ระบบจอมยุทธ์สุดโกงแห่งโลกคู่ขนาน - บทที่ 705 อัจฉริยะแดนข้างนอก (1)
ขุยหมิง ลูกชายของขุยหลัว ขั้นหกตอนกลาง
ขุยหลัวผู้เป็นพ่อ เป็นแม่ทัพใหญ่ของทหารองครักษ์เมืองราชาเย้าขุย ในเมืองเย้าขุย นอกจากขั้นเก้าสองคนเดิมที ขุยหลัวก็เป็นข้าบริวารที่เจ้าเมืองเย้าขุยไว้ใจมากที่สุด ยังไงก็ควบคุมกองทหารองครักษ์เมืองราชัน นั่นคือการคุ้มกันเมืองชั้นในและจวนเจ้าเมือง ดูจากที่ขุยหมิงใช้ชีวิตอยู่ในจวนเจ้าเมืองก็รู้แล้วว่าไม่ได้ธรรมดา ขุยหลัวไม่มีจวนเป็นของตัวเอง แต่ลานข้างหลังจวนเจ้าเมืองมีเรือนขนาดใหญ่ของตัวเองอยู่ ลานบ้านที่ฟางผิงเดินเข้ามาก็คือของขุยหลัว
ครั้งนี้เฟิงเมี่ยเชิงและหลีอัน เป็นตัวแทนของขั้วอำนาจราชสำนักพืชปีศาจมาเขตแดนข้างนอก เพื่อเลือกอัจฉริยะเข้าสู่เขตหวงห้าม
หลีอัน… ฟางผิงผุดความคิดบางอย่างขึ้นในใจ ว่าที่เจ้าแห่งราชสำนักพืชปีศาจ ลูกชายของเจ้าแห่งราชสำนักที่เหล่าจางให้ความสำคัญคนนั้น! เป็นคนที่ขี้ขลาดตาขาวและเย่อหยิ่งอวดดี จากปากของขุยหมิง ขุยหมิงไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ แต่ความนัยของความหมายกลับดูแคลนหลีอันไม่น้อย
ฟางผิงฟังอยู่ยกใหญ่ พึมพำกับตัวเอง
“ขี้ขลาดตาขาว? เย่อหยิ่งอวดดี?”
ก่อนหน้านี้เขาก็เคยได้ยินมาจากเหล่าจางและพวกตาเฒ่าหลี่ เวลานั้นเกิดสงครามถ้ำใต้ดินเซี่ยงไฮ้ หลีอันและเฟิงเมี่ยเชิงไม่รู้จักประมาณตัวเอง พาคนคิดจะบุกมาฆ่าตาเฒ่าหลี่ ผลปรากฏว่าถูกตาเฒ่าหลี่ไล่ฆ่าจนฉี่แทบรดกางเกง เย่อหยิ่งอวดดีและขี้ขลาดตาขาวจริงๆ?
ฟางผิงผุดความสงสัยขึ้นในใจ คนประเภทนี้มีอยู่เยอะ ในหนังสือประวัติศาสตร์ก็ไม่ได้ขาดคนพวกนี้ ผู้สืบทอดบัลลังก์หลายคนล้วนไร้ประโยชน์ นี่เป็นเรื่องปกติ แต่ไม่อาจขาดคนที่ฉลาดลึกซึ้งยากจะคาดเดา! อดกลั้นเก็บตัวรอคอยโอกาส หลีอันเป็นแบบไหนกัน?
ช่างเถอะ ไม่สนใจเขาแล้ว ระวังหน่อยก็พอแล้ว โลกของผู้ฝึกยุทธ์ ความสามารถเป็นหลัก การวางแผนเป็นรอง หลีอันอยู่แคขั้นเจ็ด ยังไม่ถึงขั้นนั้น ขั้นสุดยอดที่วางแผนชั่วร้ายลับ ๆ อย่างเหล่าจางนั้นถึงจะน่ากลัว
ถามสถานการณ์คร่าว ๆ แล้ว สุดท้ายจู่ๆ ฟางผิงก็เอ่ยว่า
“เจ้าเชี่ยวชาญทักษะต่อสู้ด้านไหน ลองแสดงฝีมือให้ดูซิ”
ขุยหมิงเผยท่าทีสงสัยออกมาเล็กน้อย
“ทักษะต่อสู้?” ถามทักษะต่อสู้ของตัวเองเพื่ออะไร?
ฟางผิงขมวดคิ้วว่า
“ให้เจ้าแสดงก็แสดง ทักษะต่อสู้ของเจ้าเรียนรู้มาจากขุยหลัว? ถ้าหากใช่ ลองแสดงออกมาให้ดู ข้าจะดูว่าทักษะต่อสู้ของอารยะขุยหลัวเป็นอย่างไรบ้าง! ทักษะต่อสู้ก็หมายถึงการตื่นรู้ต่อเส้นทางฝึกยุทธ์ของยอดฝีมือ ข้าอยากเห็นว่าพ่อเจ้ายังห่างจากขั้นแม่ทัพสวรรค์อีกแค่ไหน!”
เมื่อคำพูดนี้ออกมา ขุยหมิงกลับเข้าใจมากขึ้น ไม่นานก็แสดงเคล็ดวิชาต่อสู้ไป ระบบฝึกวิชาของมนุษย์และถ้ำใต้ดินมีความแตกต่างอยู่เล็กน้อย แต่พื้นฐานยังคงเหมือนกัน เคล็ดวิชาต่อสู้ก็เป็นการใช้พลังอย่างหนึ่งเหมือนกัน มนุษย์ใช้พลังปราณ ผู้ฝึกยุทธ์ใช้พลังงาน หากเป็นเมื่อก่อน ฟางผิงอาจมองอะไรไม่ออกเสมอไป แต่ตอนนี้เคล็ดวิชาที่ขุยหมิงแสดงออกมา ฟางผิงทำความเข้าใจอย่างละเอียด ก็สามารถรับรู้สถานการณ์คร่าว ๆ ได้แล้ว
เป็นการประกอบพลังใหม่อย่างหนึ่ง เทียบกับการควบคุมพลังและหัวไวแล้ว ขุยหมิงผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหกคนนั้นย่อมสู้ฟางผิงไม่ได้ ในเวลาเดียวกับที่ขุยหมิงแสดงทักษะต่อสู้ ฟางผิงก็เริ่มเลียนวิธีประกอบพลังของเขา ไม่นานในมือฟางผิงก็ปรากฏพลังงานขึ้นมา ก้อนหนึ่งราวรากต้นไม้ ทั้งคล้ายกับแส้ ฟางผิงสะบัดออกไป แส้พลังงานนั้นก็ระเบิดเสียงดัง ในห้องสีทองเป็นตัวแทนพลังจิตใจของฟางผิง มีคุณสมบัติของม่านพลังด้วยเช่นกัน ไม่งั้นเคลื่อนไหวขนาดนี้คงถูกคนพบเห็นไปนานแล้ว
ขุยหมิงเห็นฟางผิงใช้กระบวนท่าของตัวเองก็ตะลึงไปเล็กน้อย ไม่นานก็เผยสีหน้านอบน้อมว่า
“นายท่านยืนที่สูง สายตากว้างไกล ขากลับฝีมือต่ำต้อย”
ฟางผิงขมวดคิ้วเล็กน้อย มีแค่นี้? แม้ว่าจะไม่เลว แต่การแสดงพลังประสิทธิภาพยังต่ำไป อารยะขุยหลัวคิดค้นทักษะต่อสู้ขึ้นมาเพียงแค่นี้? ถ้ามีแค่นี้งั้นข้าก็ผิดหวังแล้ว ความแข็งแกร่งอ่อนแอของเคล็ดวิชาต่อสู้ก็คือประสิทธิภาพของการแสดงพลัง พลังควบคุมคือพลังควบคุม แสดงประสิทธิภาพคือแสดงประสิทธิภาพ ปราณหนึ่งหมื่นแคล ควบคุมได้ห้าพันแคล นี่ไม่มีเคล็ดวิชาต่อสู้ควบคู่ งั้นห้าพันแคลก็คือห้าพันแคล แต่มีเคล็ดวิชาต่อสู้ ก็ทำให้ห้าพันแคลนี้เกิดประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นกว่าเดิมแล้ว ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ เคล็ดวิชาต่อสู้ก็จะยิ่งแข็งแกร่งเท่านั้น ดังนั้นยอดฝีมือที่คิดค้นเคล็ดวิชาต่อสู้ที่แข็งแกร่ง จะค่อนข้างควบคุมพลังตัวเองได้ดี เข้าใจพื้นฐานของพลังอย่างลึกซึ้งเช่นกัน เคล็ดวิชาต่อสู้ที่ขุยหลัวคิดค้นขึ้นมานี้แค่ธรรมดาเท่านั้น
ขุยหมิงเห็นแบบนั้นก็ร้อนใจแล้ว
“นายท่าน ยังไงที่นี่ก็อยู่นอกเขต พ่อข้าความรู้ตื้นเขิน ไม่อาจเทียบกับนายท่านได้อยู่แล้ว นายท่านเป็นคนของราชาไหว ความรู้กว้างไกล ยอดฝีมือขั้นราชายังพบเห็นมามาก… พ่อข้าเป็นคนใต้อาณัตของราชาขุยมาโดยตลอด กระทั่งเมืองเย้าขุยยังออกไปแค่ไม่กี่ครั้ง ดังนั้นย่อมสู้นายท่านไม่ได้อยู่แล้ว…”
ขุยหมิงประจบอีกครั้ง ทั้งถือโอกาสอธิบายไปด้วย ยอดฝีมือเขตแดนข้างนอกไม่ได้หูตากว้างไกล เหมือนยอดฝีมือในเขตหวงห้ามนั่นแน่นอนอยู่แล้ว ขั้นเก้าของเขตหวงห้ามมีมากมาย คนใต้อาณัตของเหนือราชาคนหนึ่ง อย่างน้อยก็ขั้นเก้าห้าหกคน อย่างมากก็ขั้นเก้าหลายสิบคน แต่เขตแดนข้างนอก หนึ่งเมืองมีสองคน ทั้งยังเป็นเผ่าปีศาจอีกหนึ่ง ระบบฝึกวิชาไม่เหมือนกับพวกเขา กล่าวอีกนัยหนึ่ง เขตแดนข้างนอกหนึ่งเมือง อันที่จริงก็มียอดฝีมือระดับขั้นเก้าแค่คนเดียวเท่านั้น ทั้งขั้นเก้าคนนี้อยู่นั่งในตำแหน่งสูง ถูกขนานนามว่าเป็นราชา สถานการณ์แบบนี้ คาดหวังให้ราชาพวกนี้ชี้แนะนั่นย่อมเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นยอดฝีมือในเขตแดนข้างนอกส่วนมากล้วนเป็นพวกคลำหาความรู้ด้วยตัวเอง มาถึงระดับของขุยหลัวแล้ว โดยทั่วไปเจ้าเมืองไม่กดขี่ก็นับว่าไว้หน้าแล้ว จะให้ชี้แนะได้อย่างไรอีก ให้เข้าสู่ขั้นเก้าเพื่อแย่งชิงตำแหน่งกับตัวเองหรือไง
ฟางผิงเห็นแบบนั้นก็ไม่พูดอะไรอีก เอ่ยว่า
“พรุ่งนี้เจ้าก็จะเข้าร่วมการแข่งขันผู้ฝึกยุทธ์เยาวชน?”
ขุยหมิงรีบยิ้มว่า
“ข้าโชคดี จึงได้รับมาหนึ่งที่นั่ง…”
ฟางผิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ได้รับมา? คล้อยหลังจากที่ขุยหมิงอธิบาย ฟางผิงก็เข้าใจ มีเบื้องลึกเบื้องหลัง! กฎปลาใหญ่กินปลาเล็กในถ้ำใต้ดินยังเห็นได้อย่างชัดเจน ลูกชายของยอดฝีมือขั้นแปด อยากเข้าไปในเขตหวงห้ามนั่นคงไม่จำเป็นต้องมีอุปสรรคมากมาย เจ้าเมืองเย้าขุยมีทายาท แต่ทายาทของเจ้าเมืองเย้าขุยมีไม่เยอะ ทั้งลูกหลานของยอดฝีมือขั้นเก้าเข้าสู่ถ้ำใต้ดินอันที่จริงไม่ใช่เรื่องยากอะไร กล่าวอีกนัยหนึ่ง ทายาทของขั้นแปดเข้าร่วมการแข่งขันเยาวชนถึงจะมีเบื้องหลังใหญ่ที่สุด ขุยหมิงได้ที่นั่งอย่างแน่นอนอยู่แล้ว แค่ต้องทำ ๆ ออกไปเท่านั้น
พรุ่งนี้อัจฉริยะนอกเมืองและเมืองราชาพวกนั้น ถึงจะแย่งชิงที่นั่งกันคว้าสิบอันดับแรก ทางขุยหมิงยังมีชายหนุ่มที่ฐานะเท่ากับเขาอีกสองคน จะเข้าร่วมเหมือนกัน ทั้งหมดคือสิบสามคน แย่งชิงที่นั่งสิบคน ตอนนี้หลีหมิงยังไม่รู้เรื่องที่หลีอันให้ที่นั่งเพิ่มมาอีกสองคน ก่อนหน้านี้ที่ประกาศคือสิบที่นั่ง สิบสามคนชิงสิบที่นั่ง ในนั้นเป็นอัจฉริยะนอกเมืองและเมืองราชาอื่นๆ ไม่ใช่ทุกคนที่อยู่ขั้นหก ยังมีขั้นห้าอยู่บ้างบางส่วน ในหมู่คนพวกนี้จะถูกคัดออกสามคน ดังนั้นขุยหมิงจึงบอกว่าตัวเองได้รับที่นั่งมา เพราะแทบเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะถูกคัดออก
พูดมาถึงตรงนี้ ฟางผิงก็ยังถามต่อ เวลานี้ขุยหมิงรู้สึกผิดปกติอยู่บ้างแล้ว ฟางผิงถามว่าปกติเขาอยู่ร่วมกับพ่อตัวเองยังไง คุ้นเคยกับราชาขุยหรือเปล่า เรียกกันยังไง… ในจวนเจ้าเมืองคุ้นเคยกับใครบ้าง ปกติใช้ชีวิตยังไง… เรื่องพวกนี้แทบไม่เกี่ยวข้องกับที่ฟางผิงพูดมาก่อนหน้านี้ ตอนแรกฟางผิงบอกว่าถามเพื่อสืบข้อมูลของเฟิงเมี่ยเชิง แต่ตอนนี้ยอดฝีมือขั้นอารยะคนหนึ่ง กลับสนใจการใช้ชีวิตของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหกคนหนึ่งอย่างเขา นี่หมายความว่าอะไร?
เห็นขุยหมิงเหมือนจะสงสัย ฟางผิงก็กดเสียงต่ำ
“ในเมื่อเจ้าจะเข้าไปอยู่ในเขตหวงห้าม เข้าสู่ราชสำนัก… บังเอิญที่เจ้าถูกข้าพบพอดี ขุยหมิง เจ้ายินดีจะเข้าร่วมกับราชาไหว เป็นกำลังให้ราชาไหวหรือไม่?”
ขุยหมิงตกตะลึงไปเล็กน้อย ก่อนจะดีใจอย่างคาดไม่ถึง
“ท่านอารยะ ข้ายินดี!”
“งั้นตอนนี้ภารกิจของเจ้าก็คือ แทรกซึมเข้าไปในกองกำลังของราชาเฟิง เวลานี้ข้าต้องการรู้เรื่องเกี่ยวกับเจ้าอย่างละเอียด! ไม่ทำความเข้าใจเจ้า จะให้ข้าเชื่อใจว่าเจ้ามีความสามารถแทรกซึมเข้าไปภายในของราชาเฟิงได้อย่างไร? ไม่มีความสามารถที่เหมาะสม เจ้าตายไม่เป็นไร แต่ทำทำการใหญ่ของราชาไหวพังไม่เป็นท่า เจ้าตายยังไม่เพียงพอด้วยซ้ำ เจ้าพูดสถานการณ์ของตัวเองมาให้ละเอียด ให้ข้าเห็นว่าเจ้าสมควรได้รับความไวใจหรือไม่!”
ขุยหมิงปรากฏท่าทีขัดแย้งในใจ แทรกซึมเข้าไปภายในของราชาเฟิง? นั่นคือเหนือราชา!
ฟางผิงเอ่ยว่า
“วางใจเถอะ เจ้ายังไม่มีคุณสมบัติเข้าใกล้ราชาเฟิง แค่จะให้เจ้าติดตามเฟิงเมี่ยเชิงเท่านั้น! เฟิงเมี่ยเชิงเป็นแคคนไร้ประโยชน์ กลับจ้องตำแหน่งเจ้าแห่งราชสำนักตาเป็นมัน พวกเราต้องการรู้ข้อมูลทั้งหมดของเขา เจ้าสามารถปิดบังเฟิงเมี่ยเชิงได้หรือเปล่า นั่นก็อยู่ที่ความสามารถแล้ว! ถ้ากระทั่งเฟิงเมี่ยเชิงยังปกปิดไม่ได้ เจ้าก็เป็นคนไร้ประโยชน์เหมือนกัน ราชาไหวไม่ต้องการคนไร้ประโยชน์ อยากจะโดดเด่นเหนือคนอื่น อยากจะเดินออกจากเขตแดนข้างนอก อยากจะกลายเป็นเจ้าเมืองในอนาคต นั่นก็ขึ้นอยู่กับความสามารถที่เจ้าแสดงออกมา ข้าจะมอบโอกาสให้เจ้า สามารถคว้าได้หรือไม่ อยู่ที่เจ้าแล้ว!”