ระบบผู้นำตระกูลสุดแกร่ง - บทที่ 35 อัจฉริยะแห่งตระกูลมู่ปรากฏ!
ไม่นานนัก
เหล่าผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์ก็เดินเรียงแถวกันไปข้างหน้าอย่างเป็นระเบียบ
ผู้ที่เข้าไปก่อนเป็นหญิงสาวในชุดนักพรต
นางมีสีหน้าตื่นเต้นเล็กน้อย นางค่อยๆ วางมือทั้งสองข้างลงบนศิลาจารึกตามคำแนะนำ
เพียงเท่านั้น แสงสว่างเจิดจ้าก็เปล่งประกายออกมาจากศิลาจารึกสีดำสนิท ตามมาด้วยเสียงก้องที่ดังขึ้นจากทางด้านข้าง
“ถ้ำเยียนเสีย เปี่ยนหมิงซือ”
“อายุยี่สิบปี ระดับแก่นปราณขั้นห้า!”
“ผ่าน”
สิ้นเสียง หญิงสาวก็รับป้ายมาด้วยความยินดี ก่อนจะเดินเข้าไปในลานด้านในด้วยฝีเท้าที่หนักแน่นมั่นคง
“ถ้ำเยียนเสีย ลู่หงกวง”
“อายุยี่สิบปี ระดับแก่นปราณขั้นห้า”
“ผ่าน”
“…”
“ถ้ำเทียนสุ่ย เซียวซาน”
“อายุยี่สิบปี ระดับแก่นปราณขั้นเจ็ด”
“ผ่าน”
“…”
“ตระกูลเติ้งแห่งเมืองซื่อสุ่ย เติ้งชางไห่”
“อายุสิบเก้าปี ระดับแก่นปราณขั้นหก”
“ผ่าน”
“…”
เสียงที่ดังกังวานของผู้ที่รับหน้าที่ลงทะเบียนดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เหล่าศิษย์จากสำนักต่างๆ และสมาชิกตระกูลต่างๆ ล้วนรับป้ายและรออยู่ในลานด้านใน
เวลาผ่านไปครึ่งก้านธูป เสียงที่แสดงความประหลาดใจก็ดึงดูดความสนใจของทุกคนไป
“ตระกูลฟางแห่งเมืองเกาหวย ฟางจื่อฉิง”
“อายุสิบเก้าปี ระดับแก่นปราณขั้นแปด”
“ผ่าน”
จากนั้นหญิงสาวร่างสูงโปร่งก็รับป้ายด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะเยื้องย่างไปช้าๆ
“โอ้โห…”
“ระดับแก่นปราณขั้นแปด ตอนอายุสิบเก้าปี!”
“ตระกูลฟางส่งคนเก่งขนาดนี้มาเลยหรือ?”
“ระดับพลังเช่นนี้ นางคงได้ชิงตำแหน่งห้าอันดับแรกแน่ๆ”
ผู้ฝึกตนหลายคนแสดงสีหน้าตกตะลึง และงึมงำกับตัวเอง
แต่ทันทีที่สิ้นเสียง ก็มีคนคัดค้านขึ้นมา
“ห้าอันดับแรกหรือ? ข้าว่าไม่น่าจะใช่”
“มีข่าวลือว่า องค์ชายใหญ่ได้เข้าสู่ระดับตำหนักม่วงเมื่อครึ่งปีก่อนแล้ว”
“สมาชิกราชวงศ์คนอื่นๆ คงไม่ด้อยไปกว่านี้เท่าไรหรอก”
“พวกเรามาที่นี่ ก็แค่มาเป็นตัวประกอบของพวกเขาเท่านั้นแหละ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าของผู้ฝึกตนหลายคนก็พลันหม่นหมองลง
ผู้ที่สามารถมาที่นี่ได้ ล้วนเป็นอัจฉริยะที่ได้รับความสนใจจากตระกูลและสำนัก จึงมีจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ที่แข็งแกร่งและไม่ยอมแพ้
“หึ! ทำไมต้องไปยกยอคนอื่นแล้วดูถูกตัวเองด้วยเล่า!”
“ราชวงศ์แล้วไง?”
“ทุกอย่างย่อมมีขึ้นมีลง! ถึงเวลานั้นก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคน!”
“พูดได้ดี!”
“องค์ชาย ขุนนาง หรือประชาชนทั่วไป ล้วนมีโอกาสเท่าเทียมกัน!”
เสียงฮือฮาดังขึ้นในฝูงชน และคำพูดเหล่านี้ย่อมไม่รอดพ้นจากโสตประสาทของผู้ฝึกตนระดับตำหนักม่วง
องค์ชายใหญ่กู่เจี้ยนเกอกวาดสายตามองพวกเขาด้วยแววตาดูแคลน
ถ้าไม่ใช่เพราะสำนักเรียนหลวงรับสมัครคนเข้ามาฝึกวิชาแล้วละก็ คนเหล่านี้ไม่แม้แต่จะมีคุณสมบัติที่จะมายืนอยู่เทียบเคียงกับตนเลยด้วยซ้ำ
นอกจากน้องชาย น้องสาวของตนแล้ว คนอื่นที่เหลือก็เป็นแค่กลุ่มคนที่ไร้ค่า!
กู่เจี้ยนเกอก็หลับตาลงไม่อยากให้ความสนใจ
เวลาผ่านไปอีกครึ่งก้านธูป
ในที่สุดก็ถึงรอบของคนจากตระกูลมู่ทั้งสามคน
ความสนใจของหลายคนต่างก็จับจ้องมาที่พวกเขา
เนื่องจากความอยากรู้มันท่วมท้นในอก
ตระกูลที่มีสัตว์อสูรระดับตำหนักม่วงเป็นสัตว์พาหนะได้ จะต้องเป็นผู้ฝึกตนที่มีฝีมือยอดเยี่ยมขนาดไหนกัน
แน่นอนว่าช่วงเวลาแบบนี้ มู่หลางจะไม่เป็นคนแรกที่เสนอตัวออกไปอย่างแน่นอน
เขาเข้าใจลำดับขั้นตอนของการปรากฏตัวจากผู้อ่อนแอไปหาผู้แข็งแกร่งเป็นอย่างดี
ไม่ผิดคาด มู่หวู่ซวงผู้มีสีหน้าเย็นชาเป็นคนแรกที่ก้าวขึ้นไปยืนต่อหน้าแท่นศิลาจารึก
ไม่กี่อึดใจต่อมา เสียงก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ตระกูลมู่ มู่หวู่ซวง”
“อายุยี่สิบปี ระดับแก่นปราณขั้นแปด!”
“ผ่าน”
“โอ้โห…”
“ระดับแก่นปราณขั้นแปดอีกคนแล้ว!” ผู้ฝึกตนหลายคนสูดลมหายใจเข้าอย่างแรงด้วยความตกใจ “ไม่นึกเลยว่าพวกเขาจะเป็นคนของตระกูลมู่!”
“ตระกูลมู่?”
“ตระกูลมู่ไหน? ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน”
“เจ้าไม่รู้จริงๆ หรือ? ปีที่แล้ว มู่เสินฉวน ผู้นำตระกูลมู่ได้ปรากฏตัวขึ้นมาโดยไม่มีใครล่วงรู้ แล้วก็ยังสังหารผู้ฝึกตนระดับตำหนักม่วงทั้งหกคนด้วยตัวคนเดียว ก่อนจะเข้ายึดครองถ้ำหลิงซู”
“มีข่าวลือว่า เขาใกล้จะบรรลุระดับถ้ำสวรรค์แล้ว”
“ตระกูลมู่… มู่เสินฉวน!”
“ที่แท้ก็เป็นคนโหดผู้นั้น”
“มีผู้นำตระกูลที่เกือบจะบรรลุระดับถ้ำสวรรค์ ไม่แปลกใจเลยที่พวกเขามีพลังมากมายขนาดนี้”
“อย่างไรก็ตาม ระดับพลังของมู่หวู่ซวงก็ไม่ธรรมดา ถือว่าเป็นบุคคลที่โดดเด่นไม่เบาเลย”
ท่ามกลางเสียงกระซิบกระซาบ มู่หวู่ซวงเดินเข้าไปในลานด้านในด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ต่อไปก็ถึงทีของมู่หลาง
เขาเชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ ก้าวไปข้างหน้าด้วยท่าทางที่หยิ่งผยอง วางมือทั้งสองข้างลงบนศิลาจารึกอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่น ทำเอาผู้ฝึกตนที่ทำหน้าที่ลงทะเบียนสะดุ้งตกใจ
เขาขมวดคิ้วตำหนิ “แค่แตะเบาๆ ก็พอ ไม่ต้องออกแรงขนาดนั้น!”
มู่หลางเม้มปาก “ขออภัย ข้าเพิ่งจะเคยทำแบบนี้เป็นครั้งแรก”
แต่ในใจเขากลับกำลังเร่งเร้า แววตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่ยากจะปกปิด
“อ่านสิ”
“อ่านเร็วๆ”
“อ่านเลย…”
ผู้ฝึกตนคนนั้นจ้องมองเขาด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะหันไปมองศิลาจารึก
แต่เมื่อเขาเห็นสิ่งที่ปรากฏบนศิลาจารึก สีหน้าของเขาก็พลันเปลี่ยนไป
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เขาก็พูดขึ้นมาด้วยความตกใจ
“ตระกูลมู่ มู่หลาง”
“อายุยี่สิบปี ระดับตำหนักม่วงขั้นที่สอง!”
สิ้นประโยคดังกล่าว ทุกคนก็ตกตะลึง!