ระบบจอมยุทธ์สุดโกงแห่งโลกคู่ขนาน - บทที่ 703-3 ปลอมตัวเป็นคนรับใช้ (3)
ในเวลาเดียวกับที่อิจฉายังริษยาด้วย เอ่ยด้วยใบหน้าซับซ้อนว่า
“วันเวลาผ่านไปเร็วจริงๆ ฉันจำได้ว่าปีก่อนในเวลานี้ หรือช้ากว่านี้หน่อย ฟางผิงเชิญฉัน เถียนมู่ เฉินเย่าถิง หลิวพั่วหลู ไปคุ้มกันเขากลับหนานเจียงด้วยกัน เวลานั้นเถียนมู่ขั้นแปด เฉินเย่าถิงขั้นเจ็ด หลิวพั่วหลูขั้นเจ็ด ฉันขั้นแปด นายแค่ขั้นหกเท่านั้น ชั่วเวลาพริบตาเดียวเถียนมู่ขั้นเก้าแล้ว เฉินเย่าถิงก็ขั้นแปดหลอมสามขั้นเสร็จสิ้น เข้าสู่การหลอมสี่ขั้นแล้ว นายยิ่งฝึกหมื่นวิถีรวมเป็นหนึ่ง เข้าสู่ขั้นแปดหลอมหกขั้น กระทั่งหลิวพั่วหลูตาเฒ่านั่นยังขั้นแปดแล้ว”
โค่วเปียนเจียงเผยสีหน้าซับซ้อนอย่างยิ่ง
“แม่งเอ๊ย เวลานั้นฉันก็ขั้นแปดหลอมสามขั้นแล้ว ตอนนี้นึกไม่ถึงว่าจะอยู่ระดับเดียวกับเฉินเย่าถิง ทั้งเพิ่งจะก้าวสู่การหลอมสี่ขั้น แทบไม่อาจพูดอะไรได้แล้ว”
ตาเฒ่าหลี่หัวเราะว่า
“ช่วยไม่ได้ พรสวรรค์ดี ก้าวหน้าเร็ว…”
“เอาเถอะ!” โค่วเปียนเจียงแค่นหัวเราะ ลูบหนวดว่า
“พวกนายก้าวหน้าไวล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับเจ้าเด็กฟางผิง จะว่าไปแล้วเจ้าเด็กนั่นยังติดหนี้ฉันอยู่ก้อนใหญ่ เมื่อก่อนคิดว่าเขาอ่อนแอเกินไปจึงไม่ได้คิดให้เขาคืนหนี้ แต่ตอนนี้เจ้าเด็กนั่นขั้นแปดแล้ว ทั้งยังได้ยินว่าเข้าสู่การหลอมสามขั้นเป็นที่เรียบร้อย ควรจะหาเวลาไปทวงหนี้เขาสักหน่อยหรือเปล่า?”
พวกอู่ขุยซานหลุดขำ โค่วเปียนเจียงบอกว่าฟางผิงติดหนี้น้ำใจเขานี่กลับเป็นเรื่องจริง ตอนแรกที่คุ้มกันฟางผิงกลับหนานเจียง โค่วเปียนเจียงออกแรงไม่น้อยเช่นกัน
ตาเฒ่าหลี่หัวเราะว่า
“งั้นนายก็ไปหาเขาเอาเองเถอะ ตอนนี้เจ้าเด็กนี่น่าจะไม่เหลือทรัพย์สินอะไรแล้ว รอผ่านไปอีกสักพักเถอะ แต่เหล่าโค่ว นาย…”
“ได้ทีเรียกใครนะ?” โค่วเปียนเจียงเอ่ยด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“เมื่อก่อนเรียกฉันว่าผู้เฒ่าโค่ว ตอนนี้เรียกเหล่าโค่ว หลี่ฉางเซิง ตอนที่เหล่าอู่มีชีวิตอยู่นายไม่ได้เหิมเกริมขนาดนี้ กิ้งก่าได้ทอง ตอนนี้ฝีมือแข็งแกร่งแล้ว ไม่เห็นฉันอยู่ในสายตาแล้วสินะ?”
ตาเฒ่าหลี่อัดอั้นตันใจอย่างยิ่ง ฟางผิงเอาแต่เรียก ‘ตาเฒ่าหลี่ ๆ’ แต่อายุเขาไม่ได้นับว่ามากขนาดนั้นจริงๆ เพิ่งจะเลยหกสิบปี เทียบกับตาเฒ่อย่างโค่วเปียนเจียงที่อายุเจ็ดสิบแปดสิบปีแล้วยังห่างอยู่นิดหน่อย ตอนที่อธิการเฒ่ายังมีชีวิตอยู่เพิ่งจะแปดสิบต้น ๆ เท่านั้น คนพวกนี้ล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธ์รุ่นของอธิการเฒ่า เขาเป็นลูกศิษย์ของอธิการเฒ่านั่นจึงต่ำกว่าหนึ่งรุ่น
ตาเฒ่าหลี่ไม่พูดมากเช่นกัน เบี่ยงประเด็นว่า
“งั้นก็ตกลงกันตามนี้ รออีกหนึ่งชั่วโมงจู่โจมเมืองเย้าขุย! เมื่อก่อนหน่วยทหารประจำการจึงป้องกันเป็นหลัก! แต่มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ประจำการนั่นก็ต้องโจมตีแทนป้องกัน! ถ้ำใต้ดินเซี่ยงไฮ้มีแค่สิบสองเมือง หากจะร่วมมือกันจริงๆ… พวกเรา รวมตัวขั้นเก้าในประเทศอีกครั้ง กำจัดในครั้งเดียว! ขอแค่ขั้นสุดยอดต้านไหว กำราบถ้ำใต้ดินเซี่ยงไฮ้สิบสองเมืองยังได้!”
อู่ขุยซานส่ายหัวว่า
“อย่าคิดเพ้อฝันเกินไป ไหนยังจะมีโอกาสแบบนี้ หลังจากนี้ระเบิดสงครามอีก เกรงว่าเมืองจากเขตแดนอื่นๆ อาจจะร่วมมือกันในช่วงสงครามแล้ว…”
“นั่นไม่เหมือนกัน”
ตาเฒ่าหลี่เอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“แค่การส่งต่อข่าวสารพวกเขายังช้ากว่าพวกเรา! ยังต้องอาศัยเขตหวงห้ามส่งต่อ พวกเราไม่เหมือนกัน พวกเราออกจากทางเดินไปตรง ๆ แค่โทรศัพท์จะโทรหาใครก็ได้แล้ว ให้ขั้นเก้ามารวมตัวกัน ขอแค่ข่าวไม่เล็ดลอดออกไป จู่โจมถ้ำใต้ดินหนึ่งอย่างกะทันหัน พวกเขาโยกย้ายคนยังไม่ทันด้วยซ้ำ ขอแคเร็วพอนั่นก็ไม่มีปัญหา แต่เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว จะทำให้คนเขตแดนข้างนอกหวาดระแวงตลอดเวลา กลัวว่าจะร่วมมือโจมตีพวกเขาอย่างรวดเร็ว ไม่ถึงช่วงเวลาสำคัญก็ไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้”
ระหว่างที่พวกเขาพูดคุยกัน ตาเฒ่าหลี่ก็รับรู้ถึงกลิ่นอายของฉินเฟิ่งชิงแล้ว สูดลมหายใจว่า
“เตรียมตัวหน่อย เรียกรวมผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงคนอื่น ๆ ครั้งนี้เป้าหมายหลักยังคงเป็นสังหารผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเจ็ดขั้นแปดบางส่วนของเมืองเย้าขุย ฆ่าได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ขั้นเก้าไม่ตาย เหนือราชาถ้ำใต้ดินไม่อาจสนใจจนเกินไป”
ทุกคนไม่มีข้อโต้แย้งแล้ว ตอนนี้มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ถือว่าเป็นกำลังหลักของถ้ำใต้ดินเซี่ยงไฮ้ ในเมื่อมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เลือกจู่โจมแทนป้องกัน นั่นก็ต้องทำตามประสงค์ของมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้
กลางคืน ประมาณสองทุ่ม เมืองเย้าขุย
ตอนนี้เมืองเย้าขุยจุดโคมสว่างไสว จวนเจ้าเมือง โถงใหญ่ เจ้าเมืองเย้าขุยนั่งอยู่บนบัลลังก์ สองข้างนั้น ด้านซ้ายคือลูกของเจ้าแห่งราชสำนักพืชปีศาจ ด้านขวาบนกลับเป็นเฟิงเมี่ยเชิง สองคนนี้ยังไม่ได้ออกไป แต่กลับมาเมืองเย้าขุยอีกครั้ง
เจ้าเมืองเย้าขุยมองทั้งสองคน ใบหน้าแฝงด้วยรอยยิ้ม ในใจกลับดูแคลนยกใหญ่ เจ้ารองคนนี้ยังกล้ามาอีกครั้ง ก่อนหากไม่ใช่พวกเขาจะเกิดเรื่องขึ้นได้อย่างไร ในใจครุ่นคิดเรื่องพวกนี้ เจ้าเมืองเย้าขุยกลับเผยใบหน้ายิ้มแย้มว่า
“ฝ่าบาทและองค์ชายเฟิง ครั้งนี้สามารถมาเมืองเย้าขุย ทำให้เมืองเย้าขุยที่ธรรมดาดูมีคุณค่าขึ้นมา ไม่รู้ว่าครั้งนี้ราชสำนักสามารถกำหนดจำนวนคนเพิ่มอีกสักหน่อยได้หรือเปล่า? ฝ่าบาททั้งสองก็รู้ว่าช่วงนี้เกิดสงครามบอยครั้ง เมืองเย้าขุยสูญเสียอย่างหนักเหมือนกัน สงครามทำลายเมืองเย้าขุยครั้งนั้น ขั้นอารยะของเมืองเย้าขุยตายไปหนึ่งคน ขั้นแม่ทัพตายไปหกคน ตอนนี้ยังต้องเผชิญหน้ากับมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ ยิ่งต้องเติมคนรุ่นใหม่เข้าไปอีก…”
สิ้นเสียง เฟิงเมี่ยเชิงก็ขมวดคิ้วว่า
“ครั้งนี้เยอะกว่าที่ผ่านมาแล้ว ให้ออกไปจำนวนสิบคน…”
เขาเพิ่งพูดมาถึงตรงนี้ ชายหนุ่มที่อยู่ตรงข้ามก็เอ่ยอย่างเกียจคร้านว่า
“ไม่มีปัญหา ให้ออกสักสองคน แต่ต้องให้น้ำแห่งชีวิตและเมล็ดดอกขุยฮวากับพวกเราสักหน่อย”
เจ้าเมืองเย้าขุยหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย ลูกชายของเจ้าแห่งราชสำนักคนนี้แทบไม่อ้อมค้อมเลยสักนิด พูดเข้าประเด็นตั้งแต่เริ่ม แม้ว่าจะไม่พอใจ แต่ครุ่นคิดแล้ว เจ้าเมืองเย้าขุยยังเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า
“นั้นล้วนเป็นเรื่องเล็ก ฝ่าบาท อย่างนั้นการคัดเลือกพรุ่งนี้…”
ชายหนุ่มเอ่ยอย่างหงุดหงิดว่า
“สิบสองคน ครึ่งหนึ่งที่เหลือเจ้ายัดคนของตัวเองเข้ามา ยัดได้ตามสบาย มอบของให้ก็เพียงพอแล้ว”
เมื่อคำพูดนี้ออกมา เฟิงเมี่ยเชิงที่อยู่ตรงข้ามก็ดูแคลนอยู่บ้าง ยังไงก็เป็นทายาทของเจ้าแห่งราชสำนัก เทียบกับจีเหยาแล้วยังด้อยไปอยู่บางส่วน เทียบกับตัวเองนั้นยิ่งไม่อาจเทียบได้อยู่แล้ว หลังจากเจ้าแห่งราชสำนักได้รับบาดเจ็บ ปลดปล่อยอำนาจควบคุม ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในผู้สืบทอดของเจ้าแห่งราชสำนัก เจ้าหมอนี่ดูหยาบกระด้างยิ่งกว่าพวกอันธพาลที่อยู่นอกเมืองซะอีก
ระหว่างที่พวกเขาพูดคุยกัน เจ้าเมืองเย้าขุยก็หน้าเปลี่ยนสี รีบหยัดกายขึ้นว่า
“สารเลว! เหมือนจะมียอดฝีมือมา คนของมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้? เป็น… เป็นมือกระบี่อมตะ!”
เจ้าเมืองเย้าขุยทิ้งประโยคนี้ไว้ ก็ออกไปจากห้องโถงอย่างรวดเร็ว ไม่สนใจสองคนนี้อีก
ชายหนุ่มพอได้ยินว่ากระบี่อมตะก็ยืนขึ้นทันที ตะโกนว่า
“ทหาร คุ้มกันฉันกลับเขตหวงห้าม!”
แม้ว่าเฟิงเมี่ยเชิงจะหวาดกลัวอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ยังคงอดดูแคลนไม่ได้ เจ้าหมอนี่กลัวตายจนสมองไหลแล้วจริงๆ แค่มือกระบี่อมตะมาโจมตีคนหนึ่ง ทางนี้ยังมีเจ้าเมืองขุยอันและปีศาจเย้าขุยอยู่เลย
“ฝ่าบาทใจเย็นก่อน รออีกสักหน่อยก็ไม่สาย”
เฟิงเมี่ยเชิงเกลี้ยกล่อมหนึ่งประโยค ไม่ใช่อะไร ครั้งนี้ทั้งสองคนมาด้วยฐานะผู้ส่งสาร เป็นผู้ควบคุมการแข่งขันผู้ฝึกยุทธ์เยาวชน เลือกอัจฉริยะบางส่วนเข้าสู่เขตหวงห้าม ตอนนี้ยังไม่ทันคัดเลือกก็จะไปแล้ว… นั่นยิ่งขายหน้า ไม่มีหน้ากลับไปแล้ว ครั้งก่อนถูกคนไล่ฆ่าจนหนีกระเซอะกระเชิงกลับไปเขตหวงห้าม ไปถึงราชสำนักแทบจะถูกผู้สืบทอดพวกนั้นหัวเราะเยาะแล้ว
“รอ? หากกระบี่อมตะบุกเข้ามาล่ะ…” ชายหนุ่มพูดไม่กี่ประโยค ยังคงหวาดกลัวอยู่บ้าง เดินไปมาในห้องโถง ยากที่จะสงบจิตใจอยู่บ้าง เฟิงเมี่ยเชิงเห็นฉากนี้ยิ่งดูแคลนในใจขึ้นไปอีก
แต่นึกถึงคำพูดของปู่… ให้ตัวเองจับตามองเจ้าหมอนี่ให้ดี เฟิงเมี่ยเชิงจึงขมวดคิ้วขึ้น ครั้งก่อน… เรื่องครั้งก่อนไม่ชอบมาพากลอยู่บ้าง เจ้าหมอนี่เอาแต่พูดว่ามหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ไร้ประโยชน์ ต้องบุกเข้าไป เป่าหูจนเขาทนไม่ไหว ทำให้เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ไม่งั้นบางทีฟางผิงคงถูกฆ่าไปแล้ว ผลปรากฏว่าตัวเองเกือบจะถูกกระบี่อมตะฟันตาย แล้วบีบให้เจ้าเมืองหลายครั้งจำเป็นต้องคุ้มกันพวกเขากลับไปยังเขตหวงห้าม ทำให้กระบี่อมตะและราชาอสรพิษมีโอกาสออกจากเมืองไป
‘เจ้าหมอนี่มีลับลมคมในจริงๆ?’ เฟิงเมี่ยเชิงผุดความคิดแบบนี้ขึ้นในใจ แตรอจนเห็นเจ้าหมอนี่สองขาเหมือนจะสั่นเทาขึ้นมาอยู่บ้าง ก็อดก่นด่าไม่ได้ รู้สึกไม่เหมือนเท่าไหร่! แต่ก็พูดยาก ตัวเองยังต้องจับตามองให้มากกว่าหน่อย ปู่ให้ความสำคัญกับเจ้าแห่งราชสำนักอย่างมาก แม้ตอนนี้เจ้าแห่งราชสำนักจะอายุไม่ยืนนานแล้ว แต่ตำแหน่งผู้สืบทอดเจ้าแห่งราชสำนักของตัวเองนี้อาจไม่มั่นคงเสมอไป ไม่ว่าจะไร้ประโยชน์จริงหรือแกล้ง ทำมีโอกาส… เฟิงเมี่ยเชิงครุ่นคิดในใจ แต่คิดดูแล้วตอนนี้ไม่เหมาะสม เขาและเจ้าหมอนี่มาด้วยกัน หากเจ้าหมอนี่ตายอยู่ที่นี่จริงๆ เจ้าแห่งราชสำนักยังอยู่ในตำแหน่ง เกรงว่าจะเดาได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเขา นั่นก็จะได้ไม่คุ้มเสียแล้ว!