ระบบผู้นำตระกูลสุดแกร่ง - เล่มที่ 2 บทที่ 39 ไสหัวไป! ถ้าเจ้าพูดอีกคำเดียวข้าจะฆ่าเจ้าแน่!
- Home
- ระบบผู้นำตระกูลสุดแกร่ง
- เล่มที่ 2 บทที่ 39 ไสหัวไป! ถ้าเจ้าพูดอีกคำเดียวข้าจะฆ่าเจ้าแน่!
“โอ้?”
“คิดดีแล้วหรือ?”
มู่หลางมองผู้ฝึกตนตรงหน้าด้วยรอยยิ้มแฝงเลศนัย
ผู้ฝึกตนผู้นั้นก็พยักหน้าอย่างหนักแน่น แม้ว่าการอยู่เคียงข้างมู่หลางจะปลอดภัยไร้กังวล แต่การผลัดกันสังหารร่างวิญญาณสัตว์อสูรกับคนอีกสิบกว่าคน พลังงานที่ได้รับนั้นมันก็น้อยนิดเหลือเกิน คะแนนบนป้ายหยกก็แทบจะไม่มี หากยังคงอยู่ที่นี่ต่อไป ก็เท่ากับเสียโอกาสอันยิ่งใหญ่นี้ไปเปล่าๆ
“ถ้าเช่นนั้น เจ้าก็ไปเถอะ”
“…”
“ขอบคุณท่านพี่มู่หลาง ข้าจะจดจำบุญคุณของท่านไว้”
กล่าวจบ ผู้ฝึกตนผู้นั้นก็หันหลังเดินจากไปโดยไม่หันกลับมา
มู่หลางมองร่างที่จากไป ดวงตาไหววูบเล็กน้อย หากสังหารคนผู้นี้แล้วนำศพไปทิ้งไว้บนเส้นทางที่พวกเขาจะต้องผ่านในวันพรุ่งนี้ คงไม่มีใครอยากจากไปอีกกระมัง
ความคิดนี้ผุดขึ้นในใจของมู่หลางโดยไม่รู้ตัว ถึงอย่างไร เขาก็ไม่ใช่พระโพธิสัตว์ผู้มีเมตตา ทุกการกระทำของเขาย่อมมีจุดประสงค์เพื่อให้แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น
แต่หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง มู่หลางก็ล้มเลิกความคิดนี้ไป
เขาถอนหายใจเบาๆ “เฮ้อ ช่างเถอะ”
“เสียค่าประสบการณ์ไปหน่อยก็ไม่เป็นไร”
ในขณะนั้นเอง คลื่นพลังจิตแผ่วเบาไร้ร่องรอยก็ดังมาจากภายนอก
“สหายมู่หลาง ข้าคือองค์ชายสามแห่งต้าเยี่ยน ขอพบเจ้าหน่อยได้หรือไม่”
“องค์ชายสาม?”
“เขามาหาข้าทำไม?”
แม้ในใจจะสงสัย แต่มู่หลางก็ส่งพลังจิตตอบกลับไป “เชิญเข้ามา”
ไม่นานนัก ร่างของชายหนุ่มก็ปรากฏขึ้นภายในถ้ำ ใบหน้าของเขาคล้ายกับจักรพรรดิต้าเยี่ยนอยู่บ้าง ใบหน้าเหลี่ยม ริมฝีปากปากบาง แววตาสุขุมน่าเกรงขาม เปี่ยมด้วยกลิ่นอายของการเป็นจักรพรรดิโดยกำเนิด
เขาคือ กู่หงเยี่ยน องค์ชายสามแห่งต้าเยี่ยน
“ไม่ทราบว่าองค์ชายสามมีธุระอะไรกับข้า?” มู่หลางถาม
กู่หงเยี่ยนไม่รีรอ เผยความต้องการออกมาทันที
“ช่วยข้ากำจัดองค์ชายใหญ่ได้หรือไม่?”
เมื่อได้ยินดังนั้น ดวงตาของมู่หลางก็เบิกกว้าง ทันใดนั้นเขาก็เข้าใจได้ทันทีว่าองค์ชายสามต้องการดึงตนเข้าไปพัวพันกับการแย่งแย่งชิงบัลลังก์
“หากสหายมู่หลางยินดีช่วยเหลือ เมื่อสำเร็จข้าจะตบรางวัลให้อย่างงาม” กู่หงเยี่ยนเกลี้ยกล่อม
แต่มู่หลางกลับเล่นนิ้วมือไปมา ส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม
“เรื่องนี้ไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับตัวข้าเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับตระกูลมู่ของข้าด้วย”
“และเรื่องน้อยใหญ่ภายในตระกูลมู่ ล้วนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้นำตระกูล”
“ข้ามิอาจช่วยได้”
กู่หงเยี่ยนขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเช่นนั้น จึงจงใจโน้มน้าวอีกฝ่ายต่อ “ผู้นำตระกูลของเจ้าอายุมากแล้ว เพิ่งจะบรรลุระดับถ้ำสวรรค์ ต่อไปคงไม่มีโอกาสก้าวหน้าไปมากกว่านี้อีก”
“ส่วนเจ้า อายุเพียงยี่สิบปีก็บรรลุระดับตำหนักม่วงแล้ว อิทธิพลในตระกูลยังไม่พอหรือ?”
“หากเจ้าช่วยข้า ต่อไปในวันข้างหน้า หากเจ้าต้องการแทนที่มู่เสินฉวน ข้าก็ช่วยเจ้าได้ นี่ไม่ใช่เรื่องที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายหรอกหรือ?”
สิ้นเสียงพูด ดวงตาของมู่หลางก็ฉายแววสังหารออกมาทันที เขายิ้มเยือกเย็น
“หากข้าเดาไม่ผิด ในบรรดาคนของตระกูลมู่ทั้งสามคน ข้าเป็นคนแรกที่เจ้ามาหาสินะ?”
“ทำไมถึงคิดเช่นนั้น?” กู่หงเยี่ยนยิ้ม
“เพราะหากเจ้าไปหาพวกเขาอีกสองคนแล้วพูดเช่นนี้ เจ้าคงตายไปแล้ว”
“ตระกูลมู่ของเรามีวันนี้ได้ ล้วนเป็นเพราะผู้นำตระกูลผู้นั้นที่ค้ำจุนและเมตตาต่อทุกคนในตระกูล!”
มู่หลางจ้องมองเขาด้วยสีหน้าเย็นชา เอื้อนเอ่ยเน้นทีละคำ “ข้า มู่หลางก็เช่นกัน”
กู่หงเยี่ยนหรี่ตาลง ใบหน้าฉายแววปรามาส
“หึ! ความสัมพันธ์ในตระกูลช่างน่าขัน ”
ในอึดใจถัดมา
มู่หลางหลับตาลงเฉยเมย และพูดเสียงแผ่ว “ไสหัวไป ถ้าเจ้าพูดอีกคำเดียวข้าจะฆ่าเจ้าแน่”
เมื่อสิ้นเสียงคำสุดท้าย ไอพลังอันน่าสะพรึงกลัวก็ปะทุออกมาจากร่างของมู่หลาง กระแทกร่างกู่หงเยี่ยนกระเด็นออกไปหลายจั้ง
“นี่มันอะไรกัน!”
“ระดับตำหนักม่วงขั้นที่สี่!”
“เป็นไปได้อย่างไร!”
กู่หงเยี่ยนตกตะลึงอย่างมาก ดวงตาท่วมท้นความหวาดผวา
ก่อนเข้าดินแดนลับเทียนหยวน มู่หลางยังอยู่ที่ระดับตำหนักม่วงขั้นที่สองเท่านั้น เขาคิดว่าแม้ตัวเองจะมีระดับพลังต่างกับมู่หลาง แต่ก็คงไม่มากนัก แต่ใครจะไปคิดว่าระดับพลังของมู่หลางจะน่าพรั่นพรึงถึงเพียงนี้
เลื่อนขึ้นมาตั้งสองขั้นเล็กภายในเวลาสั้นๆ เพียงนี้
แม้จะมีพลังงานจากการสังหารร่างวิญญาณสัตว์อสูร แต่มันก็ไม่น่าจะทำได้ขนาดนี้!
มู่หลางเป็นตัวอะไรกันแน่!
ความคิดมากมายวนเวียนอยู่ในหัวของกู่หงเยี่ยน
ตอนนี้เขาไม่กล้าที่จะอยู่ที่นี่ต่อ รีบหายตัวออกจากถ้ำ และวิ่งหนีออกจากภูเขาหลางหลางไป
ครู่ต่อมา มู่หลางค่อยๆ สงบสติอารมณ์ลง
เมื่อครู่นี้ เขาเกือบจะสังหารองค์ชายสามไปแล้ว แต่หากทำเช่นนั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับการเข้าไปติดหล่มแห่งการแย่งชิงบัลลังก์
เพียงแต่เลือกข้างที่ต่างกันเท่านั้น
เขาไม่อยากสร้างปัญหาให้กับผู้นำตระกูลเพราะเรื่องไร้สาระเช่นนี้
“โชคดีที่เขาเลือกมาหาข้าก่อน”
“ไม่อย่างนั้นคงถูกสองคนนั้นฆ่าไปแล้ว”
“เพราะพวกเขาไม่ได้ฉลาดเหมือนกับข้า…”
มู่หลางกระตุกยิ้มมุมปาก
แม้เขาจะไม่ชอบนิสัยของมู่อู๋ซวง แต่เขาก็ไม่เคยสงสัยในพลังของอีกฝ่ายเลย
ไอสังหารอันเย็นเยียบนั้น บางครั้งก็ทำให้เขาขนลุกได้เหมือนกัน
ส่วนมู่เยว่เหยา ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ที่สำคัญที่สุดคือ ผู้นำตระกูลมีบุญคุณกับสองคนนั้นมาก
ความกตัญญูของสองคนนั้นยิ่งใหญ่กว่าชีวิตตัวเองหลายเท่า