เขาก็ไม่ลังเล พลันกวาดฝ่ามือเพื่อที่จะอัญเชิญแผนที่ดวงดาวแห่งจักรวาลมาป้องกันตัวเองจากพลังอันยิ่งใหญ่ของระฆังจักรพรรดิบูรพา
แผนที่ดวงดาวแห่งจักรวาล…
สิ่งนี้ไม่เพียงมีพลังในการทำลายด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์อันรุนแรง แต่ยังมีพลังในการป้องกันที่เหนือชั้นด้วย
ครั้งที่บรรพชนเผ่าเมดูซ่าได้รับสมบัติชิ้นนี้มา เขาถูกล้อมโดยจักรพรรดิเทวะยุทธ์มากมาย แต่ด้วยพลังป้องกันของสมบัติชิ้นนี้ ทำให้เขาได้รับการปกป้องด้วยพลังที่ไร้เทียมทานจนกระทั่งสามารถสังหารจักรพรรดิเทวะยุทธ์เหล่านั้นได้
แต่ตอนนี้ เพราะความกลัวในพลังศักดิ์สิทธิ์ที่มาจากระฆังจักรพรรดิบูรพา บรรพชนจึงต้องงัดเอาความสามารถนี้ของแผนที่ดวงดาวมาใช้
ทว่าสิ่งที่เขาไม่คาดคิดก็ยังมีอยู่
ขณะที่อัญเชิญแผนที่ดวงดาวออกมา ทั้งที่สมบัติชิ้นนี้ควรจะถูกประดิษฐานไว้ในดินแดนแห่งบรรพชนเผ่าเมดูซ่า แต่กลับไม่ตอบสนองต่อการอัญเชิญ
และเรื่องที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นก็ตามมา…
เขาพบว่ากรรมสิทธิ์ในการครอบครองสมบัติแห่งเผ่าพันธุ์นั้นถูกยกเลิกไปแล้ว!
“น…นี่มันเกิดอะไรขึ้น!?”
สีหน้าของบรรพชนเผ่าเมดูซ่าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เขาถึงกับพูดอะไรไม่ออก
บรรพชนแห่งเผ่าเมดูซาสัมผัสถึงมันได้
สมบัติชิ้นนี้ไม่ได้ถูกบังคับตัดการควบคุม แต่มันเลือกที่จะปลดพันธะการควบคุมของเขาด้วยตนเอง ทั้งนี้ก็เพราะความรังเกียจและความสุขในคราเดียวกัน
เพราะการถูกเก็บฝังไว้เป็นเวลานานจนฝุ่นเกาะนี้จะทำให้มันไม่ชอบนัก และก็รู้สึกพอใจแล้วที่ได้เห็นหน้าเจ้านายเก่าเป็นครั้งสุดท้าย
“ไอ้เจ้าสมบัติเลี้ยงไม่เชื่องนี่!”
“เจ้าหาเจ้านายใหม่ได้แล้วงั้นเหรอ!? เป็นไปไม่ได้!”
ยิ่งรับรู้เช่นนั้น บรรพชนเผ่าเมดูซ่าก็ยิ่งสั่นไปทั้งตัว
เขาในฐานะที่เป็นบรรพชนย่อมเข้าใจดีว่า ถึงแม้สมบัติจะถูกประดิษฐานอยู่ในดินแดนแห่งบรรพชนมาโดยตลอด แต่กลับไม่ค่อยได้ใช้งาน
เหตุผลเดียวที่ทำให้มันไม่ถูกใช้นั้น ก็เพราะสิ่งนี้เป็นที่สักการบูชาของคนในเผ่ามาเป็นเวลานาน การสั่งใช้งานสมบัติชิ้นนี้ในแต่ละครั้ง จำเป็นต้องแลกมาด้วยพลังอันยิ่งใหญ่
และสิ่งนั้นใหญ่เกินกว่าจะนำมาใช้ได้บ่อย ๆ
พูดกันตามตรง
สิ่งนี้ก็ไม่ต่างกับการยืมพลัง
แต่ตอนนี้ ยามเจ้าของที่แท้จริงของมันกลับมา สมบัติชิ้นนี้ก็ปฏิเสธที่จะให้ยืมพลังอีกต่อไป
แต่…เป็นไปได้งั้นเหรอ!?
ทั้งที่พวกเขาได้ประดิษฐานแผนที่ดวงดาวแห่งจักรวาลชิ้นนี้ไว้ตั้งนาน โดยไม่เคยปล่อยให้มันออกไปหาเจ้าของที่แท้จริง จนกาลเวลาทำให้พวกเขากล้าที่จะเรียกมันว่าเป็นสมบัติของตนเองในที่สุด
ทำไมตอนนี้…
เพียงเผ่าเมดูซ่ากำลังจะล้มตาย ยามที่เขาต้องการจะใช้พลังของสมบัติในการกำจัดศัตรูตัวฉกาจ มันกลับเจอเจ้าของจริงเสียอย่างนั้น!?
เป็นแบบนี้ไปได้อย่างไร! ไอ้ความบังเอิญที่น่าหงุดหงิดนี่!
นอกจากนี้…
บรรพชนเผ่าเมดูซ่า จู่ ๆ ก็คิดได้ถึงบางอย่างที่ผิดไป เขาหันมองฉู่โม่วที่ยืนอยู่ในห้วงมิติ ด้วยแววตาที่ไม่อยากจะเชื่อนัก “เจ้าของที่แท้จริงของสมบัติชิ้นนี้… คือแกงั้นเหรอ!?”
“ต้องใช่แน่ ๆ!”
“ไม่เช่นนั้น แกไม่มีทางรอดจากพลังของแผนที่ดวงดาวแห่งจักรวาลนี้ได้แน่นอน!”
“ไม่อย่างนั้น แผนที่ดวงดาวแห่งจักรวาลไม่มีทางจะพบเจ้าของที่แท้จริงได้ตอนนี้!”
ร่างของบรรพชนสั่นสะท้านอย่างคลุ้มคลั่ง เขาทั้งหัวเราะและร้องไห้
“ก็นับว่าฉลาด”
“แต่…”
“สายไปแล้ว!”
เมื่อมองไปยังท่าทีบ้าคลั่งของบรรพชนเผ่าเมดูซ่า ฉู่โม่วยิ้มน้อย ๆ จากนั้นเขาก็สะบั้นแขนลงไป
เหง่งหง่าง!
ระฆังแห่งจักรพรรดิบูรพาสั่นอย่างรุนแรงอีกครั้ง พลังทำลายล้างปกคลุมร่างของบรรพชนเผ่าเมดูซ่า ท่ามกลางพลังที่ยิ่งใหญ่ระดับนี้ ดวงดาวมากมายบนท้องฟ้าประกายดาวก็ถูกทำลายกลายเป็นผุยผง
รวมถึงบรรพชนเผ่าเมดูซ่าที่อยู่ ณ จุดกึ่งกลาง
ท่ามกลางการรับรู้ของฉู่โม่ว ร่างของเขาแตกกระจายเป็นชิ้น ๆ และผลวิถีเองก็แหลกละเอียดเป็นผุยผงไปพร้อมกันด้วย!