ระบบคัดลอกพรสวรรค์สะท้านยุทธภพ - บทที่ 11 : เก้ากระบี่เดียวดาย
โจวสิงเจรจากับหญิงสาวจากหอเบญจเซียนอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดนางก็แจ้งมติของทางพรรคว่า เห็นแก่หน้าหมอเทวดาเซวีย ทางพรรคนั้นยินดีลดราคาให้ถึงสามส่วน ซึ่งถือเป็นข้อเสนอที่ใจป้ำอย่างยิ่ง
โจวสิงเองก็รู้จักพอเพียง ไม่ได้เรียกร้องคืบจะเอาศอก เขาตกลงสั่งซื้อสมุนไพรเป็นเงินรวมสองร้อยตำลึง โดยในรายการสั่งซื้อนั้นแฝงไปด้วยพิษจากสัตว์และพืชจำนวนมาก
ฝ่ายหอเบญจเซียนไม่ได้เอะใจแม้แต่น้อย เพราะโดยปกติแล้วโรงหมอทั่วไปก็นิยมสั่งซื้อวัตถุดิบมีพิษไปปรุงเป็นยาอยู่แล้ว
เมื่อตกลงชนิดและปริมาณกันเรียบร้อย โจวสิงวางเงินมัดจำห้าสิบตำลึง หญิงสาวผู้นั้นจึงขอตัวลาจากตำบลเจ็ดจอมยุทธ์ไป โดยสัญญาว่าสินค้าจะถูกจัดส่งมาถึงในวันพรุ่งนี้
เมื่อส่งแขกเสร็จ โจวสิงก็ไม่ปล่อยให้เวลาเสียเปล่า เขารีบเขียนจดหมายถึงหมอเทวดาเซวีย แล้วว่าจ้างม้าเร็วที่สถานีสื่อสารด้วยเงินสิบอีแปะให้นำส่งทันที
หมอเทวดาเซวียเคยกำชับไว้ว่า หากโรงหมอจะเปิดทำการเมื่อไหร่ให้บอกกล่าว ในเมื่อพรุ่งนี้สมุนไพรล็อตใหญ่จะมาถึง โจวสิงจึงถือคติ ตีเหล็กต้องตีตอนร้อน กำหนดฤกษ์เปิดร้านเป็นวันพรุ่งนี้เสียเลย
จัดการธุระเรื่องโรงหมอเสร็จสรรพ โจวสิงก็ออกเดินตลาดจับจ่ายซื้อของ
นอกจากข้าวสารอาหารแห้งและเครื่องปรุงรส เขายังซื้อวัตถุดิบสำหรับ หมักเหล้า มาเพียบ
เขาไม่ลืมเป้าหมายสำคัญอีกอย่างในการมาเยือนตำบลเจ็ดจอมยุทธ์ นั่นคือการตีซี้กับ ตาเฒ่าวาดภาพ เพื่อหวังผลในระยะยาว
แม้จะได้คัมภีร์ยุทธ์มาแล้วสามเล่ม แต่ใครจะรู้ว่าในอนาคตเขาอาจจะหลอกล่อ เอ้ย ขอความเมตตาให้ท่านผู้เฒ่าถ่ายทอดเคล็ดวิชา หรือ คัดลอก พรสวรรค์ระดับเทพมาได้อีก
ก่อนหน้านี้โจวสิงได้ใช้สูตรเหล้ายาของตาแก่ถังเป็นเหยื่อล่อ จนได้ที่อยู่ของตาเฒ่ามาแล้ว หากจะสานสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้น ก็ต้องเริ่มที่ สุรา นี่แหละ
โจวสิงกลับไปที่ร้าน จัดการเตรียมวัตถุดิบหมักเหล้าไว้คร่าวๆ จากนั้นจึงเดินไปหยิบไหสุราชั้นดีที่เถ้าแก่หลิวทิ้งไว้ให้ ติดมือไปด้วยหนึ่งไห พร้อมแวะซื้อไก่ย่างตัวอ้วนพีที่มันย้อยน่ากินจากตลาด แล้วเดินทอดน่องมุ่งหน้าสู่ป่าไผ่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้
ที่นั่นคือที่พำนักของยอดคน
โจวสิงเพิ่งฝึกสำเร็จขั้น สัมผัสปราณ ได้ในคืนเดียว แถมกำลังภายในก็เริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง หากไม่รีบไปอวดผลงานให้ตาเฒ่าเห็นเสียหน่อย ก็เกรงว่าจะเสียของเปล่าๆ
เผื่อตาเฒ่าเห็นแววอัจฉริยะ แล้วค่าความสัมพันธ์พุ่งพรวดพราดขึ้นมา ใครจะไปรู้
โจวสิงเดินฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี เพียงครู่เดียวก็มาถึงหน้ากระท่อมไม้ไผ่
ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากเรียก เสียงแหบแห้งกวนประสาทก็ลอยมากระทบหู
เจ้าหนู ไปกินขี้ผึ้งมารึไง หน้าบานเป็นจานเชิงเชียว
โจวสิงหันขวับไปมอง เห็นตาเฒ่าวาดภาพนอนเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้โยกกลางดงไผ่ แกว่งไกวไปมาอย่างสุขขีสโมสร
โจวสิงรีบเดินเข้าไปหา ชูไหเหล้าและไก่ย่างในมือขึ้น
แต่ยังไม่ทันได้อ้าปากพูด น้ำหนักในมือก็หายวูบ พริบตาเดียว เหล้าและไก่ก็ไปอยู่ในมือของตาเฒ่าเรียบร้อยแล้ว
โจวสิงตาโตด้วยความทึ่งในวิชาตัวเบา ก่อนจะปรับสีหน้าเป็นยิ้มแย้ม ผู้อาวุโสถ่ายทอดวิชาให้ข้า เมื่อคืนข้าลองฝึกดูแล้ว เพียงคืนเดียวก็สามารถสัมผัสพลังปราณได้สำเร็จ วันนี้เลยตั้งใจซื้อเหล้าดีกับไก่ย่างมาเซ่นไหว้ เอ้ย มาแสดงความกตัญญูต่อท่านขอรับ
โจวสิงจงใจเน้นคำว่า คืนเดียว เพื่อโชว์พาวแบบเนียนๆ
ได้ผล มือที่กำลังจะฉีกน่องไก่ของตาเฒ่าชะงักกึก
ฉับพลันนั้น ฝ่ามือเหี่ยวย่นก็พุ่งเข้ามาคว้าข้อมือโจวสิงราวกับคีมเหล็ก
โจวสิงรู้สึกเหมือนถูกดูดเข้าไปหาโดยไม่ทันตั้งตัว กระแสลมปราณอุ่นวาบไหลทะลักจากข้อมือเข้าสู่ร่างกาย วิ่งพล่านไปทั่วเส้นชีพจรอย่างรวดเร็ว ให้ความรู้สึกยุบยิบแต่สบายตัวอย่างประหลาด
ผ่านไปครู่หนึ่ง ตาเฒ่าก็คลายมือออก แววตาฉายแววประหลาดใจวูบหนึ่ง ก่อนจะกลับมาทำหน้านิ่งเหมือนเดิม
อะแฮ่ม
ตาเฒ่ากระแอมเบาๆ ปรับท่านั่งให้ดูภูมิฐาน แค่คืนเดียวสัมผัสปราณได้ มันน่าภูมิใจตรงไหน
ข้าตอนแปดขวบ แค่จับพู่กันก็วาดเพลงกระบี่เหิงซานออกมาได้แล้ว หรืออย่างตาเฒ่าจางแห่งบู๊ตึ๊ง รายนั้นแค่หายใจเข้าออกไม่กี่ทีก็จับสัมผัสปราณได้ ตอนนี้จะบรรลุเต๋าไปถึงไหนแล้วก็ไม่รู้
ไหนจะ ตู๋กูชิวไป้ หรือ ปรมาจารย์ทานตะวัน ยอดคนพวกนี้ล้วนเป็นสัตว์ประหลาด คืนเดียวของเจ้าน่ะหรือ เฮอะ เด็กหัดเดิน
คำพูดทับถมของตาเฒ่าทำเอาโจวสิงใจแป้วไปวูบหนึ่ง แต่พอมารคิดดูดีๆ
เดี๋ยวนะ
แต่ละชื่อที่ยกมาเปรียบเทียบ จางซานเฟิง ตู๋กูชิวไป้ ปรมาจารย์ทานตะวัน
ระดับปรมาจารย์ผู้สร้างตำนานทั้งนั้น
เขาเพิ่งจะเริ่มฝึกยุทธ์เมื่อวาน จะให้ไปเทียบชั้นกับเทพเจ้าพวกนั้นได้ยังไง แค่เอาชื่อเขาไปอยู่ในประโยคเดียวกันก็นับว่าเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลแล้ว
คิดได้ดังนั้น โจวสิงก็ยิ้มออก ยอมรับความจริงอย่างหน้าชื่นตาบาน
ผู้อาวุโสสอนสั่งได้ถูกต้อง ข้ายังอ่อนหัดนัก งั้นข้าไม่รบกวนเวลาดื่มของท่านแล้ว ขอตัวกลับไปเตรียมร้านหมอที่จะเปิดพรุ่งนี้ก่อนนะขอรับ
โจวสิงรู้จักจังหวะถอย เขาไม่ได้คาดหวังว่าเหล้าไหเดียวจะซื้อใจตาเฒ่าได้ทันที ของแบบนี้ต้องตอดไปเรื่อยๆ
ตาเฒ่าวาดภาพไม่ได้รั้งไว้ ปล่อยให้โจวสิงเดินจากไปเงียบๆ
แต่เมื่อแผ่นหลังของเด็กหนุ่มหายลับไปจากสายตา รอยยิ้มเยาะหยันบนใบหน้าชายชราก็เลือนหายไป แทนที่ด้วยความเคร่งขรึม
ตาเฒ่าอย่างข้า มองพลาดไปรึนี่
ชายชราพึมพำกับตัวเอง ไม่นึกเลยว่ารากฐานกระดูกและปัญญาญาณของเจ้าเด็กนี่จะโดดเด่นถึงเพียงนี้
ตอนแรกที่เจอกัน โจวสิงอายุสิบเจ็ด กระดูกแข็งโป๊ก ไม่เหมาะแก่การฝึกยุทธ์ แต่ใครจะนึกว่าฤทธิ์ของ ยาไขกระดูก จะรุนแรงขนาดนี้ มันชุบชีวิตเส้นเอ็นและกระดูกของเขาให้กลับมาสดใหม่เหมือนเด็กเจ็ดแปดขวบ
ส่วนเรื่องความเข้าใจในวิชา ตาเฒ่าไม่ได้โม้เรื่องจางซานเฟิงหรือตู๋กูชิวไป้ พวกนั้นคือปีศาจของจริงที่ใช้เวลาแค่ชั่วลมหายใจก็เข้าถึงแก่นวิชา
แต่สำหรับคนทั่วไป โจวสิงถือว่าเป็น อัจฉริยะ ที่หาตัวจับยาก
ด้วยรากฐานใหม่ที่สมบูรณ์แบบ บวกกับสมองที่ฉับไว และมีตัวช่วยโกงๆ อย่าง หนอนไหมน้ำแข็งพันปี
ตาเฒ่าวาดภาพหรี่ตาลง เขารู้สึกเหมือนกำลังได้นั่งแถวหน้าสุด เพื่อชมการถือกำเนิดของ ว่าที่ปรมาจารย์ คนใหม่
มุมปากของชายชรายกขึ้น ปั้นตำนานขึ้นมาสักคน ก็ฟังดูน่าสนุกดีเหมือนกัน
ความคิดนั้นเริ่มก่อตัวเป็นรูปร่าง จากตอนแรกที่มองว่าโจวสิงเป็นแค่ ตัวตลกที่น่าสนใจ ตอนนี้ได้เลื่อนขั้นเป็น เมล็ดพันธุ์ชั้นดีที่น่าฟูมฟัก
พรุ่งนี้เปิดร้านหมอสินะ
ตาเฒ่ามองไหเหล้าและไก่ย่างในมือ กินของเขาฟรีๆ มันเสียมารยาท
ชายชราตบพนักเก้าอี้โยกเบาๆ ร่างกายพลันลอยละลิ่วข้ามยอดไผ่ ม้วนตัวกลางอากาศแล้วพุ่งเข้าไปในกระท่อมอย่างงดงาม
เขายืนอยู่หน้าโต๊ะเขียนหนังสือ มือซ้ายยกไหเหล้าขึ้นซดอึกใหญ่ มือขวาคว้าพู่กันตวัดลงบนกระดาษฟาง
ลายเส้นพู่กันทรงพลัง ดุดัน และเฉียบขาด ราวกับคมดาบที่ฟาดฟันลงบนหน้ากระดาษ
สี่ตัวอักษรปรากฏเด่นหรา
[ เก้ากระบี่เดียวดาย ]