ระบบคัดลอกพรสวรรค์สะท้านยุทธภพ - บทที่ 9 : คารวะเจ้าถิ่น สำแดงฝีมือ
หลังจากสั่งทำตู้ยาที่ร้านช่างไม้เรียบร้อยแล้ว โจวสิงก็มุ่งหน้าสู่ ตำบลสิบแปดลี้
เป้าหมายของเขาคือการไป ฝากเนื้อฝากตัว กับเจ้าถิ่น
ตำบลเจ็ดจอมยุทธ์นั้นขึ้นตรงต่ออำเภอผิงกู่ แห่งเมืองกวงหยาง ซึ่งอำเภอผิงกู่นี้มีเขตการปกครองดูแลครอบคลุมทั้งตำบลเจ็ดจอมยุทธ์ ตำบลสิบแปดลี้ หมู่บ้านตระกูลจั่ว และหมู่บ้านตระกูลหลี่
สิ่งที่ทำให้โจวสิงประหลาดใจคือ ในซีรีส์ต้นฉบับ หมอที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ หมอเทวดาเซวีย แห่งตำบลสิบแปดลี้ และในโลกใบนี้ ก็ยังมีเพียงหมอเทวดาเซวียผู้นี้เพียงคนเดียวที่ยืนหนึ่งในวงการแพทย์
แต่ช้าก่อน หมอเทวดาเซวีย ผู้นี้ ไม่ใช่ เซวีย มู่หัว ฉายา ยมบาลสยบ แห่งแปดเทพอสูรมังกรฟ้าแต่อย่างใด สองคนนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกันแม้แต่น้อย
ถึงกระนั้น ฝีมือการรักษาของหมอเทวดาเซวียผู้นี้ก็จัดว่ายอดเยี่ยมและเปี่ยมด้วยเมตตาธรรมอย่างแท้จริง
ก่อนหน้านี้ในตำบลเจ็ดจอมยุทธ์ก็เคยมีโรงหมอเปิดให้บริการอยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็สู้ราคาค่ารักษาที่ย่อมเยาและฝีมือที่แม่นยำกว่าของหมอเทวดาเซวียไม่ได้ ชาวบ้านจึงแห่กันไปรักษาที่ตำบลสิบแปดลี้ จนโรงหมออื่นๆ ต้องม้วนเสื่อกลับบ้านเก่าไปตามๆ กัน
การ ฝากเนื้อฝากตัว ที่โจวสิงตั้งใจไว้ ก็คือการไปคารวะหมอเทวดาเซวียถึงที่
ประการแรก เพื่อเป็นการให้เกียรติผู้อาวุโสในสายอาชีพเดียวกัน ซึ่งเป็นมารยาททางสังคมที่โจวสิงตระหนักดี
ประการที่สอง คือการไปสืบหาแหล่งวัตถุดิบ เขาอยากรู้ว่าหมอเทวดาเซวียสั่งสมุนไพรมาจากที่ไหน เผื่อว่าจะขอแบ่งปันเส้นทาง หรือขอคำแนะนำในการจัดหาสมุนไพรบ้าง
การเปิดโรงหมอโดยไร้สมุนไพร ก็เหมือนนักรบไร้ดาบ มันเป็นไปไม่ได้
ตำบลสิบแปดลี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของตำบลเจ็ดจอมยุทธ์ ห่างออกไปราวสิบลี้ พอเดินพ้นประตูเมือง โจวสิงก็เรียกใช้บริการ แท็กซี่ลา อีกครั้ง นั่งโยกเยกไปเพียงสองก้านธูปไหม้ จ่ายค่าโดยสารไปสามอีแปะ ก็มาถึงหน้าโรงหมอของหมอเทวดาเซวีย
วันนี้เป็นวันเปิดโรงทานรักษาฟรีของท่านหมอพอดี
ภาพลักษณ์ของหมอเทวดาเซวียนั้นตรงตามตำราหมอจีนโบราณเป๊ะๆ ชายชร่างร่างเล็ก ไว้เครายาวทรงแพะ มือหนึ่งลูบเครา อีกมือจับชีพจร ดวงตาหรี่ปรือคล้ายกำลังเข้าฌาน เอ่ยถามอาการคนไข้เป็นระยะ ก่อนจะจรดพู่กันเขียนใบสั่งยาด้วยท่าทีสุขุม
โจวสิงยืนสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ ไม่เข้าไปรบกวน จนกระทั่งถึงช่วงพัก ท่านหมอลุกขึ้นบิดขี้เกียจคลายความเมื่อยล้า โจวสิงจึงสบโอกาสเดินเข้าไปหา
ผู้น้อยโจวสิง คารวะท่านหมอเทวดาเซวียขอรับ
หมอเทวดาเซวียหันมามองโจวสิงด้วยความแปลกใจ แต่ก็ยังประสานมือตอบรับด้วยรอยยิ้ม พ่อหนุ่ม หากจะมารักษาฟรี ต้องรออีกหนึ่งก้านธูปนะ และต้องไปต่อแถวด้วย
โจวสิงส่ายหน้ายิ้มๆ ท่านหมอเข้าใจผิดแล้ว ข้ามาจากตำบลเจ็ดจอมยุทธ์ กำลังจะเปิดโรงหมอที่นั่น ได้ยินกิตติศัพท์ความเก่งกาจของท่านมานาน วันนี้จึงตั้งใจมาคารวะเพื่อฝากเนื้อฝากตัว และมีเรื่องอยากจะขอคำชี้แนะจากท่านสักเล็กน้อย
ได้ยินดังนั้น หมอเทวดาเซวียก็นิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ กวาดตามองเด็กหนุ่มตรงหน้าหัวจรดเท้าอีกรอบ ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเครียด
พ่อหนุ่ม เรื่องคำชี้แนะเอาไว้ก่อน เจ้า เจ้าบอกว่าเจ้าจะเปิดโรงหมอ เจ้าเปิดเอง ไม่ใช่อาจารย์ของเจ้าหรอกรึ
โจวสิงพยักหน้ายืนยัน
คราวนี้หมอเทวดาเซวียถึงกับมึนตึ๊บ
เด็กเกินไป เด็กเกินไปจริงๆ
วิชาแพทย์นั้นลึกล้ำดุจมหาสมุทร ไม่ใช่วิชาที่ใครนึกจะเรียนก็เรียนได้ปุบปับ ยกตัวอย่างตัวเขาเอง เริ่มเรียนกับอาจารย์มาตั้งแต่หัวเท่ากำปั้น
ห้าปีแรก ท่องจำตำราสมุนไพรและทฤษฎีพื้นฐานจนขึ้นใจ หกปีต่อมา ฝึกจับชีพจร สัมผัสชีพจรคนไข้มาไม่ต่ำกว่าสามหมื่นราย จากนั้นฝึกการสังเกต มอง ฟัง ถาม จับ เพราะบางโรคชีพจรบอกไม่ได้ ต้องดูสีหน้า ฟังเสียงหายใจ เพื่อแกะรอยหาต้นตอ นี่ก็ใช้เวลาอีกสี่ห้าปี สุดท้ายคือการปรุงยา การจับคู่สมุนไพรนับหมื่นชนิดให้ลงตัว หากขาดประสบการณ์ นั่นหมายถึงชีวิตคน
เขาไม่ได้รังเกียจโจวสิง ยุคนี้หาคนรุ่นใหม่มาสนใจวิชาแพทย์ยากเต็มที ถ้าเด็กมันมีใจรักก็นับเป็นเรื่องดี แต่เขาไม่อยากเห็น หมอเถื่อน ไปรักษาคนมั่วซั่วจนเกิดโศกนาฏกรรม
เอ่อ พ่อหนุ่ม ข้าก็ไม่รู้จะพูดยังไงดี แต่เจ้าดูเยาว์วัยนัก โบราณว่า สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น เอาอย่างนี้ดีไหม เจ้าลองแสดงฝีมือให้ดูหน่อยได้หรือไม่
หมอเทวดาเซวียผายมือไปทางกลุ่มคนไข้ ที่นี่มีชาวบ้านจากตำบลเจ็ดจอมยุทธ์มารออยู่เพียบ ถ้าเจ้ามีฝีมือจริง รักษาพวกเขาให้หายได้ ต่อไปพวกเขาก็จะมั่นใจและไปรักษาที่โรงหมอของเจ้าเอง
คำพูดนี้ออกมาจากใจจริง คนไข้จากหลายตำบลแห่กันมาที่นี่จนเขารักษาแทบไม่ทัน ร่างกายชราภาพนี้เริ่มจะรับไม่ไหวแล้ว เขาเคยคิดจะปิดโรงทานหลายครั้งแต่ก็หาเหตุผลดีๆ ไม่ได้
ถ้าโจวสิงเก่งจริง สามารถแบ่งเบาภาระไปได้บ้าง ก็ถือเป็นกุศลแรง กระดูกแก่ๆ ของเขาคงยืดอายุการใช้งานไปได้อีกสักปีสองปี
โจวสิงยิ้มรับทันที เขาไม่มีปัญหาอยู่แล้ว
การเปิดโรงหมอโดยไม่มีคนไข้ แต่สั่งสมุนไพรเข้าออกตลอดเวลามันดูน่าสงสัยเกินไป เพื่อความเนียน เขาต้องทำให้โรงหมอมีคนเข้าออกพลุกพล่าน และวิธีที่ดีที่สุดคือการสร้างชื่อเสียง
ยิ่งไปกว่านั้น วิชาแพทย์และวิชาพิษคือศาสตร์แขนงเดียวกัน สามปีที่ผ่านมาเขาเรียนรู้จากตาแก่ถัง บวกกับ ป้ายคำพรสวรรค์ ที่ช่วยให้เขาบรรลุวิชาได้รวดเร็วราวกับติดปีก วันนี้แหละคือวันปล่อยของ
โจวสิงเดินไปนั่งที่โต๊ะตรวจของหมอเทวดาเซวีย แต่กลับไม่มีชาวบ้านคนไหนกล้าเดินเข้ามา
หมอเทวดาเซวียเห็นท่าไม่ดี จึงประกาศเสียงดังลั่น
พี่น้องชาวบ้านทุกท่าน พ่อหนุ่มคนนี้กำลังจะไปเปิดโรงหมอที่ตำบลเจ็ดจอมยุทธ์ แต่ข้าเห็นเขายังหนุ่มยังแน่น เลยอยากทดสอบฝีมือดูสักหน่อย
ไม่ต้องกังวล ทุกเทียบยาที่เขาเขียน ข้าจะตรวจสอบด้วยตัวเอง รับรองว่าไม่มีอันตราย
พี่น้องเอ๋ย ข้าเองก็แก่ลงทุกวัน คงรักษาพวกท่านไปตลอดไม่ได้ ลูกศิษย์ข้าฝีมือก็ยังไม่ถึงขั้น ต้องฝึกอีกเป็นสิบปี แต่ถ้าท่านหมอโจวผู้นี้มีฝีมือจริง วันหน้าพวกท่านก็ไม่ต้องลำบากเดินทางไกล ไปรักษาใกล้บ้านได้เลย
คำพูดของหมอเทวดาเซวียเปรียบเสมือนใบรับรองชั้นดี ในที่สุดก็มีชายคนหนึ่งรวบรวมความกล้าเดินเข้ามานั่งตรงหน้าโจวสิง
และแล้ว การแสดงก็เริ่มขึ้น
ความเร็วในการตรวจของโจวสิงทำเอาทุกคนขนลุก
ปกติหมอเทวดาเซวียจะใช้เวลาจับชีพจรประมาณจิบชาหนึ่งถ้วย ตามด้วยการซักประวัติอย่างละเอียด
แต่โจวสิง ใช้เวลาเพียงครึ่งเดียว
มือแตะชีพจรปุ๊บ ถามสองสามคำ ปั๊บ เขียนใบสั่งยาเสร็จแล้ว
คนไข้มึนงง หมอเทวดาเซวียยิ่งมึนงงกว่า
แต่สิ่งที่ทำให้หมอชราต้องทึ่งที่สุด คือใบสั่งยา
คิดแบบนี้ก็ได้รึ ลึกล้ำ ลึกล้ำยิ่งนัก
หมอเทวดาเซวียอ่านเทียบยาใบแล้วใบเล่า ปากก็พึมพำชมไม่ขาดปาก
เทียบยาของโจวสิงช่างน่าอัศจรรย์
ถ้าเทียบยาของเขาคือ กองทัพหลวง ที่รบแบบแผนตำราพิชัยสงคราม เทียบยาของโจวสิงก็คือ กองโจรเงา ที่ใช้กลยุทธ์พิสดารพันลึก
การจับคู่ตัวยาของเด็กหนุ่มช่างแหวกแนวและเหนือจินตนาการ จนเขาต้องใช้สมองประมวลผลอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะเข้าใจหลักการ และพบว่ามัน ยอดเยี่ยม
เพียงแต่ มันออกจะ ดุเดือด ไปหน่อยไหม
หลายตำรับใช้หลักการ พิษต้านพิษ หรือการใช้ฤทธิ์ยารุนแรงเข้าหักล้างกัน ซึ่งเป็นแนวทางของพวกหมอพิษชัดๆ
แต่เมื่อคิดในมุมของการรักษา หมอเทวดาเซวียก็ปล่อยวางทิฐิ
แมวดำหรือแมวขาว ขอให้จับหนูได้ก็คือแมวที่ดี
อีกอย่าง โจวสิงก็ไม่ได้จ่ายยาอันตรายจนเกินงาม แค่เลือกใช้วิธีที่เห็นผลเร็วที่สุด ชาวบ้านตาดำๆ ไม่สนหรอกว่ากระบวนการเป็นยังไง ขอแค่หายป่วยเร็วๆ เป็นพอ
หลังจากผ่านคนไข้ไปสิบกว่าราย หมอเทวดาเซวียก็พยักหน้าไม่หยุด สายตาที่มองโจวสิงเริ่มเปลี่ยนไป
มันคือสายตาของความ อิจฉา
อาจารย์ของเจ้าเด็กนี่ ชาติที่แล้วคงกู้ชาติมาแน่ๆ ถึงได้ลูกศิษย์ระดับปีศาจแบบนี้ไปครอง