ระบบผู้นำตระกูลสุดแกร่ง - เล่มที่ 1 บทที่ 10 การปะทะ!
ห้องรับรองตระกูลมู่
หวังเยี่ยนหรันนั่งอยู่บนที่นั่งสำหรับแขก ชุดคลุมสีขาวเผยให้เห็นรูปร่างอันงดงามของนาง ประกอบกับดวงหน้าสวยสะคราญและขาวผ่อง ทำให้นางมีเสน่ห์เย้ายวนชวนมอง
แต่ในเวลานี้ สีหน้าของเหยียนจู่ที่นั่งอยู่ข้างๆ นางกลับเต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย
หากไม่ใช่เพื่อช่วยน้องหญิงยกเลิกการหมั้นหมาย เขาไม่มีทางลดตัวลงมาที่นี่เด็ดขาด
และท่าทีของอีกฝ่ายก็ดูช่างจองหองยิ่งนัก กล้าให้พวกเขารอนานขนาดนี้
ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย!
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เจตนาร้ายก็เกิดขึ้นในใจของเหยียนจู่ และเขาสาบานกับตัวเองในใจว่า เขาจะฆ่าทุกคนในตระกูลมู่อย่างแน่นอน!
จนกระทั่งครึ่งชั่วยามต่อมา
ในที่สุดก็มีเสียงฝีเท้าดังมาจากนอกห้องโถง
“ฮ่าๆ”
“หลานสาวเยี่ยนหรัน เจ้ามาที่ตระกูลมู่ ทำไมไม่บอกล่วงหน้าเล่า”
“ข้าจะได้ให้เฉินเอ๋อร์ไปรับเจ้า”
มู่ชิงหยุนผู้อาวุโสใหญ่หัวเราะร่าเริง และมาพร้อมกับมู่หลางกับมู่เฉินที่อยู่ข้างหลังเขา
หวังเยี่ยนหรันยิ้มเล็กน้อย และลุกขึ้นคำนับ
เมื่อสายตาของนางหันไปเห็นมู่เฉิน มันก็วูบไหวเล็กน้อย ก่อนจะกลับเป็นปกติอย่างรวดเร็ว
ในช่วงสามปีที่ผ่านมา มู่เฉินเงียบหายไป และขาดการติดต่อกันระหว่างกัน ทำให้ตอนนี้ทั้งสองคนกลับกลายเป็นคนแปลกหน้าไปเสียแล้ว
คนหนึ่งเป็นศิษย์อัจฉริยะของถ้ำหลิงซู
อีกคนเป็นคุณชายที่ไร้ค่าของตระกูลเล็กๆ ในเมืองชิงหยุน
ความแตกต่างในสถานะนั้น เหมือนความแตกต่างระหว่างสวรรค์กับผืนดิน
แต่ในขณะนี้ สีหน้าของมู่เฉินนั้นสงบนิ่งเหมือนน้ำ ราวกับตัวเขานั้นเป็นคนนอก
มีเพียงคนธรรมดาเท่านั้นที่ไม่รู้ว่าดวงตาสีดำคู่นั้นรวบรวมไอสังหารไว้มากแค่ไหน!
“ทุกอย่างมันกะทันหัน ข้าเองก็มาเยี่ยมโดยไม่ทันตั้งตัว”
“หวังว่าผู้อาวุโสใหญ่จะไม่โกรธ”
หวังเยี่ยนหรันรู้จักมู่เฉินตั้งแต่ยังเด็ก
แน่นอนว่านางคงไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับผู้อาวุโสของตระกูลมู่
“พูดอะไรอย่างนั้น”
“เจ้ามาที่นี่ ก็เหมือนมาบ้านของตัวเองนั่นแหละ”
“มีอะไรก็ค่อยคุยกันหลังอาหารเที่ยงเถอะ”
มู่ชิงหยุนปรบมือ จากนั้นสาวใช้หลายคนก็เดินเข้ามาในห้องโถงพร้อมกับอาหารรสเลิศ และถ้วยชาก็ถูกจัดวางเรียงกันบนโต๊ะรับแขก
“นี่คือชาวิญญาณที่เก็บจากที่ราบสูงเป่ยไห่ มีผลทำให้จิตใจสงบ”
“หลานเยี่ยนหรัน ลองดูสิ”
“อ้อ แล้วคนผู้นี้คือ…?” มู่ชิงหยุนมองไปเหยียนจู่ที่อยู่ข้างๆ
แน่นอนว่าเขารู้จักชายชราในชุดดำที่อยู่ข้างหลัง
เขาเป็นบุคคลที่แข็งแกร่งที่สุดในตระกูลหวังที่เป็นรองจากผู้นำตระกูล ผู้อาวุโสสาม หวังเสวียนเฟิง เขาอยู่ที่ระดับแก่นปราณขั้นแปด!
“อ้อ”
“ยังไม่ได้แนะนำให้รู้จัก เขาคือศิษย์พี่ของข้าในถ้ำหลิงซู เหยียนจู่”
“ศิษย์เอกของอาจารย์จื่อหยาง”
หวังเยี่ยนหรันจงใจเน้นเสียง
มู่ชิงหยุนเข้าใจทันทีว่านางต้องการจะสื่ออะไร
ในใจนึกเย้ยหยัน หากแต่ไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมา ก่อนจะทำทีเอ่ยชม“ที่แท้ก็ศิษย์ของอาจารย์จื่อหยางนี่เอง”
“มิน่าล่ะ เขาถึงได้มีพื้นฐานการฝึกตนในระดับแก่นปราณในวัยนี้ได้”
“อนาคตไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านี้แน่ๆ”
แต่เหยียนจู่ดูจะเพิกเฉยต่อคำกล่าวชมของอีกฝ่าย และยังคงท่าทีเย่อหยิ่งจองหองไว้
เพียงเท่านั้น
บรรยากาศก็ดูอึดอัดขึ้นมาทันที
ทางด้านของมู่เฉินก็นั่งอยู่บนเก้าอี้ มองภาพตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชาไม่พูดอะไร
ผิดกับมู่หลาง ที่ดูเหมือนจะเป็นคนที่ปกติมากที่สุด เขายกชาวิญญาณขึ้นมาจิบสบายใจ
ชาวิญญาณเป่ยไห่นี้ไม่เพียงแต่รสชาติดีเท่านั้น ยังเพิ่มพลังจิตวิญญาณในร่างกายได้อีกด้วย
เป็นสิ่งที่ดีจริงๆ
บรรยากาศน่าอึดอัดนี้ดำเนินต่อไปอีกครู่หนึ่ง
ในที่สุดหวังเยี่ยนหรันก็ทนไม่ไหว และถามขึ้นมาว่า “เยี่ยนหรันมาที่นี่เพื่อขอพบผู้นำตระกูลมู่นะเจ้าคะ”
“ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสใหญ่จะเชิญท่านผู้นำตระกูลออกมาได้หรือไม่?”
จริงอย่างที่คิดเอาไว้!
เริ่มเข้าเรื่องแล้วหรือ?
แววตาของมู่ชิงหยุนเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนแสร้งทำเป็นลำบากใจ “คือว่า…”
“ท่าจะโชคไม่ดีนัก บังเอิญว่าตอนนี้ผู้นำตระกูลกำลังจัดการกับธุระสำคัญอยู่ ข้าเกรงว่าเขาจะไม่มีเวลาออกมาพบเจ้า”
“ถ้าเจ้ามีอะไร ก็พูดกับข้าได้”
หวังเยี่ยนหรันไม่ได้ประหลาดใจกับคำตอบของอีกฝ่าย และกล่าวต่อไปว่า “ข้าเกรงว่าผู้อาวุโสใหญ่จะมิอาจตัดสินใจได้”
“ที่ข้ามาที่ตระกูลมู่ในครั้งนี้ก็เพื่อถอนหมั้นกับมู่เฉิน”
“ในปีนั้น มู่เสินฉวนผู้นำตระกูลเป็นคนตัดสินใจ ดังนั้นข้าจึงควรคุยกับเขา”
“ถอนหมั้น?”
ดวงตาของมู่ชิงหยุนหรี่ลง “ดูเหมือนว่าข่าวลือในเมืองชิงหยุนเมื่อเร็วๆ นี้จะเป็นจริง…”
“ถูกต้อง” หวังเยี่ยนหรันกล่าวอย่างใจเย็นด้วยใบหน้าที่สงบนิ่ง
มู่ชิงหยุนหัวเราะในลำคอ ท่าทางของเขาเปลี่ยนไปในทันที
“ถ้าเป็นเช่นนั้น พวกเจ้าก็คงจะต้องรออีกสักครู่”
“หากผู้นำตระกูลของเราจัดการธุระเสร็จเมื่อไร เขาจะมาพบพวกเจ้าเอง”
สิ้นเสียง
จู่ๆ เหยียนจู่ที่อยู่ข้างๆ ก็สติขาดผึง และขว้างถ้วยชาในมือทิ้งทันที
“เหอะ ผู้นำตระกูลเล็กๆ ช่างจองหองนัก!”
“กล้าให้คนของถ้ำหลิงซูอย่างข้ารอ ไม่มีชาวิเศษให้ดื่ม แถมยังเอาชาวิญญาณไร้ค่าแบบนี้มาให้”
“นี่คือวิธีต้อนรับแขกของพวกเจ้าอย่างนั้นรึ?!”
ทันใดนั้น บรรยากาศก็ตึงเขม็งทันที
สีหน้าของมู่ชิงหยุนและมู่เฉินเย็นชา และพลังในร่างกายของพวกเขาก็พร้อมที่จะโจมตีแล้ว
นี่คือสัญญาณของการต่อสู้
และในเวลานี้ มู่หลางก็เห็นว่าสถานการณ์เริ่มไม่สู้ดี
เขารู้ว่าเขาควรจะเริ่มแสดงฝีมือได้แล้ว
ในอึดใจถัดมา เขาลุกขึ้นอย่างช้าๆ เดินไปข้างหน้าเหยียนจู่ด้วยท่าทีเย่อหยิ่ง จากนั้นก็คว่ำจานกับถ้วยชาบนโต๊ะของอีกฝ่ายทันที
“ถ้ำหลิงซูนี่มันยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเลยหรือไง?”
“ไม่มีหอยเป๋าฮื้อให้เจ้ากินหรือ?”
“ไม่มีไก่อบให้เจ้ากินหรือ?”
“แค่ให้รอนิดหน่อย เจ้าก็เอาแต่พูดพล่าม!”
“จะมาดื่มชาวิเศษอะไร ไปกินขี้นู่น!”