ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 997 พบเพื่อนเก่าในฝัน
บทที่ 997 พบเพื่อนเก่าในฝัน
“นั่นดูจะเป็นอะไรที่ดีกว่า เข้าไปตรงนั้นก่อนก็แล้วกัน!”
เมื่อคิดได้แบบนั้น ฉู่โม่วก็เตรียมจะกลับไปเอาอัญมณีแก่นโกลากลในวิหารมา
สีหน้าของเขาในตอนนี้เต็มไปด้วยความชื่นมื่นและความตื่นเต้นอย่างหยุดไม่อยู่
หากไม่ใช่ว่าชายหนุ่มหาวิหารนี่จนเจอ เขาจะได้สมบัติล้ำค่าเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?
ยิ่งไปกว่านั้น ประตูของโถงวิหารแห่งนี้ตอนแรกถูกปิดไว้ด้วย แต่ทันทีที่มันเปิดออกก็เผยให้เห็นสมบัติล้ำค่า เขาจึงอดคิดไม่ได้ว่านี่เป็นเรื่องบังเอิญหรือเปล่า ‘ที่นี่เคยเป็นที่พำนักอยู่ของตัวตนที่ยิ่งใหญ่ แถมมีสมบัติแห่งโลกและวัตถุดิบแห่งสวรรค์เหรอ?’
ด้วยความคิดเช่นนั้น
การที่ฉู่โม่วจะหักห้ามใจได้จึงเป็นเรื่องยากมาก เขาเดินไปจนถึงประตูวิหารในพริบตาเดียว และเตรียมจะก้าวต่อไปแล้ว
วูบ!
ขณะนั้นเอง แสงสว่างก็ส่องออกจากหว่างคิ้วของเขา ทั้งอบอุ่นและเยือกเย็นในเวลาเดียวกัน ภายในห้วงจิตของเขาก็มีเสียงอื้ออึงราวกับมีอะไรกำลังสั่นไหวอยู่ภายใน
ภายใต้ความประหลาดเหล่านี้ ทั่วทั้งร่างของฉู่โม่วก็สั่นสะท้าน สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปอย่างมาก
“ไม่!”
“จิตใจของฉันกำลังได้รับผลกระทบ! ฉันกำลังหลงผิด!”
ความวุ่นวายเกิดขึ้นกับฉู่โม่ว
หลังจากได้ฝึกฝนมานานหลายปี ผ่านประสบการณ์ยากลำบากมานับไม่ถ้วน ถึงแม้จะพูดไม่ได้เต็มปากว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นความจริงหรือความฝัน ชายหนุ่มก็ไปถึงจุดที่เฝ้ามองภูเขาถล่มต่อหน้าได้โดยไม่รู้สึกอะไร ยิ่งไปกว่านั้น สถานที่แห่งนี้มีวิกฤตการณ์มากมายเกิดขึ้น เขาจำเป็นต้องระวังตัวจากทุกสิ่งที่ปรากฏขึ้นมา แม้จะเป็นอัญมณีแก่นโกลากลก็ตาม
ที่นี่คือวิหารที่จักรพรรดินีไท่หยินเตือนเขาให้ระวังตัว
เช่นนั้น จะมีสมบัติล้ำค่าอยู่โดยไร้การป้องกันได้อย่างไร?
‘กลัวอะไร ไม่สมเป็นฉันเลย’
เมื่อตระหนักได้เช่นนั้น
ฉู่โม่วก็เริ่มใจเย็นลง ถึงจะไม่รู้ว่าทำไม
แต่อัญมณีแก่นโกลากลภายในวิหารก็ยังคงน่าดึงดูดอยู่ดี มันทำให้เขาอยากจะเข้าไป โดยเฉพาะรูปปั้นพระโพธิสัตว์ภายในนั้น มันดึงดูดให้เขาอยากจะเข้าไปสักการบูชาเสียเหลือเกิน
รอยยิ้มของเขาฉีกกว้างมากขึ้น ความต้องการค่อย ๆ กลืนกินแววตาและจิตใจ
“วิหารนี่ไม่ปกติ!”
“ไม่สิ ถ้าระบุให้ดีกว่านั้น พระโพธิสัตว์นั่นต่างหากที่ไม่ปกติ!”
ฉู่โม่วพยายามข่มความต้องการอีกครั้ง เขาระงับความโลภในจิตใจจนถึงกับต้องกัดปลายลิ้นเอาไว้ด้วย รสชาติของเลือดพลันเข้าสู่ประสาทสัมผัส สมองของเขาก็กลับมาคิดอ่านได้ตามปกติอีกครั้ง
“ยังไม่พอ ต้องมากกว่านี้!”
ชายหนุ่มกระตุ้นพลังอณูแห่งชีวิต เดินเลือดลมภายในร่างและพลังศักดิ์สิทธิ์ไปพร้อม ๆ กัน เพื่อสงบจิตใจ เขาข่มความโลภ กระทั่งจุดเพลิงเทวะขึ้นมาที่ครั้งหนึ่ง เหมือนที่เคยลุกโชนตอนที่เขาจะทลายขีดจำกัดขึ้นเป็นเทวะยุทธ์ เขาใช้ไฟนั้นเผาผลาญหัวใจ หวังจะเผาความโลภนี้ไปให้หมดสิ้น
วูบ! วูบ! วูบ!
เพลิงเทวะที่ขึ้นชื่อว่าร้อนแรงเป็นอันดับหนึ่งในจักรวาล ‘เพลิงเทวะต้นกำเนิด’ พลังของมันนั้นน่ากลัวสมชื่อไม่มีผิดเพี้ยน
ภายใต้การเผาผลาญระดับนี้ ความโลภในใจก็ค่อย ๆ มลายหายไปทีละนิด และในเวลาไม่นาน ก็ไม่หลงเหลือร่องรอย
ก่อนที่ฉู่โม่วจะได้ถอนหายใจโล่งอก ห้วงความคิดประหลาดครั้งใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเดิมก็ลอยผ่านมาในอากาศ
เบื้องหน้าเขา ศัตรูมากมายที่เขาพบเจอมาตลอดทางก็ได้ปรากฏตัวขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นพ่อของโจวชี่และลูกชายของเขาที่ฉู่โม่วเคยสังหารไปตั้งแต่ตอนฝึกฝนใหม่ ๆ ตระกูลสวี่ในฐานจินหลิง หรือแม้แต่มนุษย์ต่างดาวหลากเผ่าพันธุ์ที่เขาเคยเผชิญหน้าด้วย สิ่งเหล่านี้กลายมาเป็นวิญญาณร้ายที่น่ากลัวกำลังตามหลอกหลอนเขา
เหล่าศัตรูในอดีตแยกเขี้ยวและกวัดแกว่งกรงเล็บ พุ่งเข้ามาเหมือนผีร้ายราวกับต้องการจะลากฉู่โม่วลงไปยังนรกที่ไร้ก้นบึ้ง!
สถานการณ์เช่นนี้
จิตสังหารเกิดขึ้นในใจของฉู่โม่ว เขาอยากจะจัดการกับดวงวิญญาณเหล่านี้
“นี่มัน…จิตมุ่งร้าย!”
ฉู่โม่วเข้าใจแต่ถ้าพูดให้ชัดเจน ศัตรูที่เกิดจากจิตมุ่งร้ายนั้นไม่สามารถเข้าใกล้ร่างกายของเขาได้ ไม่เช่นนั้นคงจะกัดกินเนื้อไปแล้ว
ในขณะเดียวกัน หากเขาสังหารดวงวิญญาณที่ไม่รู้เรื่องเช่นนี้ เขาก็จะได้รับจิตสังหารที่เหี้ยมโหดมาเก็บไว้ในใจ
ลำพังแค่มอง มันก็ดูจะไม่มีทางออก
“ฮึ่ม!”
‘ฉันได้เดินทางมาอย่างยากลำบาก เติบโตด้วยความดิ้นรนมาตั้งแต่ต้น ผ่านบททดสอบในการสังหารศัตรูมาก็มากมาย แบบนั้นแล้ว… จะกลัวการฆ่าอีกทำไม?’
‘ฆ่าเพื่อรักษาชีวิต ก่อกรรมเพื่อเบิกทางสู่อนาคต!’
‘ในเมื่อมาในรูปแบบศัตรู ฉันก็จะไม่ลังเล น่าหัวเราะนักที่คิดจะทำลายหัวใจของฉันด้วยเล่ห์กลเล็ก ๆ แบบนี้!’
ฉู่โม่วแสยะยิ้ม
แววตาของเขาฉายวาบด้วยจิตสังหารอันแรงกล้า แต่กระนั้นภายในใจของเขากลับชัดเจน ยามที่วิญญาณร้ายพุ่งเข้ามา ด้วยกระบี่ทมิฬในมือ เขาก็ไล่สังหารดวงวิญญาณเหล่านั้นทีละตน
ฟู่ว…
ด้วยการแกว่งกระบี่ฟาดฟันวิญญาณที่หลงผิด แววตาของฉู่โม่วกวาดมองรอบตัว ก่อนพบว่าดวงวิญญาณเหล่านั้นค่อย ๆ หายไป
แต่แล้วในวินาทีถัดมา
สภาพแวดล้อมรอบตัวเขาก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง
เทพธิดาสวรรค์จำนวนมากปรากฏตัวขึ้น พวกเธอมีใบหน้าสะสวยและเรือนร่างที่งดงาม ณ ตอนนี้ ชุดผ้าที่สวมใส่นั้นพลิ้วตามสายลม เผยให้เห็นผิวที่นุ่มนิ่มและละเอียดลออ บางคนก็เปี่ยมด้วยมนต์เสน่ห์ที่น่าลุ่มหลงจนแทบจะหยุดหายใจ บางคนก็สูงส่งเสียจนไม่อาจเอื้อมถึงไปทั่วทั้งร่าง
ยามที่พวกเธอเดินเข้ามาใกล้ฉู่โม่ว ถ้อยคำหวานมากมายก็หลุดลอยออกมาให้ได้ยินพร้อมกับสุรเสียงที่ไพเราะ
ฉู่โม่วไม่สนใจพวกเธอแม้แต่น้อย เขานั่งขัดสมาธิ หลับตาลงและตั้งจิตให้มั่นทำเหมือนกับร่างเหล่านั้นเป็นกะโหลกสีสวย
ทว่าเสียงเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น “พี่ฉู่ พี่ฉู่ ฉันรอพี่มาเนิ่นนาน ในที่สุดพี่ก็มาถึงแล้วเหรอ!”
เสียงนั้นคุ้นหู ทั้งน่าตกใจและขุ่นข้องใจในที
“นี่มัน…”
เมื่อได้ยินเสียงนั้น จิตใจของฉู่โม่วก็เริ่มวอกแวก เขาอดไม่ได้ที่จะนึกย้อนกลับไปยังความทรงจำเก่า ๆ
มันเป็นเสียงของเด็กสาวคนหนึ่งที่เขาเจอเข้าโดยบังเอิญ ขณะที่เดินทางออกจากดวงดาวสีฟ้าและย่างเข้ามายังจักรวาล
ดวงตาที่เป็นประกายสวยและฟันขาวสว่าง เธอยิ้มแย้มด้วยท่าทางที่สดใสมีชีวิตชีวา
“ซูเจาเจา!”
ริมฝีปากของฉู่โม่วขยับน้อย ๆ พร้อมทวนชื่อนี้อย่างอ่อนโยน
เธอคนนี้หลงรักเขาเต็มอก เธอพยายามอย่างมากเพื่อที่จะทำให้ตนเองแข็งแกร่งตามฉู่โม่ว ทว่ากลับทำไม่สำเร็จ
‘ไม่คิดเลยว่าภาพลวงตาที่ส่งผลกระทบกับจิตใจของฉันจะสร้างซูเจาเจาขึ้นมาได้ด้วย’
‘ในเมื่อเป็นแบบนั้น…’
‘งั้นฉันก็จะขอพบเธอหน่อยแล้วกัน!’
ฉู่โม่วถอนหายใจแล้วลืมตาขึ้น
ทันใดนั้น เขาเห็นเด็กสาวในชุดเดรสสีเหลืองซีดแววตาสดใสกำลังยืนอยู่เบื้องหน้า “พี่ฉู่ ฉันเจาเจาเอง พี่เป็นยังไงบ้าง? พวกเราไม่ได้เจอกันนานมากแล้วนะ…”
“เจาเจา”
ฉู่โม่วยิ้มแล้วพูดชื่อเธออย่างอ่อนโยน
“พี่ฉู่ พี่ยังจำฉันได้ ฉันคิดว่าพี่จะลืมฉันไปแล้วตั้งแต่ที่เราไม่ได้เจอกันมานาน”
ซูเจาเจาเม้มริมฝีปากราวกับอยากจะพูดว่ากล่าว แต่เธอกลับรู้สึกเป็นสุขมากกว่า “พี่ฉู่ ฉันชอบพี่มาก ๆ เลยนะ ออกไปจากที่นี่กันเถอะ โอเคไหม ฉันคิดถึงพี่มากเหลือเกิน”
เธอเผยความในใจออกมา สายตาจับจ้องมายังฉู่โม่ว ภายในแววตานั้นราวกับกำลังซ่อนข้อความร้อยพันไว้ผ่านการสบตา
แต่ละถ้อยคำนั้นให้ความรู้สึกซึ่งต้านทานยากในการที่ต้องกลับไป
ทว่าฉู่โม่วก็ยังคงมองเธอนิ่ง ๆ ด้วยแววตาที่อ่อนโยน เขาไม่ได้หวั่นไหวกับถ้อยคำเหล่านั้น
“พี่ฉู่ ทำไมพี่ไม่พูดอะไรหน่อยล่ะ? หรือว่าพี่ไม่อยากไปกับเจาเจาเหรอ?”
“เจาเจาชอบพี่มาก ๆ เลยนะ พี่ก็รู้ใช่ไหม”
“พี่ฉู่… ฉันอยากจะอยู่กับพี่…”
เจาเจายังคงพูดต่อ เธอโน้มตัวลงมาใกล้ ๆ ฉู่โม่ว กอดแขนเขาและเล่าถึงชีวิตในอนาคตของเธอให้ฟัง
“เจาเจา…”
ฉู่โม่ววางมือลงไปบนหัวเธออย่างแผ่วเบา
“มีอะไรเหรอ?”
หญิงสาวแหงนมองฉู่โม่วด้วยความสงสัย
“รอฉันก่อนนะ…”
ฉู่โม่วยิ้มขณะพูด “สักวันหนึ่ง ฉันจะพาเธอขึ้นมาจากธารแห่งกาลเวลา”
“พี่ฉู่ พี่พูดเรื่องอะไรน่ะ ฉันไม่เห็นจะเข้าใจเลย…”
ซูเจาเจาเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง
ทว่าก่อนที่เธอจะได้พูดจบ ข้อมือของฉู่โม่วก็ออกแรงเพิ่มเล็กน้อย ทันใดนั้น ร่างมายาก็ระเบิดกลายเป็นกลุ่มแสงขนาดเล็กลอยหายไป
“ลาก่อน… เจาเจา”